พิมพ์หน้านี้
|
"เรามักไม่รู้ว่าสิ่งที่เรามีสำคัญขนาดไหน จนกว่าเราจะสูญเสียมันไป" ใครพูดประโยคข้างต้นเป็นคนแรกก็ไม่รู้ รู้แต่ว่ามันเป็นเรื่องจริงทีเดียว แต่สำหรับคนบางกลุ่ม เขาไม่เคยสูญเสีย เพราะเขาไม่เคยได้มาก่อน แต่อยากจะได้เพื่อให้ความเป็นมนุษย์ของเขาเท่าเทียมกับคนอื่น เป็นเรื่องของ "สัญชาติ" ค่ะ เมื่อเดือนมกราคมต้นปีนี้ แอบหลบอากาศหนาวน้อยของกรุงเทพฯ ไปสู่อากาศหนาวกว่าของเมืองเหนือ อยากจะไปปายอยู่เหมือนกัน แต่ดันเลี้ยวไป บ้านสบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ซะก่อน จับพลัดจับผลูไป งานวันเด็กไร้สัญชาติ ที่นั่นค่ะ
ก่อนจะถึง "บ้านสบเมย" ก็ต้องไป "บ้านแม่สามแลบ" ก่อน นั่งเรือฉิวไปเลยน่าจะดีกว่าการนั่งรถโยกเยกไปตามทางขรุขระ แม่น้ำที่เห็นคือ "สาละวิน" ค่ะ ฝั่งโน้นก็พม่าแล้ว ชาวบ้านฝั่งนี้กับฝั่งโน้นข้ามไปมาหาสู่กันทุกวี่ทุกวัน สองข้างทางเป็นภูเขาลูกเตี้ยๆ เกือบตลอดแนว ป่าไม้อุดมสมบูรณ์เชียว บางจุดเป็นที่เลี้ยงวัวควาย เห็นมันยืนอยู่ท่าทางสบายใจ (ไปรู้ความคิดวัวควายอีกแน่ะ) โดยรวมแล้ว ความแตกต่างของสองข้างทางไม่มี มีก็แต่ชื่อประเทศเท่านั้นที่ต่างกัน นั่งเรือไปราว 1 ชั่วโมงก็ถึงจุดหมายปลายทาง อากาศเย็นกำลังสบาย เดินแบกกระเป๋าหนักๆ (ใส่อะไรหนักหนาล่ะนั่น) ลุยพื้นทราย แล้วเลาะขึ้นไปตามทางเดินแคบๆ สักพักก็ถึงลานของโรงเรียนบ้านสบเมย ซึ่งใช้เป็นที่จัดงานวันเด็กไร้สัญชาติ
อ้ะ...ลืม หลายคนอาจจะรู้แล้วว่าชื่อ "สบเมย" ได้มายังไง แต่ขอเอามาเล่าสู่กันฟังเผื่อใครยังไม่เคยได้ยิน เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า ตรงนี้เป็นจุดที่แม่น้ำสาละวินมาเจอกับแม่น้ำเมยพอดี เลยเป็นที่มาของคำว่าสบเมย รูปที่ยังไม่ย่อจะได้บรรยากาศของหมอกยามเช้ามากเลยนะคะ แต่พอย่อแล้วทำไมมันกลายเป็นแบบนี้ไปได้ก็ไม่รู้ ซ้ายมือคือแม่น้ำเมย ส่วนขวามือคือแม่น้ำสาละวิน ไหลมารวมกันแล้วก็ไปเข้าพม่า
ถึงบ้านสบเมยแล้วก็เดินโต๋เต๋อยู่แถวสถานีอนามัยสักพัก เพราะเป็นที่เดียวที่ใช้ไฟฟ้า ส่วนชาวบ้านจะใช้แสงเทียนให้ความสว่างแทน ไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น สัญญาณโทรศัพท์ก็ไม่มี เผินๆอาจเหมือนลำบากใช่มั้ยคะ แต่เอาเข้าจริงแล้วกลับโล่งและทำให้สบายใจซะด้วยซ้ำ หาอะไรกินแล้วก็ได้เวลาเข้าที่พัก เขาจัดให้นอนกับชาวบ้าน ตอนเข้าไปประมาณ 2 ทุ่มกว่าคนในบ้านนอนแล้ว แต่เจ้าของบ้านใจดีจุดเทียนให้ 3 เล่มแล้วก็วางเทียนทั้งห่อไว้ให้เผื่อใช้ไม่พอ ที่นอนหมอนมุ้งก็จัดเตรียมไว้ให้พร้อม แต่ด้วยอากาศที่หนาวเหลือเกิน เลยขออนุญาตใช้ถุงนอนแทน เหะๆ ตื่นเช้ามาก็ทำตัวเป็นนักสำรวจน้อย ออกเดินดูบรรยากาศยามเช้า อากาศหนาวอีกแล้วค่ะ หายใจเป็นควันเลยล่ะ รูปนี้ถ่ายไม่ไกลจากที่พักนัก หันไปทางขวาเจอหมอก เจอสีเขียวๆ เจอบ้านคนแบบนี้ เลยถ่ายซะ ถ้าเราหันไปทางซ้าย (ลองนึกภาพตามนะคะ) จะเห็นทุ่งนาเขียวๆกว้างประมาณเกือบสนามฟุตบอล ถ้าเดินตัดไปก็จะเจอถนนที่รถสี่ล้อพอจะวิ่งได้ทางเดียว ตัดถนนไปอีกก็นั่นล่ะค่ะ...ลงสาละวินลอยไปเลย
เฮะๆ ไม่ได้กะจะใช้รูปนี้ แต่เมื่อกี้ตอนเปิดรูปใหญ่ คุณนายหันมาเห็นพอดี แล้วก็หัวเราะชอบใจสีหน้าทะเล้นของเจ้าเด็กทั้งสองคนนี้ เลยเอามาลงให้ดูกัน ชาวบ้านและเด็กๆที่นี่เป็นชาวปกากะญอ ส่วนใหญ่พูดภาษาไทยไม่ได้ และ...ไม่มีสัญชาติไทย เรื่องของการให้สัญชาติเป็นเรื่องซับซ้อนเกินกว่าที่คนไร้สาระอย่าง delicoco จะมาพูดอย่างผิวๆ เพราะการจะให้สัญชาติต้องดูปัจจัยหลายอย่าง แต่ที่อยากจะพูดถึงคือ "การไม่มีสัญชาติ" ค่ะ ชาวบ้านที่ไม่มีสัญชาติไทย เวลาจะเดินทางไปไหนมาไหนก็ลำบาก เพราะต้องอยู่แต่ในพื้นที่ที่กำหนดไว้ หากเดินทางออกนอกพื้นที่ก็จะถูกตำรวจจับ ไม่สบายจะไปหาหมอก็ลำบาก มีบางคนเล่าให้ฟังว่าถ้าไม่สบายเล็กน้อยก็จะอดทนไว้ แต่ถ้าไม่สบายหนักๆก็จะข้ามฝั่งไปหาหมอทางพม่า หมอนี้อาจไม่ได้จบแพทยศาสตร์มาโดยตรงนะคะ แต่อาจเป็นคนที่มีความรู้เรื่องการรักษา ...ทำไมไม่รักษาในโรงพยาบาลฝั่งไทยล่ะ ก็เพราะว่าเมื่อไม่มีบัตรประชาชนก็ต้องแสดงบัตรสีนั้นสีนี้ตามที่ตัวเองมี เสียเวลาในการแสดงตน เสียเวลาในการรอรักษา เสียศักดิ์ศรีในการถูกมองแบบเหมือนมาจากโลกหนึ่งที่ไม่ได้รับการยอมรับ บางครั้งถูกตวาด จากที่ยิ่งกลัวอยู่แล้วก็ยิ่งกลัวมากเข้าไปอีก และยังต้องเสียตังค์รักษาในจำนวนมาก จำนวนมากในที่นี้อาจเป็นเงินเพียงไม่กี่ร้อยบาท แต่อย่าลืมนะคะ สำหรับคนจนแล้วเงินไม่กี่บาทก็ถือว่ามีค่ามากทีเดียว ส่วนเด็กๆที่ไม่มีสัญชาติก็จะขาดโอกาสในการรับทุนการศึกษา เพราะในการรับทุนจำเป็นต้องมีเอกสารที่ราชการออกให้ เช่น ทะเบียนบ้าน บัตรประชาชน (อย่างหลังในกรณีที่อายุเกิน 15 ปีแล้ว) เดินทางออกนอกพื้นที่เพื่อไปเรียนหนังสือก็ลำบาก เพราะทางราชการยังไม่มีข้อกฎหมายสำหรับคนต่างด้าวที่จะออกไปศึกษานอกพื้นที่
เด็กชายเด็กหญิงคู่นี้เป็นพี่น้องกัน ตอนคุยก็ตาแป๋วเชียว แต่พอขอถ่ายรูปก็อายม้วนต้วน เมินจากเราไปสนใจตุ๊กตาซะงั้น เป็นตุ๊กตาที่เอาไว้เป็นรางวัลสำหรับการสอยดาวค่ะ
งานวันเด็กไร้สัญชาติมีเด็กๆจากหลายหมู่บ้านในอ.สบเมยมาร่วมเยอะแยะเลยค่ะ มีทั้งที่นั่งรถมาเป็นชั่วโมง นั่งเรือมาจากบ้านแม่สามแลบ ฯลฯ เหมือนกับเป็นโอกาสที่พวกเขาจะได้สนุกสนานกันเต็มที่ตามประสาเด็กๆ ในงานก็จะมีเล่นสอยดาว แจกของรางวัล แจกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม (มือสอง) ที่มีคนใจดีบริจาคให้ มีเล่นละครสะท้อนปัญหาของเด็กไร้สัญชาติ มีการแสดงบนเวทีจากเด็กๆบ้านต่างๆ ...แล้วก็มีเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของเด็กๆ ไม่ได้เรียกร้องว่าทำไมรัฐถึงไม่ให้สัญชาติชาวบ้านเหล่านี้เสียที เพราะยังไงเรื่องความมั่นคงก็คงเป็นเรื่องที่รัฐเน้นเป็นพิเศษ แต่อยากให้ช่วยหันมองสิทธิขั้นพื้นฐานของเขาบ้าง...อย่างน้อยก็บนพื้นฐานว่าเป็นมนุษย์เหมือนกัน |