• DinSor
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-14
  • จำนวนเรื่อง : 126
  • จำนวนผู้ชม : 25024
  • จำนวนผู้โหวต : 575
  • ส่ง msg :
ดินสอ
รวบรวมบทความ ขีดๆเขียนๆเรื่องกฎหมายและการเมือง แด่ สิทธิ เสรีภาพและพลังแห่งการแสดงความคิดเห็น (อัพเดท24ชม.^^) ถึงเวลาประชาภิวัฒน์หรือยัง?
Permalink : http://www.oknation.net/blog/dinsor
วันพุธ ที่ 23 มกราคม 2551
บทความ : คดีหมิ่นประมาทกับคุณสมบัติของนายกฯ ตามรธน.ปัจจุบัน
Posted by DinSor , ผู้อ่าน : 239 , 08:47:45 น.  
พิมพ์หน้านี้


พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ความเบื้องต้น

หลังจากการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการของ 5 พรรคพันธมิตรทางการเมืองในวันเสาร์ที่ 19 ที่ผ่านมา คำถามที่ว่าใครจะเป็นนายกฯ คนต่อไปก็ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยและถกเถียงกันอย่างหนาหูจนกระทั่งทำให้เกิดวิวาทะกันขึ้น

อย่างไรก็ดี ท่ามกลางข้อถกเถียงดังกล่าวนั้น ก็รวมถึงข้อกล่าวหาที่ถูกเสนอโดยกลุ่มสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนักวิชาการบางกลุ่มว่า นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนไม่สามารถถูกเสนอชื่อเพื่อเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของประเทศไทยได้ เนื่องจากว่า นายสมัคร ถูกฟ้องในคดีหมิ่นประมาทซึ่งกระทำต่อ นายสามารถ ราชพลสิทธิ์ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาในวันที่ 12 เมษายน ให้จำคุก นายสมัคร เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา จากข้อเท็จจริงนี้ส่งผลให้ นายสมัคร ขาดคุณสมบัติของการเป็นรัฐมนตรีตามมาตรา 174 (5)

ในขณะที่บางกลุ่มบุคคลนั้นกลับมีแนวคิดที่ตรงกันข้าม กล่าวคือ มีความเห็นว่า แม้ว่านายสมัครจะถูกพิพากษาในคดีดังกล่าว แต่คำพิพากษาของศาลยังไม่ถึงที่สุด หากแต่เป็นเพียงแค่คำพิพากษาของศาลชั้นต้นเท่านั้น อีกทั้ง ณ ขณะนี้นายสมัครก็ได้ดำเนินการประกันตัวและยื่นอุทธรณ์เพื่อต่อสู้คดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น นายสมัครจึงยังไม่ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 174 (5) แต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม กรณีจะสรุปว่านายสมัครจะขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามข้อกล่าวอ้างข้างต้นหรือไม่นั้น จำต้องมีการพิจารณา 2 ประเด็นหลักๆ ด้วยกันคือ บุคคลนั้นๆ มีคุณสมบัติก่อนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่ประเด็นหนึ่ง และมีคุณสมบัติในระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือไม่อีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญได้มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณากรณีข้างต้นไว้ในมาตรา 102, 106, 174 และ 182

ประเด็นที่ 1 สถานภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

รัฐธรรมนูญบัญญัติโดยชัดแจ้งในมาตรา 171 ว่า บุคคลใดจะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในเบื้องต้นนั้นจะต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งตามข้อเท็จจริงไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ว่านายสมัครนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ ดังนั้น จึงจำต้องมีการพิจารณาในประเด็นที่ว่า นายสมัคร ถือได้ว่าขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือไม่ เมื่อปรากฏว่ามีคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา โดยพิจารณาจากมาตรา 102 (5) อันกล่าวถึงคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมาตรา 106 (11) ซึ่งส่งผลให้สถานภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 102 (5) ได้กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า หากผู้ใด “เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยพ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง” ผู้นั้นถือได้ว่าเป็นบุคคลต้องห้ามในการลงสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่อย่างไรก็ตาม หากความผิดดังกล่าวเป็น “ความผิดอันได้กระทำโดยหมิ่นประมาทหรือความผิดลหุโทษ” ถือเป็นข้อยกเว้น กล่าวคือ แม้ปรากฏว่าบุคคลนั้นๆ เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกและพ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้งก็ตาม บุคคลดังกล่าวก็ไม่ถือว่ามีลักษณะต้องห้ามตามมาตรานี้แต่อย่างใด

วลีที่ว่า “เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยพ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง” ในมาตรา 102 (5) นี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดด้วยตัวเองอยู่แล้วว่า มิอาจที่จะตีความเป็นอย่างอื่นได้เลยนอกจากหมายถึง “การจำคุกจริง” กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การตีความกรณีดังกล่าว ต้องเป็นการตีความกฎหมายโดยใช้หลัก Plain Meaning Rule หรือที่เรียกว่า “หลักการตีความตามตัวอักษรที่ปรากฏ” เนื่องจากว่าตัวกฎหมายซึ่ง ณ ที่นี้คือ รัฐธรรมนูญนั้น มีการบัญญัติไว้โดยชัดเจนในตัวอยู่แล้ว สิ่งที่ยืนยันว่าวลีที่ว่า “เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก” หมายถึง การจำคุกจริงโดยคำพิพากษาที่ถึงที่สุดจึงจะทำให้บุคคลนั้นๆ ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามมาตรา 102 (5) คือ บริบทแวดล้อมที่ว่า “โดยพ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง” อันแสดงให้เห็นว่าหากไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกจริงแล้ว จะนับระยะเวลาการพ้นโทษอย่างไร และบอกได้ว่าเป็นการพ้นโทษที่ยังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้งอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น หากจะตีความคำว่า “เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุก” ให้หมายความเพียงแต่มีคำพิพากษาให้จำคุก โดยไม่จำเป็นต้องเป็นการจำคุกจริงและไม่จำเป็นต้องถึงที่สุดนั้น จึงเป็นการตีความที่ก่อให้เกิดผลที่แปลกประหลาด เป็นการตีความที่ไม่อยู่บนหลักเหตุและผลหรือตรรกะ อีกทั้งไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ในกรณีของนายสมัคร ที่ถูกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้จำคุก 2 ปี ในวันที่ 12 เมษายน นั้น จึงไม่ส่งผลให้นายสมัคร ขาดคุณสมบัติในการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนแต่อย่างใด เนื่องด้วยนายสมัครยังมิได้ต้องคำพิพากษาให้ถึงที่สุดให้ต้องจำคุกจริง หากแต่ยังคงอยู่ในระหว่างการต่อสู้ทางคดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกาจึงไม่ต้องด้วยมาตรา 102 (5)

อย่างไรก็ตาม กรณีตามมาตรา 106 (11) อันเป็นบทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องของคุณสมบัติต้องห้ามของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระหว่างการดำรงตำแหน่งอันส่งผลให้สถานภาพความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสิ้นสุดนั้น ในกรณีของนายสมัครไม่จำต้องพิจารณา ณ. ขณะนี้ เนื่องจากคดีของนายสมัครนั้นยังไม่ถึงที่สุดนั่นเอง

ประเด็นที่ 2 คุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี

เมื่อปรากฏว่าบุคคลใดๆ มีคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและได้รับเลือกอีกทั้งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ดำรงตำเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นๆ ย่อมมีสิทธิถูกเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบว่าสมควรได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี ก็มิได้หมายความว่าบุคคลทุกคนที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญแล้วจะสามารถถูกเสนอชื่อเพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีได้ หากแต่สมาชิกดังกล่าวต้องมีคุณสมบัติที่เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ โดยหลักเกณฑ์ที่มีการกำหนดไว้นั้นมีกรอบความคิดที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับกรณีของคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กล่าวคือ รัฐธรรมนูญได้กำหนดคุณสมบัติก่อนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้กรณีหนึ่ง และคุณสมบัติในระหว่างการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไว้อีกกรณีหนึ่ง

ตามข้อกล่าวหาของกลุ่มสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนักวิชาการบางกลุ่ม อันแม้กระทั่งนักนิติศาสตร์เองบางท่าน ที่ว่านายสมัคร สุนทรเวช นั้นขาดคุณสมบัติในการถูกเสนอชื่อเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนื่องมาจากสาเหตุที่ว่า นายสมัคร ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงอาญา ถือเป็นกรณีต้องด้วยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 174 (5) ซึ่งวางหลักเกณฑ์ไว้ว่า ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต้อง “ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยพ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีก่อนได้รับการแต่งตั้ง” โดยมีการตีความบริบทรัฐธรรมนูญนี้ว่าเพียงแค่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถูกคำพิพากษาให้จำคุก แม้คำพิพากษานั้นจะไม่ถึงที่สุดก็ตาม ก็ถือว่าต้องด้วยมาตรา 174 (5) อันมีผลให้บุคคลดังกล่าวขาดคุณสมบัติในการที่จะถูกเสนอชื่อเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเป็นรัฐมนตรี หรือ นายกรัฐมนตรี (candidate) กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ เพียงแค่มีคำพิพากษาให้จำคุกโดยไม่จำเป็นต้องคำนึงว่าเป็นการจำคุกจริงหรือไม่ ถึงที่สุดหรือไม่ ก็ทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นมิอาจดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีได้แล้วนั่นเอง

การตีความในทำนองดังกล่าวมาข้างต้นนี้ ถือได้ว่าเป็นการตีความที่ไม่เป็นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยแท้จริง หากแต่เป็นการตีความที่ผิดพลาด หรือ แม้แต่เป็นการตีความเพื่อขยายซึ่งขอบเขตของบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ อันมิได้เป็นการกระทำไปเพื่อขยายขอบเขตการรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนแต่อย่างใด ซึ่งถือได้ว่าเป็นการผิดพลาดอย่างร้ายแรงสำหรับการตีความรัฐธรรมนูญและการตีความในประเทศที่มีระบบสกุลกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร (Civil Law System) อย่างเห็นได้ชัดเจนจนทำให้เกิดผลอันแปลกประหลาดเกิดขึ้น

กล่าวคือ หากสังเกตอย่างถ้วนถี่แล้วจะเห็นได้ว่า ถ้อยคำที่รัฐธรรรมนูญมาตรา 174 (5) ใช้นั้น เป็นถ้อยคำเดียวกันกับที่รัฐธรรรมนูญใช้ในมาตรา 102 (5) ว่าด้วยเรื่องคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น วิธีการตีความจึงเป็นไปตามที่ได้วิเคราะห์ไปแล้วข้างต้นในเรื่องของการพิจารณาคุณสมบัติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีเหตุผลกลใด หรือมีบริบทใกล้เคียงใดๆ ที่จะทำให้มีการตีความที่ผิดแผกแตกต่างไปจากการตีความตามมาตรา 102 (5) แต่อย่างใด เมื่อมาตรา 174 (5) บัญญัติคุณสมบัติก่อนเข้ารับตำแหน่งของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าต้อง “ไม่เคยต้องคำพิพากษาให้จำคุกโดยพ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีก่อนได้รับการแต่งตั้ง” จึงหมายถึง ผู้นั้นต้องไม่เคยถูกคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกจริงเท่านั้น เพื่อที่จะได้สามารถนับเวลาของการพ้นโทษตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้ หาได้มีความหมายเป็นอย่างอื่นไม่

กรณีหากท้ายที่สุดแล้วนายสมัครถูกเสนอชื่อต่อสภาผู้แทนราษฎรและได้รับการรับรองโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 วรรคสอง และมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งอันมีผลทำให้นายสมัครได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญ การดังกล่าวจึงอาจจะต้องพิจารณาต่อไปว่า นายสมัครนั้นมีลักษณะต้องห้ามตามในขณะที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามที่รัฐธรรมได้กำหนดไว้ในมาตรา 182 (3) หรือไม่

ตามมาตรา 182 (3) กำหนดว่า หากปรากฏข้อเท็จจริงที่ว่าในขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี บุคคลนั้น “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก แม้คดีนั้นจะยังไม่ถึงที่สุดหรือมีการรอการลงโทษในความผิด” ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง แต่ในขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติข้อยกเว้นไว้ว่า แม้ว่าจะเป็นคำพิพากษาที่ยังไม่เป็นที่สุดให้จำคุกหรือมีการรอการลงโทษในความผิดนั้น แต่ถ้าเป็นความผิดที่เกิดจาก “กระทำการโดยประมาท ความผิดลหุโทษ หรือความผิดฐานหมิ่นประมาท” คำพิพากษาดังกล่าวไม่ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง

ดังนั้น ในกรณีของนายสมัครซึ่ง ณ ปัจจุบัน ได้ดำเนินการอุทธรณ์เพื่อต่อสู้คดีที่ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำคุก 2 ปี โดยไม่รอการลงโทษ จึงหาได้ส่งผลกระทบต่อสถานภาพความเป็นนายกรัฐมนตรีของนายสมัครไม่ กล่าวคือ แม้จะเป็นคำพิพากษาให้จำคุกที่ยังไม่ถึงที่สุดและไม่มีการรอการลงโทษ แต่กรณีเป็นคดีหมิ่นประมาทอันเป็นคดีที่ได้รับการยกเว้นตามรัฐธรรมนูญนั่นเอง

บทสรุป

จากการวิเคราะห์ตัวบทรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องพร้อมทั้งหลักการตีความที่เหมาะสมแล้ว จะเห็นได้ว่าคดีหมิ่นประมาทของนายสมัคร สุนทรเวช มิได้ส่งผลกระทบในเรื่องของการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติและนักวิชาการบางกลุ่มกล่าวแต่อย่างใด

ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าในอนาคต ปรากฏว่าเมื่อเสร็จสิ้นกระบวนความในคดีหมิ่นประมาทของนายสมัครดังกล่าวในชั้นศาลฎีกา อันถือว่าคดีเป็นที่สุดแล้วว่า นายสมัครกระทำผิดฐานหมิ่นประมาทจริงและมีคำพิพากษาให้จำคุกโดยไม่รอการลงโทษก็ตาม นายสมัครก็ยังสามารถดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไปได้ เนื่องจากกรณีนี้เข้าข้อยกเว้นมาตรามาตรา 182 (3) เพราะเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท แต่อย่างไรก็ตาม ในอนาคต ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายสมัครอาจไม่ค่อยราบรื่นนัก ทั้งนี้ เนื่องมาจากคดีความอื่นของนายสมัครที่กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการไต่สวนของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. ขณะนี้ และจะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. เมื่อ คตส. สิ้นสภาพลง คดีดังกล่าวคือ คดีทุจริตการจัดซื้อเรือและรถดับเพลิงของกรุงเทพมหานครฯ ซึ่งนายสมัครถูกกล่าวหาว่าเข้าไปมีส่วนร่วมในกรณีดังกล่าวด้วย โดยคดีนี้ หาได้เป็นคดีจำพวกที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นข้อยกเว้นอย่างคดีที่กระทำโดยประมาท เป็นความผิดลหุโทษ หรือเป็นคดีหมิ่นประมาทไม่ ดังนั้น หากศาลมีคำพิพากษาให้จำคุกเมื่อใด นายสมัครก็จะสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีไปตามมาตรา 182 (3) ของรัฐธรรมนูญ โดยมิพักต้องพิจารณาถึงเรื่องความเป็นที่สุดของคดีหรือไม่ หรือมีการรอการลงโทษหรือไม่ก็ตามนั่นเอง

โดย : ประชาไท   วันที่ : 22/1/2551

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
แต๋งแต๋ง วันที่ : 23/01/2008 เวลา : 09.05 น.
http://www.oknation.net/blog/usah
การพัฒนาประเทศเริ่มจากตนเองสู่วงกว้างคือสังคม จากบ้านเรือนสู่ชุมชน  จากชุมชนไปสู่ประเทศชาติ   จากวันนี้สู่วันหน้า เริ่มในบัดดล

ขอเรียนถามอาจารย์ว่า
๑. การถูกลงโทษจำคุกสองปีโดยไม่รอลงอาญาในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกานี้เป็นลหุโทษหรือไม่ครับ ?
๒. เมื่อต้องคำพิพากษาจำคุกในคดีหมิ่นประมาทแล้วถือเป็นลหุโทษหรือไม่ ?
ขอบคุณครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มกราคม 2008 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    



ท่านเชื่อมั่นในการวินิจฉัยคดียุบพรรค ของตุลาการรัฐธรรมนูญชุดนี้ว่าจะเป็นไปอย่างยุติธรรมหรือไม่?
เชื่อมั่น
138 คน
ไม่เชื่อมั่น
17 คน

  โหวต 155 คน