พิมพ์หน้านี้
|
"เอ่อ...วันเสาร์จะทำอะไรดีน้า หยุดวันเดียวทำอะไรให้คุ้มดี" สมองกำลังคิดโปรแกรมหาเรื่องทำในวันหยุดอันแสนจะมีค่า แต่ยังไม่ทันจะให้สมองอันเฉื่อยชาได้ออกกำลังกาย น้องที่ออนเอ็มคุยด้วยอยู่ก็เสนอรายการให้ (มีญาณพิเศษอะไรหรือเปล่าเนี่ย ยังไม่ได้บอกน้องสักคำว่ากำลังจะหาอะไรทำอยู่พอดี) "ไปดูโขนกันมั๊ยพี่" ราวกับนั่งไทม์แมชชีน คิดย้อนไปถึงครั้งที่เคยมีโอกาสได้ดูโขน ครั้งหนึ่งที่โรงละครแห่งชาติเมื่อราวปีที่แล้ว-ถ้าจำไม่ผิด ออกจะเป็นโขนใหญ่พอดู เพราะเล่นก่อนที่โรงละครจะปิดซ่อมแซมปรับปรุงครั้งใหญ่ อีกครั้งที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ไม่ใช่โขนแบบที่เล่นตามขนบไทย เพราะเป็นการแสดงของอินเดีย ตัดตอนมาจากรามายณะ แต่ก็พอเข้าใจ เพราะรามเกียรติ์เป็นเรื่องที่แพร่หลายอยู่ในวัฒนธรรมแถบนี้อยู่แล้ว เวลาสายของวันเสาร์ จึงพาตัวมาอยู่ที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ฟังบียอนซ่งบียอนเซ่ ซาวด์แทร็คมายเกิร์ล มาพอละ ขอมาชื่นชมกับเสียงปี่ กลอง ระนาด ขับเพลง บ้างท่าจะดี โขนครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงอาจารย์เสรี หวังในธรรม ศิลปินแห่งชาติ บรมครูคนหนึ่งของวงการศิลปะการแสดงไทย มี 2 รอบ 10.00น. และ 14.00น. เล่นไม่ซ้ำตอนกัน 10.00น.เล่นตอนพาลีเสียสัตย์ ส่วน 14.00น.เล่นตอนจองถนน งานนี้ได้ดูตอนพาลีเสียสัตย์ เล่าเนื้อเรื่องคร่าวๆก็แล้วกัน...กากาศกับสุครีพช่วยให้เขาพระสุเมรุที่เอียงอยู่ตั้งตรงขึ้นมาได้ พระอิศวรจึงตบรางวัลให้ เปลี่ยนชื่อกากาศเป็นพาลี มอบอาวุธให้หนึ่งอย่าง พร้อมกับมอบผอบที่ข้างในเป็นหญิงสะสวยให้พาลีนำไปให้กับสุครีพน้องชาย แต่พระนารายณ์ได้ทักท้วงไว้ อุปมาดั่งแมลงภู่กับดอกไม้ อยู่ใกล้กันเมื่อไหร่...เป็นเรื่อง แต่พาลีก็ได้ให้สัตย์ว่าจะนำผอบไปให้ถึงมือสุครีพ หากไม่ถึงขอให้ตายด้วยน้ำมือของพระนารายณ์ ระหว่างทาง พาลีเกิดความสงสัยใคร่รู้อย่างแรงว่ามีอะไรอยู่ในผอบ โอ๊ะ ไม่ใช่ รู้น่ะรู้อยู่แล้ว แต่คงอยากรู้ว่าจะงามขนาดไหน ถึงกระนั้น พาลีก็สู้อดทนกลั้นใจไปเปิดผอบที่เมืองขีดขินที่ตนอยู่ เดาเนื้อเรื่องได้ใช่ไหมล่ะ... ตัดฉับมาที่ทศกัณฐ์ พระอิศวรมอบนางมณโฑให้ทศกัณฐ์ ทศกัณฐ์ก็พานางมณโฑเหาะข้ามเมืองขีดขิน พาลีก็โกรธสิ มาเหาะข้ามเศียรกันได้ยังไง เลยเกิดศึกชิงนาง รบไปรบมาพาลีชนะ เลยได้นางมณโฑมาร่วมเรียงเคียงหมอนอีกนาง ทศกัณฐ์ก็หงุดหงิด คิดหาทางชิงนางมณโฑกลับมาให้ได้ เลยให้ฤษีโคบุตรไปขอคืน แต่ทำไงดีล่ะ นางมณโฑตั้งครรภ์เสียแล้ว ฤษีอังคตจึงผ่าครรภ์เอาพาลีน้อยออกไปใส่ในท้องแพะเป็นการแก้ปัญหา แล้วนางมณโฑก็กลับไปอยู่กับทศกัณฐ์ เวลาผ่านไปพาลีน้อยนั้นก็คือองคต พาลีจึงจัดพิธีโสกันต์ให้ที่แม่น้ำ ทศกัณฐ์ยังแค้นไม่หาย เลยปลอมตัวเป็นปูยักษ์มาทำลายพิธี แต่ฝ่ายพาลีจับได้เสียก่อน พาลีกับทศกัณฐ์ก็สู้กันอีกรอบ และเช่นกัน...ทศกัณฐ์เสียท่าอีกแล้ว ถูกมัดไว้ให้องคตลากเล่น (น่าสงสารแฮะ) ฉับอีกทีไปที่พ่อลูกคู่คลาสสิค - ทรพีทรพา ทรพาสั่งให้ฆ่าลูกที่เกิดมาเป็นตัวผู้ทุกตัวเพราะได้คำทำนายว่าลูกตัวผู้จะฆ่าตนเอง แต่ถ้าฟ้ากำหนด ใครจะฝืนได้ ลูกตัวผู้ก็เกิดขึ้นมานามว่า ทรพี มีเทพยดาช่วยเลี้ยงดู ทรพีเฝ้าวัดรอยเท้าทรพาอยู่ทุกวัน จนวันหนึ่งที่รอยเท้าเทียบเท่ากันแล้ว ทรพีก็ท้าทรพาสู้ เป็นที่มาของเจ้าลูกทรพีนั่นเอง ฝ่ายพาลีก็มาปราบทรพี ใช้พื้นที่ในถ้ำเป็นทำเลทอง แล้วก็บอกสุครีพไว้ว่า ถ้าเลือดไหลออกมาเป็นเลือดใส ให้หมายว่าตนนั้นถูกทรพีฆ่าเสียแล้ว หากเป็นอย่างนั้นให้สุครีพและพลทหารทั้งหลายนำก้อนหินมาปิดปากถ้ำไม่ให้ทรพีออกไปได้ พาลีกับทรพีสู้กันอยู่นาน ด้วยความเหิมเกริม ทรพีหลุดปากว่าที่ตัวแกร่งได้ขนาดนี้ก็เพราะตัวเองทั้งนั้น เทพยดาทั้งหลายเลยไม่พอใจ ไม่คุ้มครองทรพีอีกต่อไป ทรพีจึงถูกพาลีฆ่าตาย ตอนนั้นฝนตก เลือดที่ไหลออกมาเลยผสมกับน้ำฝนกลายเป็นเลือดใส สุครีพเข้าใจผิด ร้องห่มร้องไห้ว่าพี่ชายตนสิ้นแล้ว จึงทำตามคำพี่บอก เอาหินมาถมปากถ้ำซะ สักพักพาลีก็ทำลายหินที่ปิดปากถ้ำออกมา แล้วก็โกรธขึ้งสุครีพหาว่ากลั่นแกล้ง ตัดขาดความเป็นพี่น้องกันซะ ได้ยินอย่างงั้น สุครีพก็เสียใจสุดๆ เดินแทบไม่รู้ทิศรู้ทางไปในป่าจนเจอกับหนุมาน แล้วก็เล่าเรื่องทั้งหลายให้หนุมานฟัง หนุมานจึงพาสุครีพไปเข้าเฝ้าพระราม หะแรกพระรามไม่อยากเกี่ยวข้องเพราะเป็นเรื่องของพี่น้อง แต่ด้วยพาลีเคยให้คำสัตย์ไว้ว่าหากผิดสัญญาขอให้สิ้นชีพด้วยมือพระนารายณ์ พระรามซึ่งเป็นนารายณ์อวตารจึงไปปราบพาลี ก่อนตาย พาลีสำนึกผิด สั่งเสียสุครีพให้ช่วยดูแลเมืองขีดขิน ให้มอบพลทหารให้พระราม ปกป้องพระราม การงานใดอย่าได้ขัดพระราม ต้องช่วยพระรามอย่างแข็งขัน อย่าแข็งขืนต่อพระราม พร้อมกับฝากองคตให้สุครีพดูแล...แล้วพาลีก็สิ้นใจด้วยศรของพระราม งานนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าแฟนๆโขนของกรมศิลปากรต้องมารวมตัวกันอย่างแน่นอน เรื่องวัยไม่ต้องพูดถึง บางคนเดินแทบไม่ไหวก็นั่งรถเข็นให้ลูกหลานเข็นตัวมาดู แต่ใช่ว่าจะมีแต่ผู้ใหญ่ เด็กๆ วัยรุ่น หนุ่มสาว ก็มีด้วยเหมือนกัน เพื่อมาดูโขน...และเพื่อรำลึกถึงอาจารย์เสรี ก่อนโขนออกเล่น "ลุงเนาว์" หรือเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ออกมาอ่านบทกวีรำลึกถึงอาจารย์เสรีก่อน จากนั้น ครูมืด (ที่เจ้าตัวบอกว่าอาจารย์เสรีเรียกตัวว่า หงอก) ก็ออกมาแนะนำเรื่อง แนะนำตัวละคร ที่ครั้งหนึ่งอาจารย์เสรีเคยรับหน้าที่นี้มาก่อน น้ำเสียงครูมืดเริ่มสั่นเมื่อเริ่มแนะนำตัวละคร สักพักน้ำตาของความอาลัยรักในตัวครูเสรีก็รินออกมา บรรยากาศจับใจคนทั้งศูนย์วัฒนธรรมฯนัก ตลอด 2 ชั่วโมงครึ่ง นักแสดงสะกดคนส่วนใหญ่ให้ติดตามดูอย่างไม่เบื่อ (ถ้าใครเบื่อขอให้ไปทำความเข้าใจกับการแสดงโขนเสียใหม่ โขนนะ ไม่ใช่ฟาสต์ฟูด จะได้กิน 3 นาทีหมด หัดละเลียดอะไรที่สุนทรีย์เสียบ้าง) นักดนตรีทำหน้าที่ของตนได้อย่างดี นักขับร้องก็เสียงเยี่ยม (ขอใช้คำว่านักขับร้องแล้วกัน) ฉากที่พาลีสั่งเสียสุครีพ ครูแจ้ง คล้ายสีทอง ขับร้องได้ลึกถึงอารมณ์ของตัวละครเหลือหลาย นั่งดูโขนไป ก็นึกถึงรายการ "เราคือคนไทย" สมัยที่ยังเป็นเด็กๆ เป็นรายการอนุรักษ์ศิลปะการแสดงแบบไทย มีอาจารย์เสรีเป็นผู้เล่าสาระความรู้ต่างๆ บางครั้งอาจารย์แต่งเป็นฤษี ให้ทั้งความรู้และความสนุกสนานกับเด็กคนหนึ่ง เติบโตขึ้นมา เด็กคนนั้นต้านทานทุนนิยมตะวันตกได้บ้างไม่ได้บ้างตามเรื่องตามราว แต่ก็ยังจำรายการนั้นได้อยู่ แม้ตัวอาจารย์เสรีจะไม่อยู่แล้วก็ตาม ออกจากศูนย์วัฒนธรรมฯ ด้วยความอิ่มเอมใจ พร้อมภูมิใจกับของดีที่บ้านเรามีอยู่... |
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |