วันศุกร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551
พ.ร.บ.กลาโหมใหม่ : รัฐซ้อนรัฐในการเมืองไทย!
Posted by
DinSor
,
ผู้อ่าน : 382
, 09:39:49 น.
พิมพ์หน้านี้
|
โดย สุรชาติ บำรุงสุข
การก่อการรัฐประหารประสบความสำเร็จอย่างง่ายดายในวันที่ 19 กันยายน 2549 แต่หลังจากนั้นการเมืองไทยก็ประสบปัญหายุ่งยากนานัปการ ซึ่งก็เป็นบทพิสูจน์สัจธรรมประการหนึ่งที่ว่า "การยึดอำนาจรัฐไม่ใช่เรื่องยาก การรักษาอำนาจรัฐไว้ยากกว่า"
เพราะผลพวงจากการรัฐประหารไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นว่า การยึดอำนาจไม่ใช่หนทางของการแก้ปัญหาการเมืองไทยเท่านั้น หากแต่กระทำดังกล่าวมีแต่จะทำให้สถานการณ์ต่างๆ ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และทั้งยังทำให้เศรษฐกิจทรุดตัวลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับการพังทลายของเกียรติภูมิทางการเมืองของประเทศ ที่การรัฐประหารไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าสัญลักษณ์ของความ "ล้าหลังทางการเมือง" ของประเทศไทย
ในขณะเดียวกันก็พบว่า เสียงของการต่อต้านรัฐประหารค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย มีผู้คนหลายๆ ส่วน กล้าแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร
ดังจะเห็นได้ว่าระยะเวลาของการ "ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์" ของรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 นั้น สั้นมากเมื่อเปรียบเทียบกับรัฐประหารในอดีต
ในสภาวะเช่นนี้ นักสังเกตการณ์ทางการเมืองตอบได้โดยไม่ยากนักว่า ในท้ายที่สุดแล้ว การเมืองแบบการเลือกตั้งจะหวนกลับมาอีก เพราะคณะรัฐประหารพร้อมกับรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจไม่ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการบริหารประเทศแต่อย่างใด และทั้งสิ่งที่พวกเขาโฆษณาทางการเมืองไว้ ก็ไม่ได้มีอะไรปรากฏเป็นจริง มากไปกว่าการเข้าสู่การแสวงหาผลประโยชน์ของการเมืองของกลุ่มผู้นำทหารที่ถูกปิดกั้นการเข้าถึง "ความมั่นคั่ง" ในระบบการเมืองเปิดก่อน 19 กันยายน 2549
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงกลายเป็น "ความล้มละลายทางการเมือง" ของกลุ่มทหาร และก็ส่งผลให้ผู้คนหลายๆ ส่วนรวมถึงผู้สนับสนุนรัฐประหารในช่วงต้นต้องหันกลับมายอมรับให้การเมืองในระบอบการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือตัดสินการเป็นผู้บริหารประเทศ แม้ระบบการเลือกตั้งจะมีปัญหาและข้อบกพร่องอยู่ก็ตามที แต่อย่างน้อยก็เป็นระบบที่สามารถตรวจสอบได้
ผู้นำทหารตระหนักดีกว่า ถ้าการเมืองแบบการเลือกตั้งกลับเข้าสู่การเป็นวิถีหลักของประเทศแล้วกองทัพจะต้อง "ถอย" ออกไปจากการเป็นผู้กุมอำนาจทางการเมืองอย่างแน่นอน เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีรัฐบาลใดยอมให้กองทัพดำรงอยู่ในสถานะ "รัฐซ้อนรัฐ" จะมีก็แต่เพียงรัฐบาลที่เกิดขึ้นหลังจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เท่านั้นเอง ที่ปล่อยให้สภาวะดังกล่าวดำรงอยู่ในลักษณะ "อำนาจซ้อนอำนาจ" จนมีคำถามทั้งในประเทศและนอกประเทศว่า ใครเป็นคนที่มีอำนาจจริงในการบริหารประเทศไทยระหว่างประธาน คมช. กับนายกรัฐมนตรี
ไม่ว่าจะตอบอย่างไรก็แล้วแต่ คำถามเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็น "ศูนย์อำนาจคู่" ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพนั่นเอง
แต่ในที่สุดแล้วทุกฝ่ายก็ยอมรับความเป็นจริงที่จะต้องถอยประเทศกลับเข้าสู่การเมืองในระบบเปิดเพราะไม่มีอำนาจคณะรัฐประหารใดในยุคร่วมสมัยดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในสังคมการเมืองไทย
ดังนั้นการเตรียมการของผู้นำทหารเพื่อรองรับต่อการกลับสู่ระบบการเลือกตั้งก็คือ การผลักดันให้รัฐสภาที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารออก "กฎหมายความมั่นคงในราชอาณาจักร" หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า "กฎหมายความมั่นคงภายใน"
กฎหมายเช่นนี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดถึงกระบวนการสร้างอำนาจของทหารให้มีความเป็นสถาบันในการเมืองไทย เพราะไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาลก็จะมีกฎหมายรองรับต่ออำนาจของทหารในการเมืองอยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง
และทั้งยังทำให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) กลายเป็นองค์กรถาวรที่มีอำนาจอย่างเป็นจริง
ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า กฎหมายเช่นนี้ก็คือ "ไม้ค้ำยัน" อำนาจของกองทัพในการเมืองแบบการเลือกตั้งของไทย (ผู้สนใจกับความเห็นในประเด็นเรื่องกฎหมายความมั่นคงภายใน ดูเพิ่มเติมได้จากจุลสารของผู้เขียนเรื่อง กฎหมายความมั่นคงภายใน : รัฐมั่นคง ประชา (ไม่) มั่นคง, 2551)
แต่สิ่งที่ผู้นำกองทัพกังวลอย่างมากอีกเรื่องหนึ่งก็คือ กองทัพในความหมายของหน่วยราชการในสังกัดของกระทรวงกลาโหมจะอยู่อย่างไร เมื่อการเลือกตั้งกลับเข้าเป็นหนทางหลักของประเทศ
พวกเขาตอบง่ายๆ ด้วยการยืมมือของสมาชิกสภา ออกพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม โดยมีสาระสำคัญหนึ่งก็คือ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายทหารในกองทัพ
ผู้นำกองทัพดูจะถนัดในการใช้แนวคิดแบบ "รัฐซ้อนรัฐ" หรือไม่ก็แสดงออกในลักษณะแบบ "ปฏิเสธรัฐ" เพราะมักจะถือเอาว่า กองทัพเสมือนหนึ่งเป็นรัฐ และมีเสรีในการดำเนินการทางการเมืองของตนเอง แนวคิดแบบสุดโต่งเช่นนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของการแทรกแซงทางการเมืองของทหาร จนเชื่อเอาเองว่า กองทัพสามารถจัดการเรื่องราวภายในของตนเองได้อย่างเบ็ดเสร็จโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งรัฐบาล
แนวคิดสุดโต่งเช่นนี้ละเลยหลักการสำคัญ 3 ประการก็คือ
1) กองทัพเป็นเครื่องมือของรัฐบาล กองทัพไม่ได้ดำรงฐานะเป็นเอกเทศจากรัฐบาล และรัฐบาลเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพ
2) รัฐบาลเป็นผู้จัดสรรงบประมาณให้แก่กองทัพในการดำเนินกิจกรรมทางทหารของประเทศเพราะกองทัพเป็นองค์กรราชการหนึ่งของรัฐบาล
3) ในความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ไม่ว่ารัฐบาลจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม รัฐบาลมีฐานะเหนือกองทัพ เช่น หลักการของระบอบประชาธิปไตยคือ การควบคุมโดยพลเรือน หรือหลักการของระบอบคอมมิวนิสต์คือ พรรคคุมปืน (กองทัพ) หลักการของระบอบเผด็จการทหารก็คือ รัฐบาลควบคุมกองทัพ
ถ้าเรายอมรับในหลักการ 3 ประการข้างต้นแล้ว พ.ร.บ.กลาโหมใหม่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าความพยายามในการสถาปนา "อำนาจรัฐซ้อน" ในระบอบการเมืองไทยหรืออาจจะเป็นเสมือน "การลองของ" รัฐบาลใหม่ที่เพิ่งจะเข้ามาบริหารประเทศ เพราะผู้นำทหารตระหนักดีว่า รัฐบาลผสมที่เกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหารมีแต่ความอ่อนแอ อันจะเปิดโอกาสให้กองทัพสามารถดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระในทางการเมืองได้
ดังนั้น พ.ร.บ.กลาโหมใหม่ จึงสะท้อนให้เห็นประเด็นปัญหาสำคัญหนึ่งในการเมืองไทยที่จะต้องคิดกันอย่างจริงจังในอนาคตก็คือ ถ้าจะต้องสร้างประเทศให้เป็นประชาธิปไตย จะสร้างความกรอบสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งกับกองทัพให้เป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร
แต่คงไม่ใช่คำตอบที่บอกว่า การเมืองไทยจะเป็นประชาธิปไตย กองทัพจะต้องดำรงฐานะเป็น "รัฐซ้อนรัฐ" โดยมีอำนาจของตนเองเป็นอิสระจากรัฐบาล!
มติชน วันที่ 08 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 10926
|