พิมพ์หน้านี้
|
"อยู่มาวันนึงผมก็เผลอไปอ่านบทวิจารณ์เพลงเข้าให้ โทษใครไม่ได้นอกจากคุณพี่ที่ใช้นามปากกาว่า พัณณาศิส (พี่ครับผมอยากให้พี่มาวิจารณ์เพลงในหนังสือของผมจังเลยครับ แต่ผมไม่รู้จะติดต่อพี่ยังไง) พี่ทำให้ผมรู้ว่าบทวิจารณ์มันมันนั้นเป็นยังไง โดยเฉพาะเมื่อพี่ร่ายยาวสามหน้าเมื่อพี่เจออัลบั้มที่ถูกใจ" Quote ของป๋าเต็ดที่ผมนำมาให้อ่านแสดงถึงความชื่นชอบในตัวนักวิจารณ์ดนตรีท่านนี้อย่างไม่ต้องสงสัย เขาคือใคร? พัณณาศิส ไม่ใช่นามปากกาตามที่ป๋าเต็ดเข้าใจ แต่เป็นชื่อจริงของ คุณพัณณาศิส ศิลาพันธุ์ ผู้เขียนวิจารณ์ดนตรีในคอลัมน์ เดินตามร่อง ของนิตยสาร Starpics ตั้งแต่ต้นยุค 80 ผมรู้ประวัติส่วนตัวของเขาน้อยมากทราบแต่ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับ คุณอุทุมพร ศิลาพันธุ์ อดีตดารานักแสดงที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของวงการบันเทิงไทย เริ่มเขียนบทความส่งไปให้ บก.สตาร์พิค พิจารณาและบทความแรกที่ได้รับลงตีพิมพ์เป็นเรื่องของวง Genesis (วงโปรดของคุณพัณณาศิส) ภายหลังคุณเข็มเพชรผู้เขียนคอลัมน์เดินตามร่องลาออกไป ทางสตาร์พิคจึงให้คุณพัณณาศิสมาเขียนแทน ส่วนนามปากกาเขาจะใช้เมื่อเขียนถึงบทความทางด้านดนตรีที่ไม่เกี่ยวกับการแสดงทัศนคติ ได้แก่ สราพัณ ใช้เขียน เรื่องเหล่านี้คือตำนาน และ ปุยนุ่น ใช้เขียน พรหมจรรย์แห่งวิจารณญาณ ช่วงปี 2531-32 คุณพัณณาศิสทำนิตยสาร Voice ออกจำหน่าย ด้วยเนื้อหาค่อนข้างหนักและเหมาะกับคนรักและฟังดนตรีในอีกระนาบหนึ่ง ทำให้ออกมาได้เพียง 8 ฉบับ ด้วยคุณภาพของนิตยสารฉบับนี้ถ้าเป็นในต่างประเทศคงยังวางแผงจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้กลางยุค 80 เขายังได้รับเชิญจาก The Quiet Strom ให้เขียนบทวิจารณ์ดนตรีในคอลัมน์ CD Review แต่เป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ
"ตามปกติผมไม่คิดว่าการแสดงความเห็นนั้นเป็นบทวิจารณ์ คนวิจารณ์ดนตรีจริงๆนั้น ควรจะเรียนทางด้านดนตรีมาโดยตรง แต่เราไม่ได้เรียนมา เพียงแต่ว่าเราได้ฟังดนตรี เรามีความรู้สึกอย่างไร เราแสดงให้เขารู้ แต่ไม่ใช่เราไปสอดแทรกว่านักดนตรีคนนั้นเขาทำอะไรขึ้นมา เราต้องศึกษามัน เราต้องดูว่าเอ๊ะ...นี่มันเป็นยังไง ก่อนที่จะเขียนถึงชุดไหนชุดหนึ่ง ผมจะต้องหาฟังชุดเก่าๆ ของเขาเท่าที่จะหามาได้ ฉะนั้นผมจึงเชื่อในปัจจุบันว่าไม่มีนักวิจารณ์ในเมืองไทย" ส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์คุณพัณณาศิสโดย นิตยสาร QS ฉบับที่ 52 (ต.ค.2528)
พัณณาศิส: "แผ่นเสียงโดยเฉลี่ยมันจะยาวประมาณ 40-50 นาที เวลาที่ผมจะเขียนถึงงานชิ้นหนึ่งผมจะเสียเวลา 1 ชั่วโมงแรกโดยการฟังอย่างเดียวไม่ทำอะไรเลย ถ้าพูดถึง Dark Side มันจะเป็นศัพท์ที่เขาใช้กับคนที่มีพื้นฐานความรู้ ในภาษาอังกฤษอ่านดูก็รู้เรื่องว่าเขากำลังพูดถึงอะไร ยากนะฮะไม่ง่ายเลย การเขียนเพลงโดยการใช้ศัพท์ธรรมดาสามัญ อย่างที่ John Lennon เขียนถึงเพลงรัก ผมเป็นคนชอบยกอ้างอิงเพราะว่ามันเกี่ยวเนื่องกันตลอด หลายคนบอกว่าเพลงรักเขียนง่าย คนที่จะเขียนเพลงรักได้จะต้องรู้เรื่องความรักมากเลย Dark Side เป็นการเขียนเนื้อเพลงที่ตรงไปตรงมามาก ผมว่าในแง่ของจิตนาการลงตัวกว่า The Wall มันไม่มีการบ่งบอกอะไรที่แน่นอนให้เราไปนั่งคิดเองนี่คือผมมองประเด็นอย่างนี้ก่อน ผมจะมองเปรียบเทียบกับศิลปินต่างๆ ไม่ใช่คือ Pink Floyd อย่างเดียว ผมจะเริ่มเขียนหลังจากฟังรอบ 2 แล้ว ถ้าสมมติผมเขียนจากแผ่นเสียงผมจะอัดเทปไว้ด้วย วันแรกที่ผมฟังผมจะไม่เขียนผมจะเอาไปฟังในรถ ในรถนี้เป็นตัวตั้งสมาธิได้ดีที่สุดพอเวลารถติดมันช่วยได้เยอะและมันทำให้เกิดความคิดต่างๆนาๆ ต่อไปก็คือทำการบ้านถ้าผมไม่รู้จักจริงๆ ดูว่า Pink Floyd เคยสร้างงานอย่างไรมา พยายามหาเหตุผลงานเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้ นี่ถ้าพูดถึงความไม่รู้จักนะฮะเพื่อได้รู้ว่า วิวัฒนาการของเขาเป็นอย่างไร ต่อไปผมจะสร้างมุมมองว่าเราจะเสนอประเด็นอะไรออกไปสู่คนอ่าน ถ้าเราคิดว่าดนตรีมันเยี่ยมทำไมมันถึงเยี่ยมทำไมเราถึงนึกว่ามันดีเขาให้อะไรแก่เรา เขาสร้างทัศนคติอะไรขึ้นมาที่จะเผยแพร่ออกไปทุกครั้งที่ผมเขียนผมจะบอกว่านี่คือไอเดียของผม ผมไม่ต้องการให้ใครเชื่อผมอยากให้เห็นว่าทัศนคติของผมเป็นอย่างไร แต่ว่าสิ่งหนึ่งก็คือ ผมทำการบ้านมา การเขียนของผมไม่ใช่ฟังรอบ 2 รอบ แต่ไม่ทุกชุดนะ แต่ทุกชุดที่ผมเขียนผมฟังไม่ต่ำกว่า 3 รอบ ทุกชุด และผมพยายามทำการบ้านในการเขียนผลงานชุดหนึ่งแม้แต่ศิลปินคนนั้นผมจะรู้จักหรือไม่รู้จัก อย่างเช่นถ้ามีศิลปินเข้ามาผมอาจจะวิ่งไปตามร้านเทปเพื่อที่จะหาผลงานเก่าๆของเขาหรือผลงานที่มีลักษณะใกล้เคียงของเขา" ส่วนหนึ่งของบทสัมภาษณ์คุณพัณณาศิสโดย คุณมาโนช พุฒตาล ตีพิมพ์ในนิตยสารบันเทิงคดี
บางส่วนจากบทสัมภาษณ์สองชิ้นที่ผมนำมาให้อ่านน่าจะเป็นการสะท้อนวิธีคิดและมุมมองในการฟังดนตรีของคุณพัณณาศิสได้ระดับหนึ่ง ผมควักค่าขนมซื้อสตาร์พิคฉบับแรกมาอ่านคือฉบับที่ 174 (ม.ค.2526) และก็ได้อ่านเดินตามร่องครั้งแรกจากเล่มนี้ล่ะครับหลังจากนั้นก็ซื้อติดต่อกันมาโดยไม่ขาดหายสักฉบับ จนนิตยสารมีการแยก edition ระหว่างหนังกับเพลง ก็ตามเฉพาะเพลงโดยซื้อหนังบ้างเป็นครั้งคราว จนถึงปัจจุบัน Starpic Music Editon หายไปจากแผงแล้วก็อดคิดถึงไม่ได้ คุณพัณณาศิสเขียนไปได้ระยะหนึ่งก็เว้นวรรคไป (เข้าใจว่าไปเรียนต่อต่างประเทศ) และกลับมาเขียนใหม่แต่เป็นคอลัมน์ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วด้านบนและภายหลังก็หายตัวไปเฉยๆ คุณพัณณาศิสเป็นผู้เปิดโลกทัศน์ในการฟังเพลงให้ผมอย่างแท้จริง อัลบั้มอย่าง In the Court of the Crimson King ของ King Crimson ถ้าคุณพัณณาศิสไม่ได้ปูทางไว้ให้ ก็ไม่ทราบว่าผมจะมีโอกาสซื้องานของ KC มาฟังหรือไม่ หรือศิลปินอย่าง Brian Eno เขาก็ได้เขียนแนะนำถึงงานของศิลปินคนนี้ที่หาฟังยากในเวลานั้น (Music for Airports เป็นงานที่ผมชอบมากๆ) แต่ควรค่าแก่การฟังมาแนะนำ ผมเป็นหนึ่งในเมล็ดพันธ์ที่คุณพัณณาศิสรดน้ำพรวนดินให้ จนงอกเงยในด้านการรับรู้โลกกว้างของดนตรีที่น่าฟังหลายประเภทในปัจจุบันครับ หมายเหตุ: entry นี้เผยแพร่ที่ blog ของคุณ kilroy ในวันที่ 19 เมษายน 2550 ด้วยความเหมาะสมของเนื้อหาจึงได้ฝากให้ผมนำมาเผยแพร่ที่ blog นี้แทน |
| << | พฤษภาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||