| รูปเงา - Shadow | ||
เล่าเรื่อง |
||
|
View All |
||
| << | พฤศจิกายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | |
พิมพ์หน้านี้
|
บนดินแดนล้านนา เราจะเล่าเรื่องชีวิต! ชีวิตของคนเราไม่ว่าคนธรรมดาหรือคนพิเศษ มีชื่อเสียงโด่งดังคับฟ้า ล้วนไม่แตกต่าง มีทั้งเรื่องราวที่น่าจดจำและบางเรื่องสมควรจะลืมเลือน หากเปรียบเป็นดนตรีมันจึงอาจเป็นได้ ทั้งดนตรีสีขาวและสีดำ จรัล มโนเพ็ชร ก็ไม่ต่าง แม้จะเกิดมาเพื่อจะเป็นตำนาน เป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การดนตรี ชีวิตของเขาก็ละม้ายคล้ายกับดนตรี เป็นได้ทั้งดนตรีสีขาวและสีดำ แต่หลังความตายยังมีสีสันสดสว่างกระจ่างใส ตามแบบอย่างของคนเมืองบนดินแดนล้านนา ความตายของจรัลจึงเปรียบเสมือนสีสันอันงดงามเช่นกันกับดนตรีที่เขาแต่งแต้ม จากวันนั้นจนถึงวันนี้ (3 กันยายน 44 5 เมษายน 46) หนึ่งปีกับเจ็ดเดือนผ่าน ประเพณีหรือรีตรอยเก่าแก่เกี่ยวกับความตายถูกนำกลับมาอีกครั้งเพื่อจรัล มโนเพ็ชร นั่นคืองานที่ชาวเหนือเรียกงานปอยข้าวสังฆ์
ประตูไม้สักบานใหญ่ของบ้านดวงดอกไม้ เปิดกว้างครั้งแรกเพื่อเตรียมต้อนรับผู้คนที่จะมาร่วมงานอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้กับจรัล แม้ความตายจะพรากเขาไปจากผู้เป็นที่รัก แต่สำหรับศิลปินที่เกิดมาเพื่อเป็นตำนาน เป็นเรื่องราวเล่าขาน เป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรีที่ไม่อาจมีใครลอกเลียนแบบได้ หัวใจหลายดวงยังคงรักและศรัทธาเขาอยู่เสมอไม่เสื่อมคลาย วันเวลาอาจเยียวยาให้ความเศร้าจางหายไปบ้าง แต่หนึ่งปีกว่าที่ผ่านมาสำหรับอันยาเธอยังคงรำลึกนึกถึงเขาผู้เคยอยู่เคียงข้างทั้งที่บ้านดวงดอกไม้ในลำพูน และที่ร้านอาหารเล็กๆในเชียงใหม่ สายหมอกกับดอกไม้ แทบทุกตารางนิ้วบนแผ่นดินเหนือมีเงาร่างของจรัลติดตามเธออยู่ไม่ห่างหาย จรัลเสียชีวิตที่บ้านดวงดอกไม้ บ้านที่เขาเคยบอกว่ามันคือห้องปฏิบัติการดนตรีเล็กๆกลางทุ่งนา เมื่อจะทำบุญงานปอยข้าวสังฆ์ถึงจรัล สิ่งแรกที่สำคัญยิ่งคือการสร้างบ้านจำลองให้คล้ายคลึงกับบ้านดวงดอกไม้มากที่สุด สล่า หรือช่างฝีมือจากตำบลอุโมงค์ในเมืองลำพูนสามสี่คนเดินทางมาที่บ้านดวงดอกไม้ตั้งแต่เช้าตรู่ของวันที่หนึ่งเดือนเมษายน พวกเขาจะอยู่ที่นั่นจนถึงยามเย็น พยายามจำลองบ้านดวงดอกไม้ให้ออกมาใกล้เคียงกับบ้านจริงมากที่สุด บ้านจำลองทำจากไม้เช่นกัน มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินขอจริงๆ และมีกาแลประดับ บนนอกชานมีฮ้านน้ำ เหมือนบ้านจริงไม่มีผิด งานปอยข้าวสังฆ์จะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 5 เมษายน 2546 หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้นบัตรเชิญจำนวนหนึ่งร้อยใบถูกแจกให้แก่ญาติมิตรทั้งในลำพูนและเชียงใหม่ ในบัตรเชิญเรียกขานงานนี้ว่ารื่นรมย์นนถีตุริยะ ผู้ตั้งชื่อคือไพฑูรย์ พรหมวิจิตร กวีล้านนา เพราะแม้จะเป็นงานพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับความตายแต่แก่นแท้ของงานเป็นความรื่นรมย์ประดุจดนตรีที่เปี่ยมไปด้วยสีสัน บนดินแดนโทราจาในประเทศอินโดนีเซียก็มีพิธีกรรมเช่นนี้ ความตายถือเป็นความรื่นเริง ผู้คนแสดงออกถึงความสุขสนุกสนาน และมีการสร้างบ้านจำลองของผู้ล่วงลับไม่ต่างจากปอยข้าวสังฆ์บนแผ่นดินล้านนา ความตายอาจเป็นเรื่องสะเทือนใจต่อผู้อยู่เบื้องหลัง แต่เมื่อตรองดูให้ดีถึงการพ้นทุกข์ การจบสิ้นความเหน็ดเหนื่อยต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ผู้หนึ่ง คงไม่แปลกเกินไปที่จะมีพิธีกรรมเกี่ยวเนื่องกับความตายซึ่งแสดงออกด้วยความสนุกสนานรื่นเริงยินดี ในอดีตบนดินแดนล้านนา หลังจากพิธีเผาศพจบสิ้นลง ครอบครัวของผู้ตายจะรอคอยให้เวลาล่วงผ่านไปหนึ่งปีเต็มก่อน แต่อย่างไรเสียไม่ควรจะเกินกว่าสองปีที่ผู้อยู่ข้างหลังจะประกอบพิธีกรรมปอยข้าวสังฆ์ งานปอยข้าวสังฆ์ถึงจรัลจะมีสองวัน วันแรกคือวันเสาร์ที่ 5 จนถึงเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน 2546 บ้านจำลองของบ้านดวงดอกไม้สร้างเสร็จก่อนวันงานจริงเพียงหนึ่งวัน บ่ายวันเสาร์นั่นเองที่ทุกคนช่วยกันตกแต่งประดับประดาบ้านหลังน้อย ด้วยของกินของใช้ที่ปรารถนาจะทานไปให้จรัล ทั้งเสื้อม่อฮ่อม เตี่ยวสะดอ ผ้าขาวม้า กางเกงยีนส์ตัวโปรดของจรัล เสื้อเชิร์ตลายสก๊อต หมวกสีเขียว ถ้วยกาแฟสีฟ้า ย่ามกะเหรี่ยงสีแดง ขลุ่ย ซึง พิณเปี๊ยะ และที่ขาดไม่ได้คือกีตาร์กับเม้าท์ออร์แกน เพื่อนนักเขียนสองคน ถนอม ไชยวงษ์แก้ว และแพร จารุ เพิ่งมีหนังสือใหม่จากสำนักพิมพ์มติชน พวกเขาพกมันมาในย่ามด้วย ของแพร จารุ คือลูกฟูก หมาน้อยธรรมดา ส่วนของถนอมชื่อยิ่งกว่าขุนเขา ตราบชั่วฟ้าดินสลาย หนังสือทั้งสองเล่มถูกนำไปใส่ไว้ในบ้านหลังน้อยใกล้ๆกับที่นอนของจรัล บางทีจรัลจะได้อ่านมันก่อนเข้านอนพวกเขาหวัง พวกเพื่อนๆคิดถึงจรัลมาก และเมื่อรู้ว่าการทำบุญปอยข้าวสังฆ์นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างจะผ่านโลกของเราไปสู่โลกแห่งดวงวิญญาณ มันจะถึงมือของจรัลอย่างไม่ต้องสงสัย โดยมีพระสงฆ์ในพุทธศาสนาเป็นสะพานเชื่อมต่อ ดังนั้นพวกเขาจึงทำเสมือนว่าจรัลยังอยู่กับเขาเสมอ และเมื่อจะมอบข้าวของให้กับจรัลทุกคนก็สามารถเห็นภาพของจรัลอย่างชัดเจน ชญาณิฐ สุนทรพิธ ที่เป็นคนหนึ่งซึ่งอยู่กับจรัลในคืนสุดท้ายที่เขาสนุกสนานสุดเหวี่ยงกับเพื่อนๆที่ร้านสายหมอกกับดอกไม้ คืนนั้นเขาฟ้อนรำกับเธอด้วยบทเพลงเดินดงและยังส่งเสียงหัวเราะเริงร่า เมื่อมองย้อนกลับไปในอดีตทุกคนคิดว่าคืนนั้นเสมือนคืนสั่งลาจากจรัล เพราะจากนั้นเขาไม่เคยกลับไปที่ร้านสายหมอกกับดอกไม้อีกเลย และเมื่อเวลามาถึงในงานปอยข้าวสังฆ์ครั้งนี้ ชญาณิฐจึงทานธนบัตรใบละยี่สิบบาทที่เพิ่งออกมาใหม่ให้จรัล เดี๋ยวอ้ายจรัลจะงง ไม่รู้ว่านี่เป็นแบ๊งค์อะไรเพราะมันคล้ายใบละพันมาก แขกเหรื่อผู้ได้รับเชิญเริ่มเดินทางมาตั้งแต่ยามบ่าย พวกเขาผ่านประตูหน้าบ้านเข้ามาและจุดธูปเทียนเพื่อคารวะต่อจรัลหน้าบ้านหลังน้อยที่กำลังจะถูกส่งไปยังสรวงสวรรค์สถานที่ซึ่งทุกคนเชื่อว่าเขาอยู่ที่นั่น ใกล้ๆกับกระถางธูปมีโตกสีแดงตั้งอยู่ หนังสือสองเล่มวางเคียงกันอยู่บนนั้น เล่มหนึ่งคือแก้วก๊อล้านนา หนังสือที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพของจรัล อีกเล่มหนึ่งเป็นนวนิยายเรื่องความรื่นรมย์แห่งชีวิต ของโนดาร์ ดุมบัดเซ นวนิยายเล่มนี้เป็นเรื่องที่จรัลชอบมากด้วย เพราะเชื่อว่าความตายก็อาจเป็นความรื่นรมย์ได้ และสำหรับจรัลผู้ทำงานหนักมาตลอดเวลาหลายสิบปี มันเป็นหนทางเดียวที่ศิลปินอย่างอ้ายจรัลจะได้พักผ่อนอย่างสงบสุข เขาเป็นอิสระแล้ว อันยากล่าว พ่อสิงห์แก้วเดินทางจากเชียงใหม่มาถึงในราวบ่ายโมง มีโคมกระดาษอันงดงามจากฝีมือของพ่อที่จะทานไปให้ลูกชาย ถูกนำขึ้นไปแขวนไว้บนกิ่งไม้ซึ่งอยู่หน้าบ้านจำลองบ้านดวงดอกไม้ จรัลคงดีใจที่ได้รับโคมนั้นจากพ่อ ในตอนเย็นผู้มาร่วมงานไปรวมกันอยู่ที่ลานโล่งกว้างตรงข้ามบ้านดวงดอกไม้ พื้นดินปูด้วยเสื่อและตั้งขันโตกไว้สำหรับคนราวหนึ่งร้อยคน เวทีขนาดกลางตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประดับด้วยดอกเบญจมาศสีขาวและเหลือง ในตอนค่ำคืนประทีปโคมไฟถูกจุดให้สว่างไสวราวกับแสงดาวบนดิน บารเมศ วรรณสัย เพื่อนสนิทของจรัลนำวิดีโองานคอนเสริต์ม่านไหมใยหมอก ครั้งที่ 3 มาฉาย หลายคนตกใจและเงียบงันเมื่อได้ยินเสียงนุ่มทุ้มอบอุ่นของจรัลพูดคุยกับแฟนเพลงบนเวที ภาพของศิลปินล้านนาบนจอขนาดใหญ่เท่าคนจริงตรึงอารมณ์ผู้คนได้เสมอไม่เสื่อมคลาย ในตอนนั้นเองเรื่องเศร้าก็เกิดขึ้น เมื่อสุนัขตัวหนึ่ง เจ้าลีซู วิ่งพรวดออกมาจากบ้านตรงไปยังหน้าเวทีที่จรัลกำลังพูดคุยอยู่ในจอภาพนั้น ทุกคนย่อมเข้าใจ ว่าเจ้าลีซูกำลังวิ่งออกมาหาเจ้านายของมันที่หายไปนานแสนนาน หนึ่งปีกับเจ็ดเดือนมาแล้วที่มันไม่เคยได้ยินเสียงของจรัลเจ้านายของมันนักดนตรีสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นไปบรรเลงดนตรีบนเวที บางคนก็อ่านบทกวีเพื่อรำลึกถึงจรัล กระทั่งดึกดื่นจึงแยกย้ายกันกลับ แต่หลายคนยังปักหลักดื่มกินสรวลเสเฮฮาเพื่อรอให้ถึงเช้าตรู่ที่จะประกอบพิธีกรรมทางศาสนา คงจะตลอดทั้งคืนนั้นที่บ้านดวงดอกไม้หลังน้อยถูกกล่อมด้วยเสียงเพลงของเขา ราวตีห้าของวันอาทิตย์ที่ 6 เมษายน อันยาและเพื่อนๆตื่นขึ้นมาเพื่อตระเตรียมข้าวของต่างๆสำหรับพระสงฆ์สี่รูป เธอทันได้ยินใครบางคนกำลังเล่นเพลงเจ้าดวงดอกไม้ และเมื่อตีนฟ้ายก แสงตะวันอันนุ่มนวลปรากฏบนท้องฟ้าทางทิศตะวันออก พระสงฆ์สี่รูปที่ได้รับนิมนต์ไว้ก็เดินทางมาถึง ทั้งบรรพชิตและฆราวาสประกอบพิธีกรรมอยู่ที่หน้าบ้านจำลองบ้านดวงดอกไม้ อุทิศส่วนบุญส่วนกุศล และส่งของกินของใช้ต่างๆ รวมทั้งบ้านหลังน้อยไปยังจรัล อากาศยามเช้ากำลังเย็นสบาย สายลมแรงพัดมาพาให้ดอกสีชมพูอมม่วงของตะเบบูญ่าร่วงหล่นลงเกลื่อนดิน หลังคาบ้านน้อยของจรัลประปรายไปด้วยสีสันของดอกไม้แห่งฤดูร้อน งดงามและน่ารื่นรมย์ยิ่ง ใช่ สำหรับใครบางคนความตายก็อาจเปี่ยมไปด้วยความรื่นเริงแห่งชีวิต ความตายช่างงดงามเมื่อเกิดแก่ศิลปินล้านนา จรัล มโนเพ็ชร
|