• deweyfinn
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : deweyfinn_2007@yahoo.com
  • วันที่สร้าง : 2007-05-15
  • จำนวนเรื่อง : 32
  • จำนวนผู้ชม : 12146
  • จำนวนผู้โหวต : 24
  • ส่ง msg :
Voice
"some records are made to be broken others are made and become a part for life."
Permalink : http://www.oknation.net/blog/deweyfinn
วันเสาร์ ที่ 27 ตุลาคม 2550
เจนิส จอปลิน - ตอนที่ 1
Posted by deweyfinn , ผู้อ่าน : 234 , 17:47:12 น.   | หมวดหมู่ : Flower Power  
พิมพ์หน้านี้



เจนิส จอปลิน (
Janis Joplin) ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักร้องผิวขาวที่ร้องเพลงบลูส์และโซลได้ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคสมัยของเธอ

Myra Friedman ผู้เขียนหนังสืออัตชีวประวัติของเจนิสเขียนถึงเธอว่า

"ไม่เพียงแต่เสียงของเธอที่ มีเรนจ์มหัศจรรย์ ทรงพลัง และคร่ำครวญอย่างน่าสะพรึง เท่านั้นที่สร้างความสั่นสะท้านให้กับผู้ฟัง การแสดงสดของเธอยังทำให้เกิดอารมณ์อันพลุ่งพล่านที่ไม่สามารถบรรยายเป็นตัวอักษรได้"

เจนิส จอปลิน เกิดวันที่ 19 มกราคม ค.ศ.1943 ที่
Port Arthur รัฐเท็กซัส เธอเสียชีวิตในวันที่ 4 ตุลาคม ค.ศ.1970 ด้วยอายุเพียง 27 ปี เท่านั้น ด้วยสาเหตุการเสพยาเสพติดเกินขนาด

ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นของวิญญาณอิสระแห่งความเป็นกบฏของสังคมนั้น เจนิส จอปลิน ทำมาหมดแล้ว และเพราะผลของการกระทำของเธอนั้นทำให้คุณค่าของศิลปินเพศหญิงอาจจะดูตกต่ำลงเหว แต่ในขณะเดียวกันอาจจะส่งให้ศิลปินเพศหญิงสามารถยืนหยัดอยู่บนสังคมดนตรีที่ปราศจากการมองคุณค่าทางเพศได้

แต่ที่แน่ ๆ ในโลกนี้มีนักร้องหญิงมากมายที่อยากมีคุณภาพทางน้ำเสียงดุจดังเธอ แต่ไม่มีใครสามารถร้องเพลงได้ดั่งที่ เจนิส จอปลิน ร้อง

หนังสืออ้างอิงส่วนมากที่กล่าวถึงเธอในช่วงเวลาก่อนที่เธอจะเป็นที่รู้จักแพร่หลายส่วนมากจะให้ข้อมูลซึ่งไม่คอยจะใกล้เคียงกันเลย

Houston’s Purple Onion Club ได้ถูกอ้างอิงอยู่ในระดับค่อนข้างบ่อยว่าคือสถานที่ซึ่งจอปลินชอบเข้าไปสิงสถิตย์อยู่ในช่วงแรกจริง ๆ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะเป็นความจริงเพราะในคลับแห่งนี้อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสถานที่รวมเอากลุ่มศิลปินนอกสารบบเอาไว้ค่อนข้างมากในยุคทศวรรษที่ 60 อันรวมไปถึงในคลับนี้ยังมีภาพวาดของจอปลินในสมัยที่เธอยังไม่มีใครรู้จักแขวนโชว์เอาไว้

ในคลับนี้มีตำนานของสถานที่ให้บาร์เทนเดอร์รุ่นใหม่เล่าให้ลูกค้าฟังเสมอว่า นี่คือสถานที่ซึ่งจอปลินได้มีโอกาสร้องเพลงต่อหน้าฝูงชนเป็นครั้งแรก โดยทางคลับปลูกฝังข้อมูลนี้จากรุ่นถึงรุ่นเอาไว้ให้ผู้มาเยือนทางร้านซึ่งอยากจะเก็บเกี่ยวความรู้สึกแห่งวัยรุ่นของจอปลินไว้ว่า

น้ำเสียงของจอปลินนั้นค่อนข้างหยาบมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่คนฟังเพลงไม่เคยเกิดความรู้สึกขัดหู เมื่อได้ยินเสียงเธอ เพราะในความหยาบของน้ำเสียงนั้นแฝงเอาไว้ด้วยแรงระอุของอารมณ์ที่ระเบิดและพวยพุ่งออกมาในขณะที่ศิลปินสมัยนั้นมักจะมีลีลาและโทนน้ำเสียงในแบบ Joan Baez หรือ Judy Collins กันไปหมด ไม่เคยมีใครคิดจะแหวกรูปแบบการร้องเพลงได้ดั่งที่จอปลินได้กระทำ

จากจุดที่หนึ่งซึ่งเป็นการร้องเพลง ไม่ว่าจะร้องด้วยอะไรก็ตามจอปลินสามารถก้าวไปสู่วงจรชีวิตในเส้นทางดนตรีไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม เมื่อเธอได้ถูกชักชวนให้เข้าร่วมคณะ
Waller Creek Boys ซึ่งมีพื้นฐานมาจากดนตรีพื้นบ้านของชาวออสติน แต่จอปลินก็เลิกราจากคณะ Waller Creek Boys ไปก่อนที่ทางคณะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Mother Earth และประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในยุคสมัยนั้น

จอปลินเปลี่ยนถิ่นฐานตนเองจากเมืองหนึ่งมาสู่เมืองหนึ่งดุจดั่งคนที่ไม่มีจุดมุ่งหมายใดใดต่อชีวิต ในปี 1963 เธอย้ายเข้าไปสู่เมืองซานฟรานซิสโก และเริ่มทำงานที่เธอถนัด ณ
North Beach Coffee Gallery แต่เธอก็อยู่ที่เมืองแห่งบุปผาชนนี้ได้ไม่นาน เธอก็ย้ายไปอยู่ที่เท็กซัสและในช่วงเวลานี้เองที่สมัครเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย และในขณะเดียวกันเวลาของชีวิตในวัยศึกษาของเธอก็หมดไปกับการเป็นนักร้องเหมือนเดิม

อาจจะเป็นเพราะเธอไม่ทราบเลยว่าอะไรคือจุดมุ่งหมายภายในชีวิตของเธอ จะเอาดีทางร้องเพลงหรือพยายามเรียนให้จบมหาวิทยาลัย ชีวิตของเธอก็มีสิ่งหนึ่งที่แทรกเข้ามาภายในชีวิตเธอก็คือเหล้า ตามรายละเอียดจากประวัติของเธอ โดยส่วนมากระบุว่าเธอเริ่มติดเหล้าก่อนที่เธอจะมีชื่อเสียงอีก

จอปลินไม่สามารถเอาดีทางการศึกษาได้หรือไม่เคยคิดอยากเอาดีทางการศึกษาก็ไม่ทราบ เธอขอลาออกจากสถานศึกษา และย้ายตนเองกลับสู่ซานฟรานซิสโกอีกหนหนึ่ง

และในจังหวะนี้เองที่ทำให้ชีวิตเธอเริ่มผันแปรกลายมาเป็น ตำนาน

เพราะเธอได้รับการชักชวนให้กลายมาเป็นหนึ่งในสมาชิกของทางคณะ

Big Brother And The Holding Company



ในรูปจากซ้ายไปขวา
Janis Joplin (ร้องนำ)/James Gurley (กีตาร์)/David Getz (กลอง)/Sam Andrews (กีตาร์)/
Peter Albin (เบส)

Chet Helms (1942-2005) ผู้จัดการคณะ Big Brother ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จในเวลาต่อมา ได้กล่าวถึงอดีตเบื้องหลังความสำเร็จนั้นให้ทราบ

"Powell St. Jon (นักแต่งเพลง) บอกกับผมว่า มีเด็กสาวเสียงดีรายหนึ่ง แต่เธอเพี้ยนนะ เพิ่งกลับมาอยู่ซานฟราน อยากลองฟังเสียงเธอไหม"


"นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้มีโอกาสพกับ เจนิส จอปลิน"


"จอปลินไม่เหมือนใครจริง ๆ เธอไม่มีลักษณะของซูเปอร์สตาร์ฉายแววออกมาเลย ในขณะเดียวกัน เธอก็ปราศจากแววของคนอวดโอ่ว่ามีความสามารถและอยากประสบความสำเร็จเป็นซูเปอร์สตาร์ด้วย"


"ไม่ว่าเราจะลองนำบทเพลงไหนมาเล่นให้เธอร้อง เธอจะไม่ร้องในแบบที่บทเพลงต้นตำรับเขาร้องกัน ซึ่งนี่คือข้อต่างระหว่างนักร้องที่อยากก้าวเข้ามาสู่อาชีพนี้เขาทำกัน และที่สำคัญมากก็คือ เธอร้องเพลงไม่สนใจคีย์เสียงของดนตรีด้วยซ้ำไป แต่ที่น่าแปลกมากก็คือ เสียงของเธอจะกลมกลืนกับคีย์เสียงทางดนตรีได้"

"ถ้าคุนหลับตาแล้วฟังเสียงของจอปลินล่ะก็ คุณจะยิ่งทึ่งใหญ่ เพราะคุณจะไม่ทราบเลยว่าเสียงที่ได้ยินนั้นเปล่งออกมาจากนักร้องผิวขาวหรือผิวสี"

"เรายอมรับจอปลินเพราะเธอมีเอกลักษณ์ แต่สิ่งหนึ่งที่เราลืมมองไปในอนาคตก็คือ 'บุคลิกภาพ' "

เรื่องราวในเครื่องหมายคำพูดทั้งหมดจาก Helms คงจะสามารถบรรยายถึงการพบประสานกันระหว่างทางคณะ Big Brother และ เจนิส จอปลิน ได้เป็นอย่างดี

ภายหลังจากที่ทางคณะ
Big Brother ได้จอปลินเข้ามาดูเหมือนเทพเจ้าแห่งโชคและชื่อเสียงจะยืนอยู่ข้างพวกเขาโดยตลอด ทางคณะใช้เวลาไม่นานปากต่อปากที่กล่าวถึงเสียงร้องที่ผิดแผกแตกต่างจากนักร้องทั่วไปก็เริ่มจะหนาหูขึ้นทุกที

สิ่งหนึ่งที่ทางคณะได้กระทำจะโดยรู้ตัวเหรือไม่ก็คือ การผสมผสานระหว่างดนตรีบลูส์และดนตรีโฟล์คที่อาจจะเรียกเป็นแม่น้ำคู่ขนาน ที่ไม่สามารถไหลมาพานพบกันได้ แต่ทางคณะสามารถหล่อหลอมสององค์ประกอบนี้เข้ามาหากันได้โดยผ่านทางน้ำเสียงของจอปลิน


-1967-

ชื่อเสียงอันหนาหูของคณะ
Big Brother เริ่มแพร่ขยายออกไป จนกระทั่งในวันหนึ่งมีแมวมองของบริษัทแผ่นเสียง เมนสตรีม เข้ามาติดต่อกับทางคณะว่าอยากออกผลงานส่วนตนหรือไม่ ข้อเสนอเช่นนี้คงไม่มีคณะดนตรีที่ต้องการประสบความสำเร็จรายใดที่จะไม่กระโจนเข้าไปหา และนี่คือที่มาของผลงานชุด

Big Brother And The Holding Company



ปรากฏว่าแม้ผลงานชุดนี้จะมีบทเพลงอย่าง Bye Bye Baby และ Down On Me ที่มีเอกลักษณ์และสามารถผลักดันจุดยืนของทางคณะออกมาได้ แต่ผลโดยรวมแล้วงานชุดนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นงานระดับธรรมดาและดาษดื่นที่ใครอยากจะหางานเพลงบลูส์หรืองานร่วมสมัยมาฟัง ก็เดินออกไปตามท้องถนนฟังนักดนตรีข้างถนนร้อง ก็จะได้ยินดนตรีที่เหมือนดั่งบรรจุอยู่ในผลงานชุดนี้เช่นกัน

แต่ค่าความต่างระหว่างงานของคณะ
Big Brother ซึ่งพึงมีต่อวงการดนตรีนั้น ก็เป็นเพียงงานชิ้นหนึ่งของคณะที่กลายเป็นตำนานต่อไปในอนาคตว่า พวกเขาเคยมีการผลิตผลงานชุดนี้ขึ้นมาเท่านั้น

"ประการสำคัญมากที่สุดที่ทำให้งานชุดนี้ปราศจากพลัง ก็เพราะบริษัทที่เราสังกัดนั้นเป็นบริษัทเล็ก ๆ มีงบประมาณที่จำกัด ต้องทำงานเร่งต่อเวลา พวกเรากระตือรือร้นที่อยากเห็นผลงานออกวางตลาดเร็วจนเกินไป จนลืมไปว่าการทำงานในห้องสตูดิโดและงานแสดงสดนั้นมีความแตกต่างระหว่างกันสูง เราจึงไม่สามารถดึงพลังในการแสดงออกที่เรามีนำเข้ามาสอดใส่ลงไปในผลงานชุดนี้ได้"

Helms ได้ออกมาบอกกล่าวถึงภาพรวมแห่งงานชุดแรกในความคิดของเขาเองว่าเพราะอะไรจึงไม่ดีดั่งคาด


Down On Me

แต่แล้วทางคณะ Big Brother ก็ได้สร้างปรากฎการณ์ที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นให้เป็นไปได้ กล่าวคือ แม้ผลงานในชุดแรกของทางคณะจะไม่ประสบความสำเร็จทางด้านการค้าอย่างเต็มตัว แต่ในทางกลับกัน การแสดงสดของทางคณะกลับเรียกร้องและสร้างแรงจูงใจให้คนฟังดนตรียอมเสียเงินเข้าไปดูอย่างมีหลักประกันทีเดียวว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่ทางคณะ Big Brother ออกแสดงสด โปรโมเตอร์ปิดประตูขาดทุน

แน่นอนว่าเครดิตเนื้อ ๆ ที่ทางคณะได้รับกลับกลายเป็นของ

"เจนิส จอปลิน"

เพียงคนเดียว

จากชื่อเสียงที่ขจรขจายดุ่งดั่งไฟไหม้ป่า ทางคณะ
Big Brother ได้รับการติดต่อให้ร่วมงาน Monterey Pop Festival และจุดผกผันแห่งความสำเร็จซึ่งกลายมาเป็นตำนานก็ย่างก้าวเข้ามาหา

ทางคณะ
Big Brother ได้รับการติดต่อจาก Albert Grossman ผู้แทนของทางบริษัทโคลัมเบียว่าพร้อมจะเซ็นสัญญากับทางคณะ แต่มีเงื่อนไขว่าทางคณะจะต้องเปลี่ยนแปลงผู้จัดการวงใหม่ โดยทางบริษัทโคลัมเบียแต่งตั้ง Grossman ให้รับหน้าที่นี้เองโดยตรง

ทางคณะ
Big Brother กระโดดเข้าเซ็นสัญญากับทางบริษัทโคลัมเบียทันที โดยให้เหตุผลว่า Helms แม้จะเป็นผู้จัดการที่มีความสามารถ แต่ขอบเขตของเขาอยู่ในระดับท้องถิ่น ไม่สามารถแบกรับงานในระดับประเทศได้ และการก้าวตัวจากบริษัทท้องถิ่นมาสู่บริษัทระดับเมเจอร์เลบเบลจุดหนึ่งก็คือ ผู้จัดการต้องมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจในระดับที่กว้างขึ้น


Janis Joplin @ Monterey Pop Festival
Ball And Chain

หมายเหตุ:
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นใหม่จาก "ตัณหา ราคะ และ ประกายไข่มุก" โดย พัณณาศิส ศิลาพันธ์
และเพิ่มเติมเนื้อความบางช่วงโดยบล็อกเกอร์ สำนวนการเขียนและแปลเป็นของต้นฉบับ
ยกเว้นบางส่วนที่เขียนขึ้นใหม่


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2
plutothedog วันที่ : 02/11/2007 เวลา : 18.21 น.
http://www.oknation.net/blog/muqpum

อ่านเรื่องราวจนมาถึงคลิปที่ 2
ดูแล้วขนลุกซู่เลย
อ้าปากค้างแบบคนในคลิปเลยค่ะ
ความคิดเห็นที่ 1
inmoon วันที่ : 27/10/2007 เวลา : 18.16 น.
http://www.oknation.net/blog/inmoon
เวลาบินข้ามเราไป  ทว่าทอดเงาไว้เสมอ

ยามเย็นค่ะ

ยังไม่ได้ฟังเพลงค่ะ มาอ่านเรื่องราวก่อนค่ะ เล่าเรื่องดีจังเลยค่ะ

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ตุลาคม 2007 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31