วันเสาร์ ที่ 8 กันยายน 2550
การเลือกหมอ เพื่อรักษาหมอ (ตามความคิดของหมอ )
Posted by
หมอสัจจะ
,
ผู้อ่าน : 210
, 07:14:01 น.
| หมวดหมู่ :
อยากเขียนให้อ่าน
พิมพ์หน้านี้
|
จากที่ได้นั่งคิดทบทวนเพื่อจะทำอะไรกับชีวิตที่เหลืออยู่อีกครึ่งทางที่ต้องเดินต่อไป เรื่องการดูแลตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ โดยผู้อื่นเมื่อ ไม่สบาย ขนาดต้องเข้าไปตรวจรักษาด้วยแพทย์ 1 ให้พาไปหาหมอที่ใก้ลที่สุด ถ้าต้องการปฐมพยาบาลขั้นต้น เช่นอุบัติเหตุถึง หมดสติ หรือร้ายแรง หรือเสียเลือดมาก หรือหายใจไม่สดวก หรือเจ็บอก หรือเสียน้ำมาก เพราะท้องเสีย จนมีอาการเหงื่อกาฬแตก หน้าซีด ใจสั่น ทำท่าจะเป็นลม หรือชีอค ด้วยอาการที่ต้องการการดูแลขั้นต้นอย่างรวดเร็ว ไม่ควรเลือกแพทย์ หรือโรงพยาบาล หรือคลีนิคที่อยู่ไกล (แม้ว่าจะไม่ชอบหน้าหมอคนนั้น เพราะจรรยาแพทย์ จะต้องช่วยผู้ป่วยแม้ว่าคนนั้นจะเคยขู่จะฆ่า มาก่อน )( เคยช่วยคนไข้ที่เขาเคยขู่ฆ่าผมมาแล้ว แต่เขามาถุกดักยิงเข้าปอด แล้วถูกพามาหา เลยช่วยเจาะปอดเป็นการด่วนที่ต้องทำก่อนส่งต่อให้โรงพยาบาลจังหวัด ดุแลเรื่องบาดแผลที่ถุกยิงโดนอวัยวะภายในต่อไป (รอดตาย รพจ บอกว่าดีนะที่ได้เจาะปอดช่วยหายใจมาก่อน ไม่งั้นเลือดตกในหายใจไม่ได้ตายกลางทางแน่ ) เรื่องไม่ชอบหน้าคนไข้เพราะเขาเคยไม่ดีกับหมอมาก่อน หมอก็ต้องเก็บไว้ก่อน ตามจรรยาแพทย์ ก็ช่วยเขาไปแฉกเช่นที่ควรจะช่วยเหมือนคนไข้ทั่วไป ) 2 ถ้าอาการปานกลางยังมีสติ ยังเดินทางได้ ก็นั่งปรึกษาหารือกันก่อนกับญาติพี่น้อง ประเมินอาการขั้นแรกก่อนว่าเป็นอะไร ตามที่เคยพอรู้มา แล้วจะต้องรักษามีการผ่าตัดไหม และใช้เวลามากไหม เพราะต้องคำนวณค่าใช้จ่าย และระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาลด้วย ถ้าต้องไปไกลแน่นอนก็ได้ตัดสินใจไปไกลเลยทีเดียว หรือไปใก้ลๆๆก่อน แล้วได้อาศัยการช่วยเหลือของแพทย์ที่อยู่ใก้ลจัดการส่งตัวต่อไปเองจะดีกว่าเราไปเอง เพราะเขามีเส้นทางอยู่แล้ว ก็ต้องเลือกเอา แต่สำหรับผม ไม่มีพ่อแม่ที่เป็นข้าราชการ ไม่มีลุกที่เป็นข้าราชการ ผมไม่รับราชการแล้ว จึงได้เป็นราษฏร์เต็มขั้น ได้รับบัตรทอง สามสิบบาทรักษาทุกโรค ก็ต้องทำตามกติกา ไม่สบายไปโรงพยาบาลอำเภอที่เลือกไว้ใก้ลที่สุดก่อนเสมอ ไม่ว่าอาการเบาหรือหนัก แล้วถ้าต้องไปต่อโรงพยาบาลอำเภอจะจัดการส่งต่อไปเองจึงจะได้สิทธิตามบัตรนั้น แต่มีข้อยกเว้น เพราะมีเพื่อนแพทย์ โรงพยาบาลอำเภอรุ่นที่มาใก้ลๆๆกันได้ลาออกไปตั้งโรงพยาบาลเอกชน ก้เลยส่งคนไข้ที่อยากไปโรงพยาบาลเอกชนไปให้เสมอ เคยพาพระไปตรวจเอ็ม อาร์ ไอ โรงพยาบลเอกชนที่หาดใหญ่ เขามาถามว่า จะรับ doctor fee เลยไหม (ค่าหมอที่นำคนไข้ไปส่งให้ ไม่ได้ถามว่ากี่บาท แต่ลูกศิษย์ พระที่ไปจ่ายตังว่าได้ส่วนลด 20เปอร์เซนต์ และค่านำส่งของหมอไม่เอาอีก2000ด้วย) เคยให้เพื่อนโรงพยาบาลเอกชนนั้นติดต่อหมอศัลยกรรมตกแต่งให้ถามราคาค่าผ่าตัดหนังตาที่มากเกินจนชั้นที่สองตกลงมาโดนขนตา เวลาทำงานถ้าเหงื่อออกจะแสบตา ว่าคิดค่าทำอย่างไร เขาติดต่อหมอศัลยกรรมตกแต่งรุ่นน้องเพิ่งจบใหม่ที่ไปตรวจรักษาคนไข้ที่เขาให้ทราบว่าค่าผ่าตัดข้างละ5000บาท ก็ตกลงให้เขานัดทำให้ พอหาจังหวะว่างได้ก้ไปทำ ไม่ต้องนอนค้างกลับได้เลย น้องคนนั้น ไม่ขอรับค่าผ่าตัด (เพราะว่าเป็นแพทยืด้วยกัน ) รพ ก้ไม่ขอรับค่าใช้จ่ายห้องผ่าตัด (เพราะว่าเป็นแพทยืด้วยกัน แล้วส่งคนไข้ให้เขามาเยอะแล้ว ขอแค่ค่านางพยาบาลผู้ช่วยผ่าตัด 1000บาท ) มีเคล็ดไม่ลับ เวลาที่เข้าโรงพยาบาลผิด เป็นโรงพยาบาลเอกชน แล้วเป็นโรงที่ต้องรักษาตัวนาน หรือต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค ที่มักจะอยู่ที่โรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์ แล้วไม่รู้จะอ้างกับแพทย์ โรงพยาบาลเอกชนอย่างไร แกล้งบอกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ถามค่ารักษาพยาบาล ที่ต้องจ่าย ว่าเท่าไร พอได้ยอดค่าใช้จ่ายมา ก็ลองปรึกษาเขาว่าเงินหมดแล้วต่อไปจะทำไงดี รับรองว่าเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะมาถามทันทีว่า จะให้ช่วยพาคนไข้ไปส่งที่ไหนไหม ที่จะได้มีค่ารักษาเพียงพอที่จะจ่าย ถึงตอนนั้นคุรก็จะพาคนไข้ไปหาหมอที่ไหนต่อก็ได้แล้ว เขาจะไม่ดึงคนไข้ไว้แล้วละ เรื่องคนไข้ไม่มีเงินเป็นปัญหาโลกแตกของทุกโรงพยาบาลเอกชน ที่ต้องจัดการปัญหานี้เสมอ เพราะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับเขาต้องทานและใช้จ่าย เหมือนกัน หวังว่าปัญหานี้คงทำให้ท่านผู้อ่านได้มีทางออกไม่ต้อง ไปปวดหัวกับ เรื่องว่าโรงพยาบาลเอกชน ทำไมต้องเก็บตัง 3 การเจ็บไข้ที่เลือกได้ เช่นการเสริมสวย การตรวจเชคเพราะสงสัย ทั้งที่ยังไม่ได้เจ็บป่วย หรือโรคเฉพาะทาง ที่ต้องอาศัยหมอเฉพาะทางเช่น ตา หรือโรคผิวหนัง ก้ต้องเลือกให้เหมาะกับโรคหรือสิ่งที่ต้องการจริงๆๆ ไม่ใช่แพทย์ทั่วไป อย่าลืมว่าฉุกเฉิน ต้องเลือกข้อหนึ่งนะครับไม่ว่าโรคอะไร แล้วนึกอะไรไม่ออก ก้เบอร์โทรผมในกระเป๋าสตังต์ คุณไงครับ หมอสัจจะ
|