พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้ ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ.2475 ซึ่งถือเป็นการนำประเทศเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างเป็นทางการ นั่นคือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ได้เข้ามาแทนที่การปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คณะราษฎร คือกลุ่มบุคคลที่ดำเนินการเพื่อนำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศสยามในขณะนั้น เราจะเรียกการดำเนินการของคณะราษฎรในครั้งนั้นว่าอย่างไรก็ตาม การปฏิวัติสยาม ยึดพระราชอำนาจจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 เปลี่ยนแปลงการปกครอง ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไร ที่สำคัญเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้ส่งผลต่อความเป็นมาประเทศของเราตราบจนวันนี้ ผมพยายามที่จะลำดับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ให้คุณผู้ฟังได้พอนึกภาพออกโดยสังเขปครับ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะความพยายามที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากผลกระทบของสงครามโลกครั้งที่ 1 แน่นอน...บางประเทศเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการพลิกฟ้าคว่ำดิน เพื่อจะนำพาประชาชนในประเทศของตัวเองพ้นวิกฤตเศรษฐกิจ ภายใต้อุดมการณ์ของคนรุ่นใหม่ หลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันกลุ่มบุคคลซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกันจากประเทศเล็กๆประเทศหนึ่ง ก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นเพื่อรอวันปฏิบัติการเช่นเดียวกัน นักเรียนและนักเรียนทหารจากประเทศสยามที่ศึกษาและทำงานอยู่ในทวีปยุโรป ได้รวมตัวกัน และเรียกตัวเองว่า คณะราษฎร โดยได้ร่างปฏิญญาร่วมกัน 6 ประการ คือ 1.จะต้องรักษาความเป็นเอกราชทั้งหลาย เช่น เอกราชในบ้านเมือง ในทางศาล ในทางเศรษฐกิจของประเทศไว้ให้มั่นคง 2.จะรักษาความปลอดภัยในประเทศ ให้การประทุษร้ายต่อกันลดน้อยลงให้มาก 3.จะต้องบำรุงความสมบูรณ์ของราษฎรในทางเศรษฐกิจไทย รัฐบาลใหม่ จะพยายามหางานให้ราษฎรทำโดยเต็มความสามารถ จะร่างโครงการเศรษฐกิจแห่งชาติ ไม่ปล่อยให้ราษฎรอดอยาก 4.จะต้องให้ราษฎรได้มีสิทธิเสมอภาคกัน 5.จะต้องให้ราษฎรได้มีเสรีภาพ มีความเป็นอิสสระ เมื่อเสรีภาพนี้ไม่ขัดต่อหลัก 4 ประการ ดังกล่าวแล้วข้างต้น 6.จะต้องให้มีการศึกษาอย่างเต็มที่แก่ราษฎร สมาชิกทั้ง 102 คน ได้แบ่งเป็นสายต่างๆ คือ สายพลเรือน นำโดย หลวงประดิษฐ์มนูธรรม (ปรีดี พนมยงค์) สายทหารเรือ นำโดย น.ต. หลวงสินธุสงครามชัย สายทหารบกชั้นยศน้อย นำโดย พ.ต. หลวงพิบูลสงคราม และสายนายทหารชั้นยศสูง นำโดย พ.อ. พระยาพหลพลพยุหเสนา
อันที่จริงในประเทศสยามนั้น พระราชปณิธาณในการที่จะพระราชทานประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน ได้มีมาแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 และมีการเตรียมการมาแต่ครั้งนั้น แต่...ความพร้อมของประเทศยังมีไม่พอ เพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้น ต้องมีพื้นฐานที่สำคัญคือ การศึกษาของประชาชน จึงเห็นได้ว่า ล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงเลือกที่จะพัฒนาการศึกษาของชาติเป็นอันดับแรก พระราชปณิธานนี้ได้สืบทอดต่อมาจนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์ทรงมีพระราชปรารภเรื่องพระราชทานรัฐธรรมนูญ กับคณะอภิรัฐมนตรีและพระบรมวงศานุวงศ์ หลายครั้ง แต่ก็ถูกทัดทาน ด้วยสถานการณ์ในขณะนั้นยังไม่ความพร้อมที่เพียงพอ โดยเฉพาะการศึกษาของประชาชน ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่กำลังตกต่ำอย่างหนักอันเนื่องมาจากภาวะหลังสงครามโลกนั่นเอง คณะราษฎรได้ประชุมวางแผนการปฏิวัติสยาม พ.ศ. 2475 โดยมีเป้าหมายควบคุมสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ในขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน 24 มิถุนายน คณะราษฎร ได้ใช้กลลวง นำทหารบกและทหารเรือมารวมตัวกันบริเวณรอบ พระที่นั่งอนันตสมาคม ประมาณ 2,000 คน ตั้งแต่เวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยอ้างว่าเป็นการสวนสนาม จากนั้นนายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา ได้อ่าน ประกาศคณะราษฎร ฉบับที่ ๑ ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า เสมือน ประกาศยึดอำนาจการปกครอง ซึ่งประกาศดังกล่าวก็คือ ปฏิญญา 6 ประการ ของคณะราษฎรนั่นเอง หลักฐานประวัติศาสตร์ในเหตุการณ์ครั้งนี้ เป็นหมุดทองเหลือง ฝังอยู่กับพื้นถนน บนลานพระบรมรูปทรงม้า ด้านสนามเสือป่า จารึกข้อความว่า "...ณ ที่นี้ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎร ได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ เพื่อความเจริญของชาติ" พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ลงพระปรมาภิไธยในธรรมนูญการปกครองประเทศ โดยทรงเพิ่มคำว่า "ชั่วคราว" ต่อท้ายธรรมนูญการปกครองฯ ซึ่งร่างโดย นายปรีดี พนมยงค์ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม มีกการประชุม สภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกตามธรรมนูญการปกครองฯ ชั่วคราว มีจำนวน 70 คน โดยแต่งตั้งจากคณะราษฎร 31 คน และจากข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในระบอบเดิม 39 คน ทำการเลือก พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นประธานกรรมการราษฎร หรือ นายกรัฐมนตรี คนแรกของประเทศไทย และมีนายปรีดี เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรคนแรกของสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 ได้เสด็จออกประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ณ พระที่นั่ง อนันตสมาคม ซึ่งโปรดเกล้าให้จัดเป็นที่ประชุมรัฐสภา ได้ทรงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชทานเป็นกฎหมายสูงสุด เพื่อเป็นหลักในการปกครองประเทศ จึงได้ถือเป็นวันที่ระลึกสำคัญของชาติ เพื่อระลึกถึงวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญ "ฉบับแรกอันเป็นฉบับถาวร" ให้แก่ปวงชนชาวไทย เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ซึ่งมีพระราชดำรัสในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญดังนี้ คุณผู้ฟังครับ ภายหลังที่พระองค์ได้พระราชทานรัฐธรรมนูญ ทรงโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะบุคคลในรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ ก็ทรงสละราชสมบัติในอีก 2 ปีต่อมา ด้วยความเสียสละ และมุ่งมั่นที่จะเห็นประเทศเดินหน้าสู่ความเจริญรุ่งเรืองเทียบนานาอารยะประเทศอย่างแท้จริง 75 ปี ผ่านมา เรามีรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ นายกรัฐมนตรี 24 คน รัฐบาลอีกนับไม่ถ้วน เรา...ได้อะไรจากประชาธิปไตย ที่เรียกร้อง ขอพระราชทานจากล้นเกล้าฯผู้ทรงเสียสละ เรา...เลือกที่จะเดินด้วยตัวของพวกเราเอง ด้วยประชาธิปไตยตามแบบที่เราเป็นอยู่ เรา...เคยเห็น และเคยยอมรับ ให้ผู้ที่เราเลือกไปเป็นตัวแทนของเราเพื่อบริหารบ้านเมืองตามระบอบประชาธิปไตย กระทำย่ำยีต่อบ้านเมือง กอบโกยผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้อง เพียงเพราะเห็นแก่เศษเสี้ยวกากเดนของผลประโยชน์ที่โยนมาให้เราได้เสพ เรา...เลือกที่จะเรียกร้องเอาประชาธิปไตยของเราคืนในยามที่มีใครฉกฉวยไปจากเราเพื่ออะไร เรา...ได้คืนมาแล้ว ผ่านการลงประชามติ รัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 สิงหาคม 2550 หลังจากที่เราต้องหยุดชะงักไปเพราะเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 อันเนื่องจากการเข้ามาแก้วิกฤตรัฐธรรมนูญ ของ คปค. เรา...กำลังจะใช้ประธิปไตยนำทางประเทศเรา ด้วยการเลือกตั้งคณะบุคคลผู้ทำหน้าที่แทนเราในการบริหารบ้านเมือง 23 ธันวาคม 2550 แม้ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ก็เป็นสิ่งที่จะบอกพวกเราว่า ความเสียสละของพระมหากษัตริย์พระองค์หนึ่ง เพียงเพื่อให้พวกเราช่วยกันนำพาประเทศก้าวเดินไปสู่ความเจริญ ตามวิถีทางแห่งประชาธิปไตย จะเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่และมีคุณค่าสมดังพระราชประสงค์ หรือ...เป็นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของประวัติศาสตร์ที่รอวันถูกลืม... และเลือนไปพร้อมกับการล่มสลายของประเทศชาติ เพียงเพราะการยอมรับนับถือให้คนคดโกงประเทศชาติ มาทำร้ายทำลายบ้านเมืองผ่านการเลือกตั้ง หมายเหตุ : คุณSydneychocolatier ที่ได้กรุณาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ".....พระราชปรารภดังที่คุณกล่าวมา เป็นตอนท้ายของความในโทรเลขทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ ครับ มิใช่เป็นพระราชดำรัสในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ แต่อย่างใด"
|
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||