พิมพ์หน้านี้
|
ดังนั้นผมจึงพยายามวางโครงเรื่อง นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นแล้วดำเนิน ผ่านกาลเวลาโดยใช้จุดของศาสนาในสายที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว เป็นสะพานเชื่อมต่ออดีตเข้าด้วยกันเพื่อเดินกลับมาสู่ปัจจุบัน เพื่อมิให้ผู้อ่านสงสัยหรือขาดตอนในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ตั้งแต่การกำเนิดความเชื่อนี้ที่สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้ ผมยอมรับความจริงว่า ในปัจจุบันนี้ ใครๆก็ชอบอ่านอะไรที่สั้นและรวบรัด เฉพาะเจาะจงตรงเป้าหมาย ซึ่งผู้ที่เป็นนักเขียนทุกคนในปัจจุบันนี้ตระหนักดี หลายคนทำได้ดีและเป็นงานที่ขายดี ผมเองก็เป็นผู้บริโภคงานเหล่านั้นเช่นกัน แต่งานชิ้นนี้ของผม ผมพยายามที่จะไม่คิดในสิ่งเหล่านั้น สิ่งที่ผมให้ความสำคัญก็คือ การให้ข้อมูลที่ผู้อ่านทุกความเชื่อ หรือแนวความคิดที่แตกต่างกัน สามารถเชื่อมต่อเรื่องราวโดยรวม กับพื้นฐานที่แตกต่างกันเพื่ออุดช่องว่างที่เคยขาดหายไปเมื่ออ่านหนังสือที่มุ่งเจาะประเด็นหรือเป้าหมายที่ผู้เขียนต้องการสื่อ ซึ่งบางครั้งนักเขียนจำต้องรวบรัดบางช่วงเพื่อเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมจึงเขียนโดยมุ่งประเด็นไปที่ความต่อเนื่องจนบางครั้งผมก็ลืมคำว่ารวบรัด.....ผมขอยอมรับครับ และถ้าคุณคิดว่าเรื่องหลายเรื่องที่มันเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นการก่อการร้าย สงครามศาสนา ความขัดแย้งกันในด้านความเชื่อและการเมืองการปกครอง ฯลฯ มันคือผลของปลายเหตุที่เกิดขึ้นละก็ หนังสือเล่มนี้จะพาคุณย้อนกลับไปดูต้นเหตุของเรื่องราวทั้งหมดโดยลำดับ อย่างเป็นขั้นตอน แล้วเหตุผลก็จะถูกนำมารวบรวมโดยตัวคุณเอง โดยที่ผมเป็นเพียงคนที่มาจัดวางเรียงลำดับข้อมูลให้คุณเท่านั้น และผมก็จะพยายามอยู่หางจากการตัดสินใจและความเชื่อของคุณเสมอ หนังสือเรื่องจดหมายถึงน้องนี้ จะกล่าวถึงความเชื่อแบตะวันออกกลาง เป็นเรื่องของกลุ่มที่เชื่อเรื่องพระเจ้าองค์เดียวและวันพิพากษาหลังจากวันสิ้นโลกเป็นหลัก โดยจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับความเชื่อในแบบอินเดียหรือจีนซึ่งเป็นความเชื่อส่วนใหญ่ของคนไทย พระคัมภีร์ที่ผมยกมาเป็นแกนหลักในหนังสือก็คือ พระคัมภีร์เดิม(โตราห์,เตารอต)ซึ่งชาวยิวนับถือกัน พระคัมภีร์ใหม่ ซึ่งชาวคริส์ตใช้ควบคู่กับพระคัมภีร์เดิม และพระคัมภีร์ อัลกุรอาน ที่อิสลามใช้ ทั้งสามคัมภีร์นี้แต่ละศาสนาต่างก็ว่า พระคัมภีร์ของตนนั้นมาจากพระเจ้า ผู้ทรงสร้างทุกสรรพสิ่ง แต่ละคัมภีร์ก็มีที่มาที่ไป มีการใช้สำนวนที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ในการใช้ภาษาสื่อความหมายแตกต่างกันออกไป และสามารถสัมพันธ์กับผู้อ่าน ด้วยตัวอักษรและภาษาคัมภีร์ที่ถูกใช้กันมาเป็นเวลานับพันปี ผมจะพยายามไม่ชี้นำความคิดของคุณในการตีความคัมภีร์ แต่ผมจะเป็นเพียงผู้คัดลอกเนื้อหาที่มีอยู่และต่อเรื่องให้เดินกระชับเข้าด้วยกัน เป็นเพื่อนเดินทางที่ทำให้ระยะทางของคุณสั้นเข้า คุณจะต้องใช้โครงสร้างความรู้ความคิดบวกเข้ากับจินตนาการของคุณ ในโลกของคุณเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือแม้ว่าคุณจะไม่ได้อยู่ในฝ่ายไหนเลยก็ตาม แต่ถ้าคุณอยากจะรู้จักความหมายของข้อความใดให้ถูกต้องตรงประเด็นของศาสนานั้นๆ คุณก็ควรซักถามผู้รู้ในแนวทางนั้นๆอย่างจริงจัง เพราะเรื่องศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกว่าทุกสาขาวิชาในทรรศนะของผม ส่วนเรื่องการเมืองข่าวสารและสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้นั้น ขึ้นอยู่กับวิธีคิดการค้นหาและการตัดสินใจของคุณ ถ้าหากว่าคุณเชื่อว่าคัมภีร์ทั้งสามเล่มนี้ไม่มีเล่มใดเลยที่มาจากพระเจ้า คุณเพียงอยากจะรู้ว่าคัมภีร์เหล่านี้มีโครงสร้างและเขียนอย่างไร หรือมีผลอย่างไรกับปัจจุบัน ผมขอแสดงความนับถือในความเป็นนักคิดค้นคว้าและความเป็นนักอ่านของคุณ แต่เหตุที่ต้องพูดถึงเรื่องศาสนาก็เพราะคัมภีร์เหล่านี้เป็นคัมภีร์ศาสนาทั้งสิ้น และยังเป็นคัมภีร์ที่ทรงอิทธิพลอยู่ทั่วโลกจนถึงปัจจุบันนี้ มีผู้คนที่นับถือศาสนาเหล่านี้มีจริงมิได้เป็นเพียงแค่อดีต และมีจำนวนมากเสียด้วย อาจเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆด้วยซ้ำ เรื่องศาสนาเป็นเรื่องที่เถียงกันไม่จบ ใช่ครับผมเห็นด้วย แต่ผมไม่ได้นำคุณมาถกเถียงเรื่องศาสนา ผมเพียงแต่จะเอาข้อมูลที่ผมหาได้ มาให้คุณดูว่าแต่ละศาสนาเขาว่ากันอย่างไร เชื่ออย่างไร เกี่ยวข้องกัน และแยกกันตรงไหนอย่างไรเท่านั้น หนังสือเล่มนี้จะไม่เถียงกับคุณหรือใคร แต่คุณต้องตัดสินเองหรือจะไม่ตัดสินก็ได้ ผมไม่รู้ว่าผมเขียนแคบหรือกว้างเพียงใด แต่ทุกส่วนของการลำดับเรื่องในทุกขณะที่ผมเขียน ความรู้สึกของนักเดินทางได้กลับมากระซิบผมว่า ผมกำลังได้ท่องตะวันออกอีกครั้ง Abu Abbus Bin Humzah |
| musachiza | ||
andamun |
||
|
View All |
||
| << | สิงหาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | |||
| 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 |
| 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 |
| 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 |
| 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | |