พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อช่วงเช้าประมาณ ตีสาม ( เมื่อเอ่ยถึง David Beckham สำหรับแฟนฟุตบอลชาวไทย คงคุ้นเคยกับภาพของ เบคแฮม ในชุดปิศาจแดงมากกว่าเป็นอย่างอื่น ลูกยิงฟรีคิกปลิดวิญญาณ และการเปิดบอลไซด์โค้งจากริมเส้นฝั่งขวาที่แม่นยำให้กองหน้าพังประตู เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่นำความสำเร็จมาสู่สโมสร โดยเฉพาะ ในฤดูกาลปี 98-99 เป็นปีที่เขาประสบความสำเร็จสูงสุดในอาชีพนักเตะ ที่สามารถคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ ทั้งพรีเมียร์ลีก เอฟ เอ คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยน ลีก ซึ่งถ้าจำกันได้ ก่อนหน้านั้น เดวิด เบคแฮม มีประสบการณ์อันเลวร้าย ในการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่ประเทศฝรั่งเศส ปี 1998 ซึ่งเขาได้รับใบแดงโดนไล่ออก เพราะไปสะกิดเตะขา ดิเอโก ซิโมเน่ นักเตะอาร์เจนตินา ในการแข่งขันรอบสอง ซึ่งอังกฤษแพ้ตกรอบในการดวลจุดโทษ เหตุการณ์ครั้งนั้นนำพาซึ่งความโกรธแค้นขู่อาฆาตของแฟนๆพร้อมกล่าวหาว่า เขาเป็นต้นเหตุในการพ่ายแพ้ ช่วงเวลานั้น ทุกครั้งที่เขาลงสนามจะถูกก่อกวนโห่ไล่ตลอดเวลา แต่ด้วยความมุ่งมั่น อดทน ได้รับการหนุนหลังจาก ผู้จัดการทีม อเล็กซ์ เฟอร์กุสัน รวมถึงกำลังใจจากแฟนๆแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ช่วยปกป้องเขาอย่างเต็มที่ มันเหมือนแรงส่งที่ทำให้ เดวิด เบคแฮม ทุ่มเทอย่างเต็มที่ และด้วยผลงานอันน่าทึ่งครั้งนี้ ทำให้ชนะใจแฟนๆรวมทั้งสื่อมวลชน ต่างลืมเลือนเรื่องราวในอดีต กลับมาให้การสนับสนุนเขามากยิ่งขึ้น จนสามารถก้าวขึ้นมารับตำแหน่งกัปตัน ทีมชาติอังกฤษ ในช่วงปี 2000 เดวิด เบคแฮม โชคร้ายกระดูกแตกที่หน้าเท้าช่วงเดือน เมษายน ก่อนการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 2002 ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพร่วม ซึ่งเขาไม่น่าฟิตร่างกายได้ทัน แต่ด้วยความมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ ใช้วิทยาศาสตร์ทางแพทย์เร่งรักษา จนได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมในที่สุด แต่ทีมก็ไปไม่ได้ไกล แพ้บราซิลตกรอบสองในเวลาต่อมา เมื่อ เดวิด เบคแฮม มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักมาก บรรดาสปอนเซอร์สินค้าต่างๆก็ต้องการให้เขาไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ รวมถึงภรรยา วิคตอเรีย เริ่มเข้ามามีส่วนในชีวิตให้ออกงานสังคมต่างๆมากขึ้น สร้างความไม่พอใจให้กับ ผู้จัดการทีมเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เป็นอย่างมาก เดวิด เบคแฮม ถูกดร็อปให้เป็นตัวสำรองบ่อยครั้ง ความสัมพันธ์ที่เคยดี เริ่มมีรอยร้าวให้เห็น จนกระทั่งฟางเส้นสุดท้ายก็มาขาดสะบั้น หลังจากเกิดสตั้ดบินโดนคิ้ว เดวิด เบคแฮม ในห้องแต่งตัว หลังจบเกมแพ้ อาร์เซนอล เมื่อ 15 กุมภาพันธ์ 2003 หลังจากนั้นเมื่อจบฤดูกาล เดวิด เบคแฮม ก็ถูกขายให้กับทีม รีล มาดริด สมัยที่เล่นให้กับทีม รีล มาดริด เดวิด เบคแฮมไม่ค่อยมีบทบาท ไม่มีส่วนร่วมกับเกมเท่ากับสมัยอยู่กับปิศาจแดง จนมาถึงปีสุดท้าย 2006-2007 ช่วงแรก เขาไม่อยู่ในแผนการทำทีมของ ฟาปิโอ คาเปลโล่ ไม่ค่อยมีโอกาสได้ลงเล่น จน เดวิด เบคแฮม ตกลงใจย้ายไปเล่นให้กับทีมลอสแอนเจลิส แกแลกซี ช่วงเวลานั้นเหมือนเกมวัดใจ เดวิด เบคแฮม ทำหน้าที่สมกับเป็นมืออาชีพ ได้แต่ก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมกับซ้อมตามคำสั่งของโค้ช จนสุดท้าย ฟาปิโอ คาเปลโล่ ต้องกลืนน้ำลายนำเอา เดวิด เบคแฮม กลับมาเล่นให้กับทีมอีก หลังจากที่เคยลั่นวาจาหมดเวลาสำหรับ เดวิด เบคแฮมแล้วก็ตาม ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้แฟนๆผิดหวัง โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดมีส่วนทำให้ รีล มาดริด กลับมาคว้าแชมป์ลาลีกาได้สำเร็จอีกครั้ง เดวิด เบคแฮม แสดงออกถึงภาวะผู้นำ การรับผิดชอบ ประกาศลาออกจากตำแหน่งกัปตันทีมชาติ หลังจากอังกฤษ ประสบความล้มเหลว แพ้ดวลจุดโทษโปรตุเกส ตกรอบแปดทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด ที่เยอรมัน เพื่อเปิดทางเลือกให้ผู้จัดการทีมชาติ คนใหม่ สตีฟ แมคคลาเลน ซึ่งคำประกาศนั้นดูเหมือนดาบสองคมที่กลับมาทิ่มแทงเขาภายหลัง ทำให้เขาไม่อยู่ในแผนการสร้างทีมชาติยุคใหม่อีกต่อไป และดูเหมือนว่าสถิติการรับใช้ทีมชาติจะหยุดนิ่งที่ จำนวน 94 นัด เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เป็นคนมีเลือดนักสู้ มีความมุ่งมั่นและความฝัน เดวิด เบคแฮม ผู้ไม่ยอมแพ้ เขาคิดว่าเขายังมีความสามารถเพียงพอที่จะเล่นให้ทีมชาติ เขาฝึกซ้อมหนักมากขึ้นๆ กอปรกับสถานการณ์ทีมชาติอังกฤษล่อแหลม ส่อเค้าตกรอบคัดเลือก EURO 2008 สตีฟ แมคคลาเลน ต้องกลืนน้ำลายเรียก เดวิด เบคแฮมไปกอบกู้ปลุกขวัญกำลังใจให้กับทีม ซึ่งน่าเสียดายเขาเกือบทำสำเร็จ ถ้านัดสุดท้ายทีเล่นในบ้านเพียงแค่เสมอ โครเอเซีย ก็เข้ารอบแล้ว แต่ก็ทำไม่ได้ ซึ่งนัดนี้เป็นนัดที่ 99 ที่ใครต่างก็คิดว่านี่คือนัดสุดท้าย ของเดวิด เบคแฮมในทีมชาติ จนกระทั่งวันนี้ เดวิด เบคแฮมได้ลงเล่นในนามทีมชาติ เป็นนัดที่ 100 ความฝันของเขาถูกเติมเต็มเรียบร้อยแล้ว แต่ดูเหมือนว่า เขายังไม่ยอมหยุดฝันเพียงแค่นี้ เขายังอยากมีส่วนร่วมเพื่อนำพาทีมชาติอังกฤษ อันเป็นที่รักของเขา ไปสู่เป้าหมายฟุตบอลโลก ปี 2010 เมื่อถึงเวลานั้นเขาจะมีอายุ 35 ปี เราคงต้องติดตามต่อไปว่า ผู้ชายที่ไม่ยอมแพ้ที่ชื่อว่า เดวิด เบคแฮม จะทำได้หรือไม่ เมื่อเวลานั้นมาถึง
แต่ก่อนที่ถึงวันนั้นในปี 2010 ผมขอพาไปทำความรู้จักอีกหนึ่ง เบคแฮม ที่ผมคุ้นเคยผูกพันมานานกว่าแปดปี ตั้งแต่ปี 2000 ที่ผมได้สัมผัส ลูกสุนัข ร็อตไวเลอร์ ตัวหนึ่ง ด้วยรูปร่างหน้าตาอันหล่อเหลา ช่วงเวลานั้น เดวิด เบคแฮม มีชื่อเสียงโด่งดัง มันเลยถูกตั้งชื่อว่า เบคแฮม หลังจากที่รู้จัก เบคแฮมได้ไม่นาน ก็มีเรื่องราวที่ทำให้อดหวั่นใจถึงอนาคตสถานภาพของ เบคแฮมไม่ได้ นั่นคือภาพข่าวที่ สุนัข ร็อตไวเลอร์ ทำร้ายเด็กถึงสองรายซ้อนในระยะเวลาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้เกิดกระแสที่ค่อนข้างรุนแรงในการต่อต้านคนเลี้ยงสุนัข ร็อตไวเลอร์ ซึ่งถ้าเหตุการณ์นี้เกิดก่อนหน้าที่มีเจ้า เบคแฮม ก็เชื่อได้ว่า ผมคงไม่ได้รู้จัก และหลงเสน่ห์ เจ้า เบคแฮม มาถึงทุกวันนี้ จากข่าวเรื่อง ร็อตไวเลอร์ จึงเป็นแนวทางเป็นบทเรียนให้คนคิดที่จะเลี้ยงสุนัขพันธุ์นี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้ เบคแฮม จึงได้รับการเลี้ยงดูเอาใจใส่ เป็นอันมาก มีพื้นที่เพียงพอที่ได้วิ่งเล่น ไม่เคยถูกล่ามโซ่ ไม่เคยถูกกักขัง ให้อิสระอย่างเต็มที่ ช่วงแรกๆ ที่ผมไปเยี่ยมเยือนทักทาย เบคแฮม ผมยอมรับว่าไปแบบกล้าๆกลัวๆ แต่เมื่อได้สัมผัส ก็รับรู้ถึงนิสัยความอ่อนโยนอย่างเหลือเชื่อ ไม่สมกับรูปร่างใหญ่โตอันน่าเกรงขามของมันแต่อย่างใด ยิ่งเมื่อเทียบกับ เจ้าวิลลี่ สุนัขพันธุ์ อิงลิช คอกเกอร์ (พี่น้องครอกเดียวกับ เจ้า โกโก้ ของผม ) ที่อยู่ด้วยกัน เจ้าวิลลี่ มันออกจะดุมากกว่าอีก จนอดสงสัยมันคงสลับร่างกัน คือ เจ้าวิลลี่ มองไปที่ เบคแฮม เลยพาลคิดว่ามันคงตัวใหญ่ ในขณะที่ เบคแฮมมองไปที่วิลลี่ มันคงคิดว่ามันตัวเล็ก นอกจากนี้ไม่รู้เป็นเพราะ มันได้ชื่อเรียกว่า เบคแฮม มันเลยสบโอกาสสวมบทเป็น เดวิด เบคแฮม เพราะมันชอบเล่นฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ ใครมาเยี่ยมบ้านเป็นไม่ได้จะต้องงับลูกบอลมาชวนให้เล่นกับมัน ให้แย่งลูกบอลกับมันอยู่ตลอดเวลา ในบางครั้งหาคนเล่นด้วยไม่ได้ มันจะคาบลูกเทนนิสโยนออกทางช่องรั้วประตู เพื่อให้เด็กๆที่วิ่งเล่นอยู่นอกบ้าน โยนลูกกลับมาให้มันเล่น มันชอบทำแบบนี้เป็นประจำ จนเป็นที่รับรู้กัน เด็กๆในหมู่บ้าน วันเวลาผ่านไป ตลอดระยะเวลาแปดปี นิสัย เจ้าเบคแฮม ไม่เคยเปลี่ยน ทั้งอ่อนโยนน่ารัก ไม่มีนิสัยดุก้าวร้าว ใครพบเห็นได้สัมผัสจะรับรู้ถึงความรู้สึกนี้ได้อย่างแท้จริง สิ่งที่เคยรับรู้มาก่อน สุนัข ร็อตไวเลอร์ เป็นสุนัขที่ดุร้ายนั้นมลายหายไปจากใจของผม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นเรื่องกังวลและไม่อยากให้เกิดขึ้นสำหรับคนที่เลี้ยงสัตว์ทั้งหลาย ก็คืออาการป่วย โดยในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เจ้าเบคแฮมมีอาการบวมที่หัวเข่า มันร้องด้วยความเจ็บปวดทุรนทุราย หมอบอกว่ามันเป็นมะเร็งที่กระดูก ถ้าปล่อยไว้จะลามและเป็นอันตราย ต้องตัดขาทิ้ง โดยส่วนลึกในใจ ไม่อย่าทำการผ่าตัด แต่ติดที่ว่าถ้าปล่อยไว้ไม่ทำอะไรเลย เจ้าเบคแฮมจะร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด เห็นแล้วก็อดสงสารไม่ได้ ต้องต้ดสินใจทำการผ่าตัด เจ้าเบคแฮมไม่ร้องเจ็บปวดอีกเลย แต่สิ่งที่ตามมา มันเหมือนสูญเสียความมั่นใจของตัวมันเอง ที่เคยวิ่งโลดแล่นพลิ้วไปมาเหมือน เดวิด เบคแฮม มันคงเริ่มรู้สึกอ่อนล้า จนสุดท้ายก็ถอดใจ ยอมจำนน จากไปด้วยความสงบ หลังผ่านการผ่าตัดมาได้เพียงหนึ่งเดือน เป็นการสูญเสียที่ยากแก่การยอมรับง่ายๆ เจ้าเบคแฮม จากไป ทิ้งไว้แต่เรื่องราวความผูกพันที่ผมเคยวิ่งเล่น แย่งลูกบอล ได้เคยโอบกอดมันด้วยสองมือเต็มๆ ในความรู้สึกท่วงท่าที่อ่อนโยนของมันอย่างสุดบรรยาย มันยังคงติดตรึงตาในหัวใจ ผมคิดถึง เจ้าเบคแฮม มากเลยครับ
|
| ชีวิตกับการเดินทาง | ||
เปิดมุมมองในโลกกว้าง ให้รางวัลกับชีวิต |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||