วันเสาร์ ที่ 6 ตุลาคม 2550
The Beatles กับผู้เขียนบทความดนตรีในประเทศไทย
Posted by
deweyfinn
,
ผู้อ่าน : 311
, 20:39:02 น.
| หมวดหมู่ :
Blogger's Choice
พิมพ์หน้านี้
ผู้เขียนเป็นเด็กยุค 80 โตมากับเพลงไทยและเพลงฝรั่งในยุคนั้น แต่ก็มีสี่เต่าทองเป็นไอดอล ตลอดกาลมาจนถึงทุกวันนี้ มนุษย์เราสืบทอดวัฒนธรรมทางดนตรีที่บันทึกไว้ในซอฟท์แวร์ รูปแบบต่าง ๆ กันตามยุคสมัย ตั้งแต่ แผ่นไวนีล เทปคาสเซทท์ ซีดี จนถึงยุค เอ็มพีสาม ตัวอักษรที่บันทึกเรื่องราวต่าง ๆ ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการส่งผ่านเนื้อหา ความคิด จากคน รุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง ทำให้ในปัจจุบัน สี่เต่าทอง ยังเป็นวงดนตรีที่อยู่ในใจของคนทุก ๆ รุ่น สืบต่อกันมา ผู้เขียนเชื่อว่าเด็กยุคหลังมิลลิเนียมทั่วโลกก็ยังเป็นแฟนเต่าทองอยู่จำนวนไม่น้อย ถึงแม้สัดส่วนแฟนที่เกิดขึ้นใหม่จะน้อยกว่าเด็กในยุค 80 และ 90 (ไม่มีตัวเลขมาสนับสนุนเป็น ความรู้สึกส่วนตัว) ผู้เขียนเป็นคนหนึ่งในอีกหลาย ๆ คนในประเทศนี้ที่เริ่มรู้จักและชอบสี่เต่าทองจากหนังการ์ตูนที่ ฉายทางโทรทัศน์ในบ้านเรา เพลงบับเบิ้ลกัมในยุคแรกอย่าง I Want To Hold Your Hand, She Loves You และ Cant Buy Me Love ที่ใช้ประกอบหนังการ์ตูนทำให้ผู้เขียนคุ้นเคยกับ ท่วงทำนองและ คอรัส Yeh Yeh Yeh ! ตั้งแต่เด็ก แต่ในตอนนั้นก็ไม่ได้รู้จักชื่อเพลง เพียงแต่ ทราบว่าสี่เต่าทองมีตัวตนจริง ๆ เพราะเห็นแผ่นเสียงสี่เต่าทองของคุณพ่อสี่แผ่นอยู่ในชั้นวาง ผู้เขียนเริ่มฟังดนตรีอย่างจริงจัง (จริงจังคือซื้อเทปและนิตยสารดนตรีมาอ่าน) เป็นจุดเริ่มในการ ทำความรู้จักกับสี่เต่าทองในเชิงลึก ตอนอยู่มัธยมสามทางไนท์สปอตได้นำวง The Bootleg Beatles มาแสดงที่โรงแรมดุสิตธานี ทางบริษัททำการประชาสัมพันธ์ด้วยการนำคลิ๊ปการแสดง ของสี่เต่าทองออกฉายในรายการ Galaxy of Stars หลังข่าวทางช่อง 9 อ.ส.ม.ท. สี่วันรวด ผู้เขียนอัดวิดีโอเก็บไว้ชมทุกวันและได้เห็น Beatlemania ผ่านการกรีดร้องของผู้ชมในขณะที่ สี่เต่าทองกำลังแสดงสด ได้ชมแล้วรับรู้ได้ถึงความยิ่งใหญ่ของวงดนตรีวงนี้จริง ๆ ในช่วงเวลานั้น นิตยสารสตาร์พิคส์กำลังลงบทความรำลึกถึงสี่เต่าทองเป็นตอน ๆ ไป ทำให้ผู้เขียนได้อ่านเรื่องราว ความเป็นมาของวง ซื้อเทปผีรวมเพลงของสี่เต่าทองมาฟัง เรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นแรก ๆ
ผู้จุดประกายให้ผู้เขียนฟังเพลงทุกเพลงของสี่เต่าทองแบบวิเคราะห์ คือ พัณณาศิส ศิลาพันธ์ เจ้าของคอลัมน์ "เรื่องเหล่านี้คือตำนาน" ในนิตยสารสตาร์พิคส์ โดยใช้นามปากกา "สราพัณ" ในการเขียน คอลัมน์นี้เขียนถึงแผ่นเสียงต่าง ๆ ตามการจัดอันดับ The 100 Best Albums Of The Last Twenty Years ของนิตยสาร Rolling Stone ฉบับที่ 507 ประจำปี 1987 สี่เต่าทองมี ผลงานติดอันดับอยู่ทั้งหมด 3 ชุดคือ Sgt. Pepper's Lonely Hearts Club Band (อันดับที่ 1), The Beatles (อันดับที่ 9) และ Abbey Road (อันดับที่ 17) พัณณาศิสใช้ข้อมูลจากการค้นคว้า ส่วนตัวและแสดงความเห็นถึงแผ่นทั้งสามแผ่นของสี่เต่าทองอย่างเข้มข้น ประกอบกับในช่วงนั้น (1987) ทางอีเอ็มไอได้รีอิสชูงานของสี่เต่าทองทุกชุดในรูปแบบของซีดีและเทป ทำให้ผู้เขียนฟัง ไปอ่านไปอย่างบ้าคลั่ง งานเขียนของพัณณาศิสเปิดโลกทัศน์ในการฟังให้ผู้เขียนและหลาย ๆ คน ในรุ่นเดียวกัน ให้รู้จักคำว่าอัลบั้มดนตรีที่ดีเป็นอย่างไร อะไรคือคอนเซ็พท์ที่ศิลปินต้องการสื่อสาร การเรียงเพลงในไซด์เอและบีของอัลบั้มชั้นยอดเขาวางอารมณ์เพลงไว้อย่างไร การทำความรู้จักกับงานของศิลปินอย่างเข้าถึงแก่นโดยไม่ควรเริ่มฟังจากงานประเภท Greatest Hits หรือ Best Of ผู้เขียนบทความท่านนี้เป็น mentor คนแรกของผู้เขียนในการฟังดนตรีแบบวิเคราะห์เจาะลึกจริง ๆ พัณณาศิส ให้แง่มุมในการฟังดนตรีของเต่าทองไว้ได้อย่างแหลมคม เช่น "งานของพวกเขามีรูโหว่แทบทุกชุด แต่จุดกลบส่วนเสียก็คือ งานทุกชุดของพวกเขามีส่วนดี มากกว่าส่วนไม่ดีมากเหลือเกิน""ดนตรีในชุดนี้ ( Abbey Road) คือหลักฐานที่ยืนยันได้ว่าดนตรีทุกแนวพัฒนาได้ แม้กระทั่งดนตรี บับเบิ้ลกัมหรือการประสพความสำเร็จในการสร้างจ่าเป็ปเปอร์ ก็สามารถที่จะสานต่อขึ้นมาได้.... เต่าทองจึงกลายเป็นสถาปนิกอัจฉริยะทางดนตรีที่ไม่เคยสานต่องานที่ตนทำให้สำเร็จเลยสักชุด" การแสดงทัศนคติแบบนี้แทบหาอ่านไม่ได้ในบรรดาผู้เขียนบทความดนตรีในยุคหลัง
สมบูรณ์ งามสุริยโรจน์ กับบทความ "30 ปี Beatles" คือ ส่วนที่เข้ามาเติมเต็มงานเขียนของ พัณณาศิสให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ในตอนนั้นผู้เขียนแทบอยากจะให้สตาร์พิคส์ออกเป็นรายสัปดาห์ ให้รู้แล้วรู้รอดเพราะถ้าไม่ได้อ่านเหมือนจะลงแดงตาย สมบูรณ์เขียนถึงเต่าทองตั้งแต่ บทที่ 1 Please Please Me จนถึง บทที่ 13 Afterwards (งานเดี่ยวของสมาชิกเต่าทองหลังเลิกวง) เป็น งานเขียนที่มหัศจรรย์จริง ๆ สำหรับในช่วงเวลาที่บทความชุดนี้ได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารสตาร์พิคส์ ในช่วงระหว่างปี 1993-94 ความยอดเยี่ยมของบทความอยู่ที่ข้อมูลที่นำเสนอและแสดงทัศนคติส่วนตัวทำให้อ่านแล้วผู้เขียนไม่อยากจะเชื่อว่านี่เป็นผลงานการเรียบเรียงโดยคนไทย ผู้เขียนชอบที่บทความนี้สร้างสมมติฐานให้ผู้อ่านเข้าใจถึงบริบทในการเข้าถึงงานของแต่ละชุด เช่นในบทที่ 8 ตอนที่ 1 เขียนถึง Sgt. Peppers มีข้อแนะนำดังนี้ 1) ทำการบ้านโดยหาอัลบั้มของ Beatles แผ่นใดแผ่นหนึ่งก่อนชุด Sgt. Pepper มานั่งฟังพร้อม ดูหน้าปก และอ่านบทความ 30 ปี Beatles ที่เกี่ยวข้องกับอัลบั้มชุดนั้นประกอบ 2) ท่านต้องพยายามเข้าใจว่าขณะนี้ท่านกำลังอยู่ในช่วงปี 1966 คาบเกี่ยวปี 1967 3) ตลาดแผ่นเสียง (โดยเฉพาะในอเมริกา) ในยุคนั้นเป็นแผ่นซิงเกิ้ลมากกว่าแผ่นอัลบั้ม แผ่นอัลบั้มถูกมองว่าเป็นวิธีหากินของบริษัทแผ่นเสียงที่แค่เอาเพลงอะไรก็ได้ยัด ๆ เข้าไปกับแผ่น ซิงเกิ้ลแล้วนำออกขาย 4) คู่แข่งที่คู่ควรกับ Beatles ในยุคนั้นคือ The Rolling Stones ต้นปี 1966 หินกลิ้งพึ่งค้นพบ แนวทางของตนเองกับอัลบั้มที่ดีมาก ๆ ชุดหนึ่ง "Aftermath" ส่วน Cream และ Jimi Hendrix กำลังอยู่ในระยะฟักตัวเพื่อรอทะยานขึ้นสู่ทำเนียบเจ้ายุทธจักรในปี 1967 5) เทคโนโลยีและเครื่องไม้เครื่องมือในห้องอัดเสียงมีขีดความสามารถที่ค่อนข้างจำกัด ขึ้นอยู่กับ ว่าใครมี creative thinking มากน้อยแค่ไหนในการแสวงประโยชน์สุงสุดจากของเดิมเท่าที่มีอยู่ ทั้งห้าข้อคือตัวอย่างของบทความที่ได้ทำให้ผู้เขียนกระโจนเข้าสู่ตัวอักษรและฟังเสียงดนตรีได้ เข้าใจบริบทที่รายล้อมตัวงานอัลบั้มนี้ได้อย่างลึกซึ้งขึ้น ถูกต้องว่านี่ไม่ใช่เงื่อนไขข้อสำคัญในการ ฟังงานดนตรีชิ้นหนึ่งให้ได้ความสุขหรือความเพลิดเพลิน โดยจะต้องมานั่งตรวจสอบว่างานเพลง แต่ละชุดออกในปีใด เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น ผลตกกระทบของงานชิ้นนั้นที่มีต่อวงการดนตรีเป็น อย่างไร แต่แนวคิดสำคัญที่บทความนี้ได้สอนผู้เขียนก็คือ ถ้าเรารักจะฟังดนตรีชุดใดชุดหนึ่งของ ศิลปินคนใดคนหนึ่งแบบเข้าถึงแก่นแล้ว เราจะต้องหมกมุ่น ทุ่มเท กับงานดนตรีชิ้นนั้นในทุกแง่ ทุกมุมให้มากที่สุด
ธันวาคม 2004 เป็นระยะเวลาสิบปีหลังจากบทความ 30 ปี Beatles นิตยสารสตาร์พิคส์ ฉบับมิวสิค เอดิชั่น ได้โหมโรงสัมภาษณ์ Winston ' O Boogie เพื่อเตรียมเปิดคอลัมน์ Beatlemania Revisited อ่านดูจากบทสัมภาษณ์ทำให้ผู้เขียนทราบได้ว่า Winston ' O Boogie เป็นคนรุ่น ๆ เดียว กันกับผู้เขียนและมีศักยภาพที่จะสร้างบทความในระดับเดียวกันกับผู้เขียนบทความสองท่านที่ได้ เขียนถึงไป แต่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นคอลัมน์นี้จึงขาดความต่อเนื่องและมีผู้เขียนท่านอื่นสลับมา เขียน สุดท้ายคอลัมน์นี้ก็ได้ปิดตัวเองไป และในเวลาต่อมาสองสามปี สตาร์พิคส์ มิวสิคเอดิชั่น ก็ปิดตัวเองตามไปด้วย ผู้เขียนได้มาอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ของสี่เต่าทองโดย Winston ' O Boogie อีกครั้งในนาม w inston ในบล็อก "a day in the life" และก็ไม่ผิดหวังในคุณภาพของงานเขียน แต่ความประทับใจนั้นแน่นอนว่าเป็นรองสองท่านเดิม ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ก็คือ ผู้เขียนได้ถึงขั้นพีคทางอารมณ์ไปกับบทความของ พัณณาศิส และ สมบูรณ์ ไปแล้ว ด้วยเงื่อนไขของวัยและเวลาที่อ่านในตอนนั้นมันลงตัวสมบูรณ์แบบในตัวมันเองแล้ว
ในมุมกลับกันถ้าบทความในทุกเอนทรีเกี่ยวกับสี่เต่าทองของวินส์ตันไปอยู่ในช่วงเวลานั้นแทน ผู้เขียนก็มั่นใจว่างานเขียนของวินส์ตันจะสร้างความประทับใจในระดับเดียวกันหรืออาจจะมากกว่า เมื่อมองในเชิงคุณภาพด้วย เด็กรุ่นใหม่ที่รักในการฟังและอ่านเรื่องดนตรีจะต้องมีความประทับใจในงานเขียนเรื่องสี่เต่าทองของวินส์ตันเหมือนกับผู้เขียนที่ได้ประทับใจในงานเขียนของ พัณณาศิส และ สมบูรณ์ มาแล้วในอดีต winston Youre "first among equals".