พิมพ์หน้านี้
|
(1) เบื้องหลังแรงดึงดูด (พลังเขมือบ) ของ The Secret หากใครมิได้อาศัยอยู่ไกลปืนเที่ยงจนเกินไป ก็คงได้ยินข่าวคราวหรือรับรู้ถึงกระแสของหนังสือเล่มดัง The Secret ที่ตอนนี้กลายเป็น talk of the town ของบ้านเรากันไปไม่มากก็น้อย สื่อมวลชนรวมถึงบุคคลไฮโซทั้งทางโลกทางธรรมมากหน้าหลายตา ต่างออกมาประโคมข่าวเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้กันอย่างอึกทึกครึกโครมราวกับมิได้นัดหมาย หลายคนในที่นี้ก็อาจได้อ่านแล้ว ผู้เขียนและผู้จัดพิมพ์ทั้งของไทยและเทศบรรยายสรรพคุณว่า เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้คือ "ความลับ" ซึ่งที่ผ่านมาเป็นที่ล่วงรู้ในหมู่บุคคลระดับสุดยอดและผู้มีอำนาจกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน ทั้งยังถูกปกปิดซ่อนเร้นมาตลอดช่วงประวัติศาสตร์หลายพันปี และ ณ บัดนาว ความลับได้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการในหนังสือเล่มนี้ ทั้งยังบอกว่า นี่คือหนังสือที่จะทำให้คุณสมความปรารถนาทุกประการ ได้ทุกอย่าง พร้อมกล่าวอ้างชื่อบุคคลระดับโลกต่างๆ ที่ใช้ความลับนี้จนตัวเองประสบความสำเร็จ แค่เริ่มเรื่องก็โกหกกันแล้ว ความลับนั้นคือ "กฎแห่งแรงดึงดูด" (The Law of Attraction) ก่อนอื่นคงต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า LoA คือกฎที่บอกว่า สิ่งที่เหมือนหรือคล้ายกันจะดึงดูดเข้าหากันเหมือนแม่เหล็ก เพราะทุกสิ่งในโลกนี้ล้วนมีแก่นแท้เป็นพลังงาน อันมีคุณสมบัติเป็นคลื่นความถี่ที่มีการสั่นสะเทือนเฉพาะตัวในระดับที่ต่างกันไป สิ่งที่มีคลื่นความถี่อยู่ในระดับเดียวกันหรือใกล้เคียงกันก็จะดึงดูดเข้าหากัน ซึ่งในที่นี้รวมถึงสิ่งที่ "ไร้รูป" อย่างความคิดหรือความเชื่อด้วย The Secret นำกฎข้อนี้มาเจาะเน้นที่ "พลังความคิด" โดยอธิบายว่า ความคิด ความเชื่อ รวมถึงจินตนาการและการสร้างภาพในใจ ถือเป็นกระแสพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งมีพลังดึงดูดในตัวเอง และยังสามารถก่อให้เกิดสภาวการณ์ เหตุการณ์ หรือรูปธรรมทางกายภาพต่างๆ ในชีวิตของเราได้ ฉะนั้นถ้าเราคงความคิดที่มีความถี่สูง หรือเชิงบวก ไว้กับตัวในระยะเวลาที่นานพอ เราก็จะดึงดูดเอา "สิ่งบวกๆ" ที่มีความถี่สอดคล้องกับความคิดนั้นเข้าสู่ชีวิต หรือกระทั่งทำให้สิ่งต่างๆ ปรากฏขึ้นในโลกความจริงของเราได้อย่างปาฏิหาริย์ ในทางกลับกัน หากเราคงความคิดความเชื่อเชิงลบไว้กับตัว กระแสคลื่นลบๆ จากตัวเราก็จะไปดึงดูดเอาสิ่งลบๆ เข้ามาสู่ชีวิต หนังสือเล่มนี้จึงบอกว่า เราควรคิดถึงสิ่งที่เราต้องการหรืออยากให้เกิดขึ้น และพึงหลีกเลี่ยงการคิดถึงสิ่งเราที่ไม่ต้องการ เพราะเราคิดอย่างไรก็ได้รับอย่างนั้น จากหลักการข้างต้นที่หนังสือได้วางไว้ นำมาซึ่งสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นแกนกลางของหนังสือเล่มนี้ นั่นคือ กระบวนการ ขอ (ask) - เชื่อ (believe) - รับ (receive) นั่นคือ ให้เราขอ (ด้วยจิต / ด้วยจินตนาการ / ด้วยการสร้างภาพในใจ / ด้วยอารมณ์ความรู้สึก) ถึงสิ่งที่อยากได้ แล้วก็ให้เชื่อว่าเราจะได้จริงๆ จากนั้นก็เตรียมรอรับอย่างผ่อนคลาย เพราะจักรวาลจะจัดการ "ดูด" สิ่งนั้นมาให้เรา ใครที่รู้สึกว่าตัวเองได้รับสิ่งดีๆ ไปจากหนังสือเล่มนี้ก็ขอยินดีด้วยใจจริง จริงๆ แล้วผมไม่มีปัญหาอะไรกับใจความหลักของหนังสือ อีกทั้งเจตนาที่เขียนหัวข้อนี้ขึ้นก็มิใช่เพื่อจะหักล้างแนวคิดเรื่อง "กฎแห่งแรงดึงดูด" แต่อย่างใด แถมส่วนตัวยังเห็นว่าในกรณีที่สร้างสรรค์นั้น การทำความเข้าใจและนำ "กฎแห่งแรงดึงดูด" มาใช้ในชีวิตประจำวัน จะก่อให้เกิดประโยชน์มากมายหลายมิติต่อชีวิตผู้คนและโลกใบนี้ ถ้าอย่างนั้น ทำไมผมถึงมีน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะ "ไม่ปลื้ม" หนังสือเล่มนี้ บอกตามตรงว่า สิ่งที่ชวนปวดร้าวในความรู้สึกและทำให้ผมรัก The Secret ไม่ลงนั้นมีสาเหตุมาจาก (1) กระบวนการต่างๆ ที่แวดล้อมหนังสือเล่มนี้ (2) วิธีนำเสนอแบบจงใจล่อลวงผู้อ่านของทั้งผู้เขียนและผู้จัดพิมพ์ รวมถึง (3) กระบวนการทางการตลาดที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งผมเห็นว่าทั้ง 3 ประการที่ว่านี้คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้ The Secret ดังถล่มทลายเป็นปรากฏการณ์ เราน่าจะมาดูรายละเอียดที่ว่านี้กันหน่อย.... (มีต่อ...แต่ยังไม่รู้เมื่อไร อิอิ) |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||