| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||
พิมพ์หน้านี้
|
สองชายหนุ่มคนเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กันตามทางน้อยสายหนึ่ง หนึ่งสูงโปร่ง สวมชุดนักศึกษา อีกหนึ่งรูปร่างอ่วมกว่า แต่ส่วนสูงใกล้เคียงกัน อยู่ในเครื่องแบบนักศึกษาเช่นกัน ทั้งคู่ดูลุกลี้ลุกล้นคลายกำลังหนีอะไรมาหรือไม่ก็กลัวอะไรสักอย่าง ไม่มีการพูดคุย ทั้งคู่ต้องการเดินทางให้พ้นชายป่าข้างหน้าให้เร็วที่สุด แต่นั้นก็สายเสียแล้ว! เมื่อชายสี่ห้าคนวิ่งปราดออกมาจากข้างทางล้อมทั้งคู่เอาไว้ ทั้งหมดคุมหน้า! มึงสองคนนี่มันหาที่ตายชัดๆ เสียงห้วนๆ ของคนตัวโตที่อยู่ด้านหลังพูด กูเคยเตือนแล้วใช่ไหม ว่าอย่ามายุ่ง แต่สงสัยพวกมึงคงฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง ไอ้เหี้ย จะฆ่ามึงก็ฆ่า ไม่ต้องมาสั่งสอน กูไม่กลัวพวกมึงหรอก หนุ่มร่างสูงโปร่งตะคอกใส่ คำพูดนี้เสียดแทงใจชายคุมหน้ายิ่งนัก มันตรงปรี่เข้าหาพร้อมกับวัตถุสะท้อนแสงสีขาวยาวเกือบสองฟุต มันตวัดฉับ ร่างหนึ่งทรุดลงกับพื้น ปลายวัตถุสีขาวปรากฏหยดน้ำสีแดง สั่งสอนมัน ชายคนเดิมตะโกนสั่ง สิ้นเสียงการรุ่มทุบตีสองหนุ่มก็เกิดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง คลายดังตัวเหี้ยกำลังแย่งกันฉีกซากร่างนกน้อย เสียงร้องโหยหวนของทั้งคู่ดังก้องไปทั่วป่า แต่ใครล่ะจะกล้าพอที่จะเสียงชีวิตเข้ามาช่วยพวกเขา --------------------------------------------------------------------------------------------------- เสียงร้องเงียบลง ทั้งป่าสงัด ชายคุ้มหน้าทั้งห้าหายไปแล้ว ทิ้งสองร่างที่หอบหายใจอย่างโรยรินไว้กลางทาง เนินนานให้หลังอีกนับชั่วโมงถึงจะมีคนมาพบ แล้วพาพวกเขาไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล นาทีเป็นตายของชีวิต เมื่อทั้งสองถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉิน มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งจับกลุ่มคุยกันถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เฮ้อ คิดแล้วว่าต้องลงเอยแบบนี้ คุณลุงวัยห้าสิบกว่าทอดถอนใจ ไอ้พวกนี้มันใจบาปจริงๆ ชายกลางคนพูด พวกเขาจะเป็นอะไรไหมเนี้ย น้าผู้หญิงพูดอย่างห่วงใย ระหว่างนั้นมีกลุ่มชาวบ้านอีกกลุ่มวิ่งเข้ามาสมทบ ไอ้นันท์ เป็นไงบ้าง เสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจและห่วงใยดุจชีวิตของมารดา กล่าวขึ้นทันทีเมื่อย่างเท้าเข้ามา ยังไม่รู้จ๊ะยายลา หมอเพิ่งจะพาเข้าไปเมื่อกี้นี้เอง น้าผู้หญิงบอก แม่บอกแก่แล้วว่าอย่างไปยุ่งกับมัน ทำไมไม่ฟังบ้างน่ะ ฮือๆ ยายลารำพึงรำพังพราง ร้องไห้พราง ให้หลังสิบกว่านาที ประตูห้องฉุกเฉินเปิดออก ทุกคนต่างกรูกันเพื่อที่เข้าไป แต่หมอห้ามไว้ แล้วเรียกหาญาติของผู้ป่วย มีญาติของคนไข้อยู่ไหมครับ มี..มี..ฉันเอง เสียงยายลา ตอบขึ้นทันควัน หมอพายายลาเดินเข้าไปข้างในพร้อมกับชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่ง จากนั้นเพียงอีดใจเดียวเสียงร้องไห้ของยายลาก็ดังระงมมาจากข้างในห้อง ไม่เพียงยายลาเท่านั้นที่ต้องน้ำตาไหลในวันนั้น ชาวบ้านที่เฝ้ารอด้านหน้าห้องฉุกเฉินก็รำไห้เช่นกัน! --------------------------------------------------------------------------------------------------- ตะวันใกล้ลับขอบฟ้า วิวทิวทัศน์บนสั้นเขื่อนขนาดใหญ่ของประเทศช่างสวยงามยิ่งนัก แต่ใครจะรู้ว่า ความงดงามที่เห็นนี้แปดเปื้อนไปด้วยคราบเลือดและหยาดน้ำตาของชานบ้าน ที่ไม่มีความผิด! วันนี้ครบรอบแปดปีของการสูญเสีย นันท์ นักอนุรักษ์ไร้ชื่อ คนที่ต้องการใช้วิถีชีวิตอย่างเรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติ ดูแลยายลาที่แก่ชราลงทุกวัน เอก ผู้ร่วมชะตากรรมในวันนั้นมีชีวิตรอดดุจปาฏิหาริย์ เขาไม่ได้กลับมายังสถานที่แห่งนี้อีกเลย เขาหลบใช้ชีวิตอย่างเงียบที่ในภาคใต้ มีครอบครัว และมีชมรมอนุรักษ์ป่าชายเลนในชุมชนเล็กๆ แห่งหนึ่ง เอกเคยกล่าวกับคนใกล้ชิดว่า จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เขายังคงจดจำใบหน้าของเหล่าวายร้ายเหล่านั้นได้ดี แม้ว่าจะมีผ้าคุ้มปิดหน้าไว้ก็ตาม เพราะเขาพวกนั้น แท้จริงก็คือคนที่เราเรียกว่า ส.ส.บ้าง ส.ว.บ้าง นั่งปั้นหน้าแต่งเรื่องชวนเชื่ออยู่ในสภา พวกเขาไม่ได้รับใช้ชาวบ้านเช่นเรา เขารับใช้นายทุน ป่าชายเลนพวกนี้ เอกพูดพรางชี้นิ้วไปตามแนวป่าชายเลนที่ยังอุดมสมบูรณ์ ผมรู้ว่าพวกเขาต้องการ ไม่ใช่อนุรักษ์น่ะ แต่จะเอาไปทำท่าเรื่อน้ำลึก เพื่อรองรับไอ้อุตสาหกรรมอุบาท หยุดมองไปรอบๆ อย่างรักและมีความสุข ผมยินดีตาย เพื่อจะรักษามันไว้ --------------------------------------------------------------------------------------------------- การตายของ นันท์ ไม่สามารถหยุดยั้งการสร้างเขื่อนเพื่อรองรับสิ่งที่นักการเมืองเรียกว่าการพัฒนาได้ แล้วถ้าจะต้องสูญเสีย เอก ไปอีกคนนักการเมืองคงมองว่าเป็นเรื่องที่คุ้มแสนคุ้มกับการก่อเกิดอุตสาหกรรมแสนล้าน แล้วบ้างคนก็จะมีโอกาสเดินเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวแนวใหม่ ที่สร้างจากปูนและเศษเหล็ก
**เรื่องราวทั้งหมดแต่งขึ้นจากจินตนาการ |