พิมพ์หน้านี้
|
ในวันนี้...ใครที่คิดว่า "การแข็งค่าของเงินบาท" เป็นเรื่องไกลตัว...ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ หรือให้ความสนใจ อาจจะต้องคิดใหม่ นะครับ...
ตราบใดที่คุณ ซึ่งอาจจะเป็นคนไทย-หรือไม่ใช่คนไทยก็ได้ แต่ต้องมีการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศในลักษณะที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่าง "เงินสกุลบาท" กับ "เงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ" คุณก็ย่อมได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ส่วนจะกระทบโดยตรง-โดยอ้อม กระทบมาก-กระทบน้อย...ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ครับ! ที่โดนไปเต็มๆ ก็เห็นจะเป็นผู้ประกอบการส่งออกสินค้า โดยเฉพาะพวกที่ใช้วัตถุดิบการผลิตภายในประเทศ ซึ่งหากผลิตสินค้าส่งออกไปขายในปริมาณเท่าเดิม ผลตอบแทนและผลกำไรที่จะได้รับก็จะหดหายไปอย่างน่าใจหาย เพราะเมื่อขายของได้เป็นดอลลาร์มาแล้ว เมื่อจะแลกกลับเป็นบาท กลับแลกได้น้อยลง และยิ่งกระบวนการขายของต้องใช้เวลาหลายวัน เอาออกไปวันนี้อีกอาทิตย์หนึ่งขายของได้เงินเป็นดอลลาร์ พอจะเอามาแลกกลับเป็นเงินบาทก็ขาดทุน ส่วนผู้ประกอบการที่นำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศมาผลิตสินค้าแล้วส่งออกไปขายอีกรอบนั้น ผลกระทบก็เบาบางลงไปจากผู้ประกอบการประเภทแรกหน่อย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบต่อมา แม้ว่าอาจจะดูเหมือนไม่ใช่ผลในทางตรง แต่ก็ไม่ถึงกับอ้อมนัก ก็คือ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน ที่ทำงานรับจ้างผู้ประกอบการข้างต้นอีกที เห็นได้ชัดจากกรณี "บริษัท ไทยศิลป์อาคเนย์ อิมปอร์ตเอ็กซ์ปอร์ต จำกัด" ย่านสมุทรปราการ ที่ประกาศปิดโรงงาน จนกระทั่งคนงานพากันออกมาประท้วง ไม่ว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังจะเป็นอย่างไร ที่สุดแล้ว กลุ่มผู้ใช้แรงงานก็มักจะถูกกระทบในลักษณะห่วงโซ่ท้ายๆ ของวงจรการจ้างงาน แต่ผลกระทบกับมีผลกับการดำเนินชีวิตของพวกเขามากที่สุด เหมือนกับถูกผลักภาระมาให้ รวมถึงในแง่การต่อรองในทางการเมืองด้วย มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องแรงงานให้ทัศนะกับผมว่า เคยมีหลายครั้ง ที่ผู้ประกอบการใช้ผู้ใช้แรงงานเป็นเครื่องมือในการต่อรองเรื่อง ออเดอร์ หรือขอมาตรการช่วยเหลือ สิทธิพิเศษจากภาครัฐ เมื่อภาครัฐก็ไม่ต้องการให้ผู้ใช้แรงงาน ที่เป็นประชาชนจำนวนมาก ได้รับผลกระทบ ก็จำใจต้องเข้าไปอุ้มชูผู้ประกอบการด้วย แม้ว่าบางทีผู้ประกอบการนั้นอาจจะทำธุรกิจอย่าง "ห่วยแตก" หวังแต่กำไรเฉพาะหน้า ไม่ยอมปรับตัว เพราะการปรับตัวอาจจะหมายถึงการลงทุนที่ต้องแบกภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น หลายกรณี ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของโรงงาน อาจจะล้มก็จริง แต่มักจะเป็นการ "ล้มบนฟูก" ต่างกับผู้ใช้แรงงานที่มักจะ "หัวฟาดพื้น" เลือดนองกันเป็นแถวๆ ต้องยอมรับครับว่า...ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ที่โลกทั้งโลกเชื่อมโยงระบบต่างๆ ของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน ย่อมหนีไม่พ้นผลกระทบที่ย่อมสะเทือนถึงกันไปด้วย เรียกได้ว่า..."ฝนที่ตกอยู่ทางโน้น ก็หนาวถึงคนทางนี้" เหมือนเพลงแบบเบิร์ด...เบิร์ดนั่นแหละ ลำพังผลกระทบในด้านบวก หรือผลที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจก็คงไม่มีปัญหามากนัก อาจจะหาวิธีแก้ไขได้ไม่ยากเกินไป แต่ผลกระทบที่เกิดจากความต้องการ หรือ "จงใจ" ของใครบางส่วนที่มีอำนาจ ที่ทำตัวเป็น "พี่เบิ้ม" ของโลก ย่อมมีผลต่อผู้อื่นในแง่ไม่ดีอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อก่อนมีสงครามที่ต่อสู้-ประหัตถ์ประหารกันด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ นั่นก็บอบช้ำกันมามากแล้ว ต่อมาก็ยังฮึ่มๆ กันอยู่ในยุค "สงครามเย็น" ที่เป็นการต่อสู้กันในเชิงความคิดทฤษฎีการปกครอง มุ่งแบกฝัก-แบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน และถึงตอนนี้ คงเรียกได้ว่า อยู่ในยุค "สงครามเศรษฐกิจ" อย่างแท้จริง ประเทศปลาซิว-ปลายสร้อย อย่างเราๆ กำลังเผชิญหน้ากับความเสี่ยง ในการต่อสู้กันระหว่างมหาอำนาจเก่ากับมหาอำนาจใหม่ ซึ่งไม่ว่าใครจะปราชัย หรือชนะ ก็ย่อมไม่ส่งผลดีต่อประเทศเล็กๆ อย่างเรา มองอนาคต...แล้วเหนื่อย ครับ! แล้วถามว่า หัวข้อที่ผมตั้งไว้ว่า...เมื่อสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าสั่นสะเทือนทุกหย่อมหญ้า...ไม่เว้นแม้แต่วงดนตรีเลือดอีสาน "โปงลางสะออน" - - อาจจะทำให้เกิดข้อกังขาว่า เอ๊ะ! แล้ว "โปงลางสะออน" มาเกี่ยวอะไรด้วย? ก่อนที่จะงง-สับสนไปกันใหญ่ ผมจะเล่าเรื่องนี้ว่า พอดีเมื่อคืนวันอังคารที่ 17 ก.ค.2550 ที่ผ่านมา ผมได้ดูรายการวาไรตี้ทางทีวีรายการหนึ่ง นั่นก็คือ "ตีสิบ" ซึ่งเขาได้นำสมาชิกวงโปงลางสะออน ที่นำโดย "อี๊ด" หัวแห้ว มาออกอากาศ หลังจากวงดนตรีกลุ่มดังกล่าว เพิ่งกลับจากการ "Go inter" ไปแสดงคอนเสิร์ตที่สหรัฐอเมริกามาหมาดๆ นอกจาก "อี๊ด" จะถ่ายทอดประสบการณ์ความประทับใจในแง่อัธยาศัยไมตรี ที่ได้รับจากพี่น้องชาวลาว-ไทยอีสาน ที่อยู่ที่นั่นอย่างอุ่นหนาฝาคั่งแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าความประทับใจอีกเรื่องหนึ่งในมุมของคนที่เล่นดนตรีเพื่อทำมาหากินเลี้ยงชีพ ก็คือ การได้รับ "ทิป" ภาพในรายการเปิดเผยให้เห็นถึง "ทิป" ที่โปงลางสะออนได้รับ-ประเภทที่ว่า ใครเห็นแล้วก็ต้อง...ตาลุก!
เงิน...ครับ....เงิน! ไม่ใช่เศษกระดาษอย่างแน่นอน มันอยู่ในรูป "ธนบัตร" สกุลดอลลาร์สหรัฐ แล้วมันก็มีเยอะมาก จนกระทั่งชาวโปงลางสะออน ต้องหอบใส่กระสอบกันเลยทีเดียว เบ็ดเสร็จแล้ว จากคำเฉลยของผู้ดำเนินรายการในช่วงท้าย ก็คือ เม็ดเงินดังกล่าวเทียบเป็นเงินได้แล้ว ออกมาได้ประมาณแสนกว่าบาท ครับ! แต่ในรายการวันนั้น "อี๊ด" บอกว่า เขายังไม่ได้เอาดอลลาร์สหรัฐที่ได้มาแลกเป็นเงินบาท เนื่องจากก่อนออกเดินทางไปตอนนั้นอัตราแลกเปลี่ยนยังอยู่ที่ระดับประมาณ "35-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ" แต่พอกลับมา...ค่าเงินบาทรูดกราวไปอยู่ที่ระดับ "33-32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ" ซะแล้ว... อี๊ด-บอกว่ายังหวังว่า ค่าเงินบาทจะอ่อน จึงจะแลกเป็นเงินบาทซะที แต่ผมว่า อี๊ด อาจจะคิดผิด เพราะเงินสกุลดอลลาร์น่าจะยังมีแนวโน้มอ่อนค่าไปอีกอย่างต่อเนื่อง แบบที่ไม่รู้อนาคตว่าเมื่อไหร่จะอ่อน ...ถ้าจะแลกก็รีบแลกครับ อย่าไปโลภเลย เพราะเงินที่ได้มามันก็เป็น "เงินทิป" ซึ่งถือเป็น "กำไร" อยู่แล้ว ฟังจากผู้กุมนโยบายของประเทศเกี่ยวกับเรื่องนี้ ต่างก็มองแนวโน้มว่า ดอลลาร์จะอ่อนค่าไปอีกนานทั้งนั้น แต่ถ้าอยากจะถือไว้ชื่นชม หรือ เก็บไว้ให้ "ปลวกกิน" ก็สุดแล้วแต่ความต้องการของเขา...ไม่เกี่ยวอะไรกับผม!!! อ้อ...พอดีผมได้อ่านคอลัมน์ "คนปลายซอย" ของคุณ "เปลว สีเงิน" ที่เขียนตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และเว็บไซต์ http://www.thaipost.net/ เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2550 ในหัวข้อเรื่อง "ทฤษฎีใหม่ในภาวะเศรษฐกิจนอกตำรา" ผมเห็นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องน่าสนใจ ก็เลยนำลิงค์มาแปะไว้ให้ท่านผู้สนใจได้เข้าไปอ่านดู
ตามนี้...ครับ http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=19/Jul/2550&news_id=145365&cat_id=200 |
| Oh, India. | ||
ภาพการไปเยือนบังกาลอร์ และมัยซอร์ แห่งแดนภารตะ ระหว่างวันที่ 25-29 มิ.ย.2551 |
||
|
View All |
||
| << | กรกฎาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | 31 | ||||