พิมพ์หน้านี้
|
ดูตัวเองออกจะเฉื่อยชากับงานหนังสือแห่งชาติประจำซัมเมอร์นี้พอควร อาจเพราะอากาศร้อน อาจเพราะอากาศหม่นๆ อาจเพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย และอาจเพราะหนังสือที่ซื้อมาจากงานหนังสือหลายครั้งที่ผ่านมายังคงกองระเกะระกะอยู่บนโต๊ะ แถมยังไม่ได้เปิดอ่านอีกต่างหาก บางเล่มฝุ่นเริ่มเกาะ แสดงถึงความเอาใจใส่ของเจ้าของหนังสือได้เป็นอย่างดี เมื่อการซื้อหนังสือมาเก็บไว้กลายเป็นการแช่แข็งความรู้ ซึ่งไม่ได้นำเข้าสู่หัวสมอง ทั้งที่รวมแล้วลงทุนไปเป็นพันๆ เลยตั้งใจไว้ว่างานหนังสือคราวนี้คงไม่ได้แอ้มเงิน (อันน้อยนิด) ในกระเป๋าซะล่ะ เปิดงานวันแรก...ซึ่งก็คือวันนี้ เลยไปเดินดูเฉยๆ ทำนองว่าสร้างภูมิต้านทานให้ตัวเอง อดทนอดกลั้นเอาไว้ อย่าสนใจหนังสือราคาถูก (แต่ดี) อย่าสนใจโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมทั้งหลายที่พร้อมกระตุ้นต่อมความอยากซื้อได้ทุกเมื่อ เดินโซนพลาซ่าที่มติชนยึดหัวหาดไว้หลายปีดีดักก็แล้ว เดินโซนใกล้ๆก็แล้ว ก็ยังรักษาคติของตัวเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่น มาตบะแตกก็ที่เพลนารี่ ฮอลล์ ซะงั้น ไม่ใช่กับสำนักพิมพ์ใหญ่ๆที่มีหนังสือเด่นออกมาทุกครั้งที่มีงานหนังสือ แต่เป็นกับสำนักพิมพ์เล็กๆอบอุ่นๆ ...ชื่อว่า เกี้ยว-เกล้า พิมพการ เล่มหนึ่งที่หยิบ - เพียงความเคลื่อนไหว หนังสือรางวัลซีไรต์ที่ได้ยินชื่อมานาน หยิบจับมาก็หลายครั้ง แต่ไม่เคยเป็นเจ้าของ คราวนี้ได้ฤกษ์ดี...ซื้อซะ เล่มสองที่หยิบ - ไม่รู้เลยว่ารัก หนังสือเล่มเล็ก บาง หน้าปกเป็นภาพสีน้ำสดใส ยังไม่ดึงดูดใจพอ แต่เพราะชื่อเรื่องต่างหากที่ทำเอาสะดุด และจะมองข้ามหนังสือเล่มนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด ...ไม่รู้เลยว่ารัก... เมื่อเขาหักอกเราต้องเศร้าโศก จงแก้โรคอกหักด้วยรักใหม่ จะกี่ครั้งก็ไม่เห็นจะเป็นไร เพราะความรักยิ่งใหญ่ในทุกครั้ง แค่พลิกหน้าแรก ลุงเนาว์ (ขอเรียกตามที่เขาเรียกกันก็แล้วกัน) ก็ให้มุมมองความรักด้วยภาษาที่เรียบง่าย แฝงทัศนคติที่เชื่อมั่นในความรักอย่างเต็มเปี่ยม ราวกับจะปลุกคนที่ทดท้อกับความรักให้ลุกขึ้นมาใหม่ ถ้าจำไม่ผิด บทกวียุคแรกๆของลุงเนาว์ออกแนวรักหวาน ผ่านไปก็เป็นเรื่องของความคิดและมุมมองทางสถานการณ์บ้านเมือง อย่างที่เห็นใน "เพียงความเคลื่อนไหว" บอกมากไปกว่านี้ท่าจะไม่เหมาะ เพราะไม่ได้ติดตามงานลุงเนาว์อย่างที่เรียกว่าสามารถเล่าถึงจังหวะถึงความคิดของลุงเนาว์ได้ "ไม่รู้เลยว่ารัก" ต่อดีกว่า แค่ชื่อเรื่องก็บอกแล้วว่าเนื้อหาต้องเกี่ยวกับความรัก มีทั้งรักของเราสองที่จบแบบแฮปปี้เอ็นดิ้งไปจนถึงรักที่จบแบบชอกๆ รักแบบพอเพียง รักพ่อ รักชาติ รักสถาบัน รักเพื่อนร่วมโลก รักเจ้ากรรมนายเวร รักหมาก็ยังมี เรียกว่าความรักอบอวลไปทั้งเล่มเลยทีเดียว ภาษาที่ใช้ไม่ได้อลังการหรูหรา แต่กลับเรียบและง่าย เล่นคำ เล่นพยัญชนะ เล่นเสียง เล่นกับความเป็นไปของสถานการณ์บ้านเมือง ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องค่านิยมในสังคม กับประเด็นข่าวลุงเนาว์ก็หยิบยกมาเป็นเชื้อให้บทกวีวาบขึ้นได้อย่างน่าสนใจ มีภาพสีน้ำสวยๆให้ดูเพลินตา-สบายใจ บางบทอ่านแล้วซึ้ง...น้ำตาซึม บางบทอ่านแล้วยั่วยิ้ม...ชวนหัวเราะ แต่ทุกบท ไม่ว่าจะสมหวัง-ผิดหวัง ล้วนแต่อ่านแล้วทำให้มีความรู้สึกดีดีกับความรัก อ่านดูแล้วอาจเกิดอาการแบบ..."เฮ๊ย เราก็เคยเป็นแบบนี้ด้วยนี่นา" ก็เป็นได้ หนึ่งจะต้องอกหักกับรักแรก สองจะต้องไม่แปลกกับรักใหม่ สามจะต้องผิดหวังทุกครั้งไป สี่จะต้องจำไว้รักคือทุกข์ |
| << | มีนาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |