• วาทกรรม
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : [email protected]
  • วันที่สร้าง : 2008-07-03
  • จำนวนเรื่อง : 7
  • จำนวนผู้ชม : 63076
  • ส่ง msg :
  • โหวต 6 คน
วาทกรรม
อำนาจ ความรู้ ความจริง เอกลักณ์ ความเป็นอื่น
Permalink : http://www.oknation.net/blog/discourse
วันเสาร์ ที่ 5 กรกฎาคม 2551
Posted by วาทกรรม , ผู้อ่าน : 32523 , 15:49:30 น.  
หมวด : ส่งการบ้านครู

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

ความหมายของ "วาทกรรม"
"วาทกรรม" แปลมาจากคำว่า discourse แนวคิดเรื่องวาทกรรมที่นักวิชาการไทยนำมาเผยแพร่ราว พ.ศ. 2524-2525 นี้เป็นของมิแช็ล ฟูโก้ (Michel Foucault) ซึ่งพยายามเชื่อมโยงเรื่องสำคัญ 3 เรื่องเข้าด้วยกันนั่นคือ ความรู้ อำนาจและความจริง กล่าวโดยรวมๆ ได้ว่าวาทกรรมเป็นการสร้างความรู้ การผลิตความรู้หรือการนิยามความรู้บางอย่างขึ้นมาเพื่อให้มีอำนาจในการกำหนดความจริง

ตัวอย่างเช่นเรื่องของการพัฒนา เรานิยามคำว่า "การพัฒนา" ว่าเป็น "การทำให้ดีขึ้น" แล้วเราก็พยายามจะบอกว่าสภาพที่ดีขึ้นจากการพัฒนาเป็นความจริงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ทำให้คนคิดว่าการพัฒนาย่อมทำให้ดีขึ้นเสมอ ในขณะที่ในความเป็นจริง การพัฒนาอาจจะทำให้เกิดผลกระทบด้านอื่นๆ ด้วยก็ได้ วาทกรรมเรื่องการพัฒนาจึงเป็นการนิยามให้การพัฒนามีความจริงแต่เพียงด้านเดียว

ถ้าหากเรายอมรับคำนิยามนั้นมาและเชื่อว่ามันเป็นจริง เราก็อาจจะคิดว่าเรา "ด้อยพัฒนา" เรา "โง่ จน เจ็บ" อะไรต่างๆ นานา ความคิดนี้เองจะมีอำนาจมาควบคุมตัวเราให้ปฏิบัติไปในแนวทางที่เชื่อว่าการพัฒนาจะทำให้ดีขึ้นเสมอ อันจะทำให้เราเชื่อว่าสิ่งใดก็ตามที่มีคนมาบอกว่าเป็นหรือเกี่ยวข้องกับการพัฒนา เราก็จะเชื่อและปฏิบัติตามโดยมั่นใจว่าสิ่งนั้นจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เราดีขึ้นได้จริงๆ เราจึงยินยอมมอบอำนาจให้รัฐเข้ามาจัดการชีวิตความเป็นอยู่ของเรา อันจะทำให้เกิดความชอบธรรมในการที่รัฐจะทำสิ่งใดต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในชนบท

ย้อนกลับไปดูงานของฟูโก้
ที่มาของแนวคิดเรื่องวาทกรรมในงานของฟูโก้เกิดจากความพยายามที่จะอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมทุนนิยมยุคปัจจุบัน ซึ่งฟูโก้มองว่าการสร้างหลักเหตุผลต่างๆ นานาขึ้นนั้น แท้จริงแล้วมีลักษณะของ "การครอบงำความคิด" เพราะความคิดเหล่านี้มาควบคุมเราและแนวทางปฏิบัติของเรา เช่น การปลูกฝังให้เราขยันหรือมีวินัยโดยอ้างว่าเป็นการสร้างนิสัยที่ดีนั้น จริงๆ แล้วก็คือการเตรียมเราให้เป็นคนงานที่ดีเพื่อให้ระบบทุนนิยมดำรงอยู่ได้ ฟูโก้จึงพยายามขุดลงไปในเบื้องลึกถึงสิ่งที่เรากำลังเชื่อหรือถูกครอบงำอยู่เพื่อให้เห็นว่ามันไม่ใช่ความจริง แต่เป็นการนิยามหรือสร้างความจริงขึ้นมา

เริ่มแรก ฟูโก้ใช้แนวคิดเรื่องวาทกรรมมาวิเคราะห์คำนิยามเกี่ยวกับ "ความบ้า" เพื่อชี้ให้เห็นว่าการที่คนบ้าถูกมองว่าเป็นคนที่แตกต่างจากคนธรรมดานั้นเกิดจากการสร้างนิยามขึ้นมา ซึ่งการสร้างความหมายนี้เกิดขึ้นและทำงานร่วมกับการสร้างสถาบันที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาคนบ้า เมื่อก่อนนั้น คนบ้ากับคนธรรมดาอยู่ร่วมกัน ทำให้เราไม่รู้สึกว่าคนบ้ากับคนธรรมดาต่างกันเท่าใดนัก แต่เมื่อมีสถาบันที่เรียกว่าโรงพยาบาลบ้าเกิดขึ้น ก็ทำให้โรงพยาบาลบ้าเป็นเครื่องมือในการตอกย้ำความหมายของ "ความบ้า" ว่าเป็น "ความจริง"

นอกจากนี้ สถาบันที่เกิดขึ้นยังกินความหมายทั้งในแง่ของการเป็นสถานที่สำหรับให้คนบ้ามาอยู่รวมกันและวิชาการแขนงต่างๆ เช่น วิชาจิตวิเคราะห์ ที่ช่วยกันสร้างเส้นพรมแดนขึ้นเพื่อแยกระหว่างความบ้ากับความไม่บ้า และพรมแดนนี้จะถูกตอกย้ำ ให้นิยามและทำให้เป็นจริงมากขึ้นด้วยวิชาความรู้ ด้วยสถาบันต่างๆ เช่น สถาบันทางวิชาการ สถาบันทางกฎหมาย ซึ่งช่วยกันทำให้เส้นพรมแดนนั้นชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เรื่องต่อมาที่ฟูโก้ศึกษาคือเรื่องการแพทย์ โดยชี้ให้เห็นว่า "หมอ" เป็นคนที่สามารถ (และมีอำนาจ) ชี้ว่าคนนี้ป่วยหรือไม่ป่วย ดังนั้น พอหมอบอกว่าป่วย เราก็คิดว่าป่วยจริงเพราะหมอมีวิชาความรู้ที่จะมาสร้างเส้นแบ่งนี้ได้ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเราเข้าโรงพยาบาล ก็หมายความว่าเรา "ป่วย" ไปเรียบร้อยแล้ว

อีกเรื่องที่ฟูโก้ศึกษาคือเรื่องคนคุกหรือนักโทษ เมื่อเราถูกกฎหมายกำหนดและถูกศาลตัดสินให้เราไปอยู่ในคุก คุกก็จะทำหน้าที่ตอกย้ำความผิดทางกฎหมายหรือความเป็นคนผิดกฎหมายและสร้างเส้นแบ่งระหว่างคนผิดกับคนถูก ทั้งที่จริงๆ แล้ว เราไม่อาจทราบว่าเราผิดหรือถูกกฎหมายอย่างที่เขาบอกจริงๆ ไหม ในงานศึกษาชิ้นนี้ ฟูโก้ใช้คำว่า discipline and punish ซึ่ง discipline ในที่นี้นอกจากจะหมายถึงกฎระเบียบต่างๆ แล้ว ยังหมายถึงสาขาวิชาหรือองค์ความรู้ต่างๆ ที่เข้ามาช่วยกันตอกย้ำความเป็นคนผิดกฎหมายหรือคนคุกด้วย

เรื่องสุดท้ายที่ฟูโก้ศึกษาคือเรื่อง sexuality กล่าวคือคนที่เป็นผู้หญิง ผู้ชาย หรือกะเทยจะถูกสร้างเส้นแบ่งหรือถูกนิยามจากความรู้ทางชีววิทยาและการแพทย์ว่าเพศในลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ต้นแล้ว หลังจากที่มีการสร้างเส้นแบ่ง คนก็จะยอมรับความจริงตามที่เขานิยาม ความจริงที่เขานิยามนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่มีอำนาจมาจำกัดหรือควบคุมตัวเราให้ปฏิบัติไปตามที่เราเชื่อว่าเป็นจริง นั่นคือพอเรายอมรับ เราก็จะถูกกำหนดโดยนิยามนั้นทันที

ตัวอย่างของการนำแนวคิดเรื่อง "วาทกรรม" มาศึกษาสังคมไทย
ขอยกตัวอย่างคำนิยามของคำว่า "ป่า" ซึ่งมีความพยายามจะบอกว่าป่าคือธรรมชาติที่มีมาก่อนดั้งเดิม และพยายามจะเผยแพร่ความหมายนี้ออกไปจนทำให้เราคิดว่าคนที่อาศัยอยู่ในป่าแต่เดิมนั้น ไม่ควรจะอยู่อีกต่อไป เนื่องจากป่ามีมาก่อนที่จะมีคนอยู่ การนิยามแบบนี้ทำให้คนรู้สึกว่าการอยู่ในป่าเป็นสิ่งที่ผิด

ในขณะเดียวกัน ก็มีความพยายามที่จะตอบโต้จากคนที่อยู่ในป่าว่าคนอยู่ในป่าได้ถ้ามีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับการรักษาป่า จากกรณีนี้ เราจะพบว่าการศึกษาเรื่องวาทกรรมนั้นมิได้มุ่งศึกษาเฉพาะเรื่องของวาทกรรมที่ครอบงำอยู่แต่เพียงด้านเดียวเท่านั้น หากยังศึกษาเรื่องของการตอบโต้ทางวาทกรรมด้วย ซึ่งการตอบโต้นี้มีได้หลายรูปแบบ

การศึกษาเรื่องวาทกรรมจึงมีทั้งการศึกษาเรื่องของกระบวนการการครอบงำความคิดและเรื่องของกลยุทธ์และความพยายามในการ "ช่วงชิงความหมาย" ว่าใครจะมีกลวิธีอย่างไรในการ (แย่งกัน) กำหนดนิยามให้เรื่องต่างๆ และทำอย่างไรให้นิยามนั้นเป็นที่ยอมรับของคนอื่น

ประโยชน์ของแนวคิดเรื่องวาทกรรม
ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดน่าจะเป็นการช่วยให้เราได้ "เปิดมุมมอง" และตระหนักว่าสิ่งที่เรา (เคย) เชื่อว่าเป็นความจริงนั้น ที่แท้ กลับเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา อย่างเช่น วาทกรรมเรื่องการพัฒนา วาทกรรมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือแม้กระทั่งวาทกรรมที่ว่าด้วยความเป็นไทยในกระแสหลัก วาทกรรมเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำให้ผู้สร้างมี "อำนาจ" ในการกระทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างชอบธรรม อย่างเช่น เมื่อเรานิยามว่าผู้ที่ติดยาบ้าคือคนไม่ดี แม้เราฆ่าตายไป เราก็ไม่ผิด เช่นเดียวกับเมื่อก่อนที่มีการนิยามว่าคนที่เชื่อถือในแนวคิดคอมมิวนิสต์คือคนไม่ดี การฆ่าคนเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ผิด (อย่างที่มีพระผู้ใหญ่เทศน์ออกวิทยุว่าเปรียบเสมือนการฆ่าปลาถวายพระ การฆ่าคนที่เป็น "คอมมิวนิสต์" จึงไม่บาป)

เมื่อนิยามหรือแนวคิดนี้แพร่หลายไปจนเป็นที่ยอมรับ หลายคนก็จะไม่ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น โดยวาทกรรมนั้นจะทำหน้าที่ปิดหูปิดตา ไม่ให้เรามองลึกลงไปถึงความเป็นจริงหรือแง่มุมอื่นๆ ของสิ่งที่เกิดขึ้นเลย ทั้งที่เราอาจพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสามารถมีหลายด้านและสามารถมองได้จากหลายแง่มุม มิได้เป็นความจริงเพียงอย่างเดียวและไม่ได้มีความจริงเพียงด้านเดียว

การศึกษาเรื่องวาทกรรมจึงช่วยให้เรามองเห็นและตระหนักว่าเรื่องต่างๆ มีหลายด้าน ความเป็นจริงในเรื่องเดียวกันนั้นมีหลากหลาย ซึ่งตรงกันข้ามกับผู้สร้างวาทกรรมครอบงำที่พยายามจะบอกว่านิยามที่เขากำหนดหรือสร้างขึ้นนั้นเป็นสากล สามารถใช้ได้กับทุกกรณีและเป็นความจริงแท้เพียงอย่างเดียว

http://www5.sac.or.th/downtoearthsocsc/modules.php?name=News&file=article&sid=57




อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
แม่มด วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 18.04 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/deardog

แหะ...แหะ...อ่านแล้วยังมึนๆอยู่เลยค่ะ...
เดี๋ยวมาอ่านอีกรอบ

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
pimahn วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 15.13 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/pimahn
http://www.oknation.net/blog/pimahn2

อ่านแล้วงง
ใครหนอจะมีอำนาจในการกำหนดความจริง
ความจริงสูงสุด คือ สัจธรรม ครับผม
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามกาลเวลา

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
เคียงดิน วันที่ : 06/07/2008 เวลา : 12.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/keangdin
รั ก แ ค่ ว า ท ก ร ร ม  อำ พ  ร า ง

ขอบคุณ คุณวาทกรรม
ที่กรุณานำงานมาเผยแพร่ ตอนแรกก็นึกว่าเป็นงานเขียนของคุณ อ่านไปๆ รู้สึกสำนวนคล้ายๆอาจารย์อานันท์ ผสมผเสงานอาจารย์ธงชัย
จึงได้ ตามลิงค์ที่คุณยื่นมา จึงได้พบความกระจ่าง
จึงขอบคุณคุณอีกครั้งที่นำความรู้มาหยิบยื่นถึงนี่
อย่างน้อยคุณก็ช่วยย่อยการอ่าน จากเล่มที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหามาทำให้รู้สึกค่อยๆๆอ่านไป(เพราะเป็นนักเรียนขี้เกียจค่ะ)

อย่างไรก็ตาม ดิฉันว่าหากคุณจะช่วยย่อยทฤษฎีของ
เกียร์ซ หรือคลิฟฟอร์ด เกียร์ซ ในเรื่องความจริงชุดหนึ่ง และ/หรือ การให้ความหมาย วัฒนธรรมคือความหมาย
ก็จะขอบคุณมาก

เพราะดิฉันเองก็มองเห็นว่าเพียงแนวคิดเดียวของฟูโก้ มันไม่มีพลังในการอธิบายปรากฎการณ์ต่างๆของสังคมได้มากพอ

มิเช่นนั้น มันจะกลายเป็นว่า วาทกรรมทำงานซ้อนวาทกรรมอีกชั้นหนึ่ง

อวิชชา ทั้งหลาย ก็ไม่รู้ว่า มันจะแก้ไขอะไรได้บ้าง แต่ดิฉันก็ยังอยากจะเรียนรู้อยู่ดี (อายจัง )

แล้วจะกลับมาอ่านอีกค่ะ/เก้า

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
lovecondo3 วันที่ : 05/07/2008 เวลา : 20.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/lovecondo3
ขอให้ทุกรูปภาพทุกเรื่องราวเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอดความรู้สู่สังคมไทย

แวะมาชมครับ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

คุณเห็นด้วยหรือไม่ กับการปิดบังอะไรเก็ได้พื่อให้เกิดประโยชน์
เห็นด้วย
4 คน
ไม่เห็นด้วย
7 คน

  โหวต 11 คน