| รูปเงา - Shadow | ||
เล่าเรื่อง |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||
พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อจรัลยังอยู่หากไม่มีงานใดรอคอยให้กระทำเขาจะชักชวนฉันขับรถเข้าไปยังเชียงใหม่ในยามเช้า เพื่อจะใช้เวลาดูแลต้นไม้ที่ร้านสายหมอกกับดอกไม้ รดน้ำ-พรวนดิน-ตัดแต่งกิ่งไม้ และโยกย้ายบางต้น เราปลูกไม้หลายพันธุ์ในสวน บนเนื้อที่ไม่กว้างนักของร้าน เน้นหนักไปที่ไม้ซึ่งให้ดอกและนำมากินได้ ดอกกุหลาบก็เป็นหนึ่งที่ถูกนำมาปรุงอาหารจานดอกไม้ ฉันถนัดกับการตัดดอกแต่หน้าที่ดูแลมันยกให้กับจรัล เราไม่เคยใช้ปุ๋ยเคมีหรือยาฆ่าแมลง แต่นำขี้วัวขี้ไก่มาจากลำพูนให้มันเป็นอาหารต่อต้นไม้ที่เราปลูก บางฤดูกาลหากมีดอกกุหลาบมากพอฉันจะทำน้ำกุหลาบสดใหม่ซึ่งจะทำได้เพียงครั้งละไม่กี่แก้วเท่านั้น ฉันคุ้นเคยต่อการได้เห็นจรัลนั่งอยู่ใกล้ๆกับต้นไม้และด้วยสองมือของเขาซึ่งหยาบกร้านและข้อก็แตก มันน่าจะเป็นมือของคนสวนเสียมากกว่ามือของนักดนตรีที่จรัลดูแลออมเป๊าะออมป๋อย ทะนุถนอมต้นกุหลาบเหล่านั้น ไม่นานมานี่เองฉันได้เห็นเขายืนอยู่ใต้ต้นกาสะลองสูงใหญ่ ท่ามกลางแสงแดดยามบ่าย เพ่งมองไปรอบๆร้านเพื่อดูว่าจะทำยังไงกับตรงไหนดีในวันต่อไปที่เขาจะมาทำสวนอีกครั้ง เมื่อรูปปั้นของจรัลเสร็จสมบูรณ์คุณหงษ์จรก็โทรศัพท์มา เพื่อบอกฉันล่วงหน้าว่าเขาจะนำจรัลมาในวันที่ 28 ธันวาคม 2544 ฉันรอต้อนรับการกลับบ้านของจรัลอยู่ที่ร้านสายหมอกกับดอกไม้ ราวทุ่มกว่าคุณหงษ์จรก็มาถึงพร้อมกับครอบครัวของเขาและเพื่อนๆจากกรุงเทพฯ เขาโอบอุ้มจรัลลงจากรถด้วยความทะนุถนอม ในอ้อมแขนของเขานั่นคือดิน น้ำ ลม ไฟ ที่ผสานกันเข้าจนกลายเป็นจรัล มโนเพ็ชร มันไม่ต่างกันเลยฉันคิดกับรูปลักษณ์ที่ฉันเคยเห็นและจับต้องมากว่าสิบเจ็ดปี ธาตุทั้งสี่ที่ทรงพลังเท่านั้นที่ประกอบมันขึ้นมา บัดนี้จรัลกลับมาแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของสายหมอกกับดอกไม้และของฉัน เขายืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นกาสะลองที่เขารัก เปล่งประกายระยับท่ามกลางแสงแดดบ่าย เพ่งมองออกไปยังฟ้ากว้างของล้านนาและถูกโอบล้อมอยู่กลางสวนท่ามกลางแมกไม้ที่เขาเองนั่นแหละเป็นผู้ปลูก ปลายเดือนธันวาคมก่อนที่คุณหงษ์จรจะนำรูปปั้นของจรัลมายังเชียงใหม่ ฉันขับรถออกจากบ้านดวงดอกไม้ที่ลำพูน มุ่งหน้าไปยังสวนทูนอิน ในเขตตำบลโป่งแยงอำเภอแม่ริม เพื่อไปพบคุณรงค์ วงษ์สวรรค์ ฉันเคยไปที่นั่นมาครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีแล้วไม่แน่ใจว่าจะจำเส้นทางได้ เพื่อไม่ให้หลงทางจึงต้องแวะรับเพื่อนผู้หนึ่งซึ่งคุ้นเคยเส้นทางดีติดรถไปด้วย คุณรงค์ ขุนนางป่า นักเขียนจากโพธาราม ราชบุรี บัดนี้เป็นหนึ่งโดยสถานะภาพของศิลปินแห่งชาติ ได้ตอบรับคำเรียนเชิญเพื่อเป็นเก๊า ประธานงานพิธีเปิดรูปปั้นจรัลแล้วตามแผนที่วางไว้ในวันที่หนึ่ง มกราคม สองพันห้าร้อยสี่สิบห้า ราวเที่ยงกว่าฉันไปถึงสวนทูนอินพูดคุยกับคุณรงค์และพี่ติ๋ม เรียนเชิญทั้งสองท่านอย่างเป็นทางการ เมื่ออธิบายคร่าวๆแล้วว่าจะมีอะไรบ้างในวันพิธี คุณรงค์ก็บอก จะขอเวลาสักไม่กี่นาทีเพื่อพูดบางสิ่งบางอย่างในวันงาน ฉันไม่รู้ว่านักเขียนผู้มีวัยกว่าหกสิบปีแล้วจะพูดอะไร แต่มันต้องเกี่ยวพันกับจรัลแน่นอน คุณรงค์ฉลาดและผ่านประสบการณ์โชกโชนในการเดินทางของชีวิต ไม่ต้องสงสัยเลยว่ามันจะไม่น่าฟัง ตั้งแต่จรัลจากไปฉันวุ่นวายกับการสะสางเรื่องต่างๆที่หลั่งไหลเข้ามา เหมือนกำลังเดินทางไปที่ไหนสักแห่งโดยทางเรือ ล่องลอยอยู่บนสายน้ำที่บางครั้งนิ่งงัน บางครั้งเชี่ยวกราก และบางครั้งราวกับมีท่อนซุงพุ่งเข้าชนจนสูญเสียการทรงตัว ระหว่างโดยสารต้องพร่ำภาวนาขออย่าให้พบเจอวังน้ำวน อ้ายน่ะเป็นตัวยุ่ง จรัลพูดกับฉันอยู่บ่อยๆ เมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ ในตอนนั้นฉันไม่รู้สึกอะไรเลย ไม่เคยตระหนักสักนิด แต่เมื่อเขาจากไปสิ มันไม่ใช่จรัลหรอกที่เป็นตัวยุ่ง ผู้อื่นต่างหาก ผู้อื่นที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี และมักทำอะไรที่ตรงข้ามกับสิ่งที่จรัลรักและปรารถนา หลายคนกำลังย่ำเท้าไปบนความฝันของจรัลอย่างไม่ใยดี และบางคนที่เคยลบหลู่ก็ใช้ความตายของเขาเป็นฉาก ประกอบเรื่องราวที่เพิ่งคิดแต่งขึ้นมาสดๆ มีจดหมายมาหลายฉบับจ่าหน้าซองถึงฉันตามที่อยู่ที่ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์รายวันที่รายงานข่าวเรื่องการเสียชีวิตของจรัล จดหมายเหล่านั้นเดินทางมาจากทุกทิศของประเทศจากผู้คนทุกเพศทุกวัย บางฉบับเป็นของผู้มีอายุกว่าหกสิบ ผู้ส่งต่างแสดงความเสียใจ เสียดายที่จรัลจากไปกระทันหัน มันรวดเร็วเกินไป พวกเขาปลอบโยนฉันด้วยตัวอักษร หวังว่าจิตใจของฉันคงจะฟื้นคืนกลับสู่สภาพเดิมได้ในเร็ววัน ในบรรดาจดหมายเหล่านั้น มีอยู่ฉบับหนึ่งไม่ยอมบอกชื่อเสียงเรียงนามและที่อยู่ที่ส่งมา ฉันได้รับในตอนเย็นของวันที่แปดกันยายน หลังจากจบสิ้นพิธีพระราชทานเพลิงศพ สุภาพสตรีผู้ส่งขอร้องให้ฉันอ่านจดหมายของเธอต่อร่างไร้วิญญาณของจรัลที่ศาลาศรีจำปาวัดพระธาตุหริภุญไชย แต่ถ้าไม่ทันการเธอขอให้ฉันอ่านมันต่อเถ้าถ่านและอัฐิของจรัลก็ได้ มันเป็นจดหมายที่แสนโศกเศร้า บอกเล่าความในใจอันลึกซึ้งและความเจ็บปวดเมื่อรู้แน่ชัดว่าจรัลได้จากโลกนี้ไปแล้วจริงๆ ฉันแน่ใจว่าเธอไม่ใช่คนรักเก่าคนใดคนหนึ่งของจรัลเพราะจดหมายนั้นบอกจะแจ้งว่าเธอได้รับแรงบันดาลใจจากบทเพลงของจรัลทำให้ตัดสินใจขึ้นมาอยู่ที่เมืองเหนือ เธอรู้จักจรัลผ่านมาทางบทเพลงตั้งแต่อายุสิบหกปี และบัดนี้สิบเก้าปีล่วงมาเธอยังไม่เคยมีโอกาสพูดคุยกับจรัลแม้สักคำและเธอหวัง .. ฉันได้ทำตามที่เธอขอร้องแล้ว นั่นคืออ่านทุกถ้อยคำที่เธอเขียนต่อหน้าอัฐิและเถ้าถ่านของจรัลที่ฉันเก็บรักษาไว้ที่บ้านดวงดอกไม้
บารเมศ วรรณสัย มาหาฉันในเช้าวันหนึ่ง และเล่าความฝันของเขาว่าเขาพบจรัลในขณะที่กำลังพาเด็กนักเรียน-ลูกศิษย์ลูกหาหลายสิบคนไปออกค่ายในป่าแห่งหนึ่ง ในฝันนั้นบารเมศเองตระหนักชัดว่าจรัลเสียชีวิตไปแล้ว แต่จู่ๆจรัลก็ปรากฏตัวข้างๆเขา ผมยังไม่ทันถามสักคำว่าจรัลกลับมาได้อย่างไร แต่ดูเหมือนเขาจะอ่านใจผมออก เขารีบบอกทันทีว่า ฮาแต่งต๋ายบ่ดาย ก้ายคนบ่เฮ้ย ความหมายในตัวของมันคือการจากไปของจรัลนั้นเป็นสิ่งที่เขาเสแสร้งแกล้งกระทำนั่นเองเพราะเขาเบื่อหน่ายต่อผู้คนแล้ว เออ-จริงสิ ฉันคิดมันน่าจะเป็นไปได้อย่างยิ่งต่อจิตใจของจรัล หลายสิ่งอุบัติขึ้นหลังความตายของเขา เช่นเดียวกับที่หลายอย่างอันตรธานหายไป ความตายคือการค้นพบ คุณรงค์ วงษ์สวรรค์ กล่าวเมื่อยามเย็นวันที่ 1 มกราคม 2545 ต่อหน้ารูปปั้นสง่างามของจรัลที่ถูกคลุมไว้ด้วยผ้าแพรบางเบาสีฟ้าสดใต้ต้นกาสะลอง และเราจะค้นพบบางอย่างจากความตายถ้อยคำจากปากของท่านผู้เป็นประธานในพิธีเปิดรูปปั้นศิลปินล้านนาผู้จากไปชั่วนิรันดร์กระทบใจหลายคนที่มาร่วมงานรวมทั้งฉันเองด้วย แต่เมื่อไหร่กันเล่า
เราคงต้องรอคอยให้เวลาล่วงผ่าน อาจเนิ่นนานพอดูที่โลกจะรู้ว่าจรัล มโนเพ็ชร เป็นสุขหรือโศกเศร้าเพียงใดต่อชะตากรรมของตนเอง และทั้งหมดนี้จรัลไม่อาจฟื้นคืนมาเพื่อบอกกล่าวต่อผู้ใดได้ เมื่อฉันออกหนังสือ รักและคิดถึง จรัล มโนเพ็ชร ในเดือนตุลาคม ปี 2544 บางบทที่ปรากฏในหน้าหนังสือได้ผ่านการเซ็นเซอร์จากจรัลแล้ว เพราะบทนั้นฉันเขียนขึ้นก่อนที่จรัลจะจากไป ดังนั้นมันจึงผ่านสายตาของเขามาบ้างแล้ว และมีอยู่บทหนึ่งที่จรัลเป็นผู้พิมพ์มันด้วยตัวของเขาเองแต่บทนั้นสั้นมาก เพราะ อ้ายเขินน่ะ มาให้พิมพ์เรื่องของตัวเอง เขาบอก จากนั้นมาก็ไม่ยอมช่วยฉันพิมพ์เรื่องของตัวเองอีกเลย มีอาจารย์ท่านหนึ่งเป็นสุภาพสตรีวัยกว่าห้าสิบปีสอนหนังสืออยู่ที่สถาบันราชมงคลเชียงใหม่ เป็นแฟนเพลงของจรัลอย่างเหนียวแน่น เธอซื้อหนังสือรักและคิดถึง จรัล มโนเพ็ชร ไปแล้วยี่สิบหกเล่ม เล่มหนึ่งเพื่อตัวเองอีกยี่สิบห้าเพื่อมอบให้ห้องสมุด เมื่ออ่านจบลงเธอมาหาฉันและต่อว่า ทำไมคุณหมูเขียนแต่เรื่องโศกเศร้า เขียนเรื่องที่ผู้คนคิดไม่ดีทำไม่ดีกับคุณจรัลล่ะคะ ดิฉันอยากให้เขียนอีกเล่ม คราวนี้เขียนเรื่องที่มีแต่คนชื่นชมคุณจรัลนะคะ แต่ให้ตายเถอะฉันรู้ว่าคงจะเขียนแบบที่เธอปรารถนาไม่ได้แน่ ชีวิตของจรัล ทั้งชีวิตนั่นล่ะ มีทั้งสองสภาวะ มีคนรักและคนชัง มีคนให้เกียรติและมีคนลบหลู่ มีคนที่อยากให้และมีคนที่อยากแต่จะได้จากเขา ความตายคือการค้นพบ และเราจะพบบางอย่างจากความตายนี่เป็นจริงอย่างที่ท่าน-คุณรงค์ วงษ์สวรรค์ ว่าไว้ไม่มีผิด! สำหรับจรัล มโนเพ็ชร ผู้ล่วงลับไปแล้ว ฉันปรารถนาจะเขียนคำร้องทุกข์ในฐานะแห่งความรักและการที่ตกเป็นคนรักชั่วชีวิต ต่อผู้ใดก็ตามที่เคยได้รับหลายสิ่งหลายอย่างมาจากเขา เหลียวมองความหวังและความฝันของจรัลบ้าง ฉันคิดว่ามันไม่เข้าท่าสักเท่าไหร่ที่จะปิดฉากความหวังความฝันของจรัลลงโดยสิ้นเชิง ร่องรอยจรัลยังประทับอยู่บนแผ่นน้ำหนังดินของล้านนา รอคอยผู้กล้าและจิตวิญญาณที่จริงใจต่อเขา ฉันอยากบอก . เหนือกว่ารัก เหนือกว่าเงินตรา และชื่อเสียงมอบความจริงใจให้เขาบ้าง
บทความจากพ็อกเก็ตบุ๊ค "ตามรอยฝัน จรัล มโนเพ็ชร" ผู้เขียน : อันยา โพธิวัฒน์
|