พิมพ์หน้านี้
|
อันนี้ต้องขอพูดในฐานะอิสลาม เพราะอิสลามเป็นศาสนาที่หลังสุด ในสามศาสนานี้หากวัดกันที่ศาสดา และคัมภีร์อัลกุรอานก็กล่าวถึงสองศาสนานี้ โดยกล่าวยืนยันว่าพระเจ้าผู้ทรงประทานอัลกุรอานนี้ได้เคยประทานคัมภีร์มาให้ แก่ ท่านศาสดาอีซา(พระเยซู) และท่านศาสดามูซา(โมเสส)ของยิว อาจเกิดคำถามว่าทำไมพระเจ้าไม่ทรงให้มีศาสดาองค์เดียวเล่า จะได้ ไม่ต้องมาแบ่งแยกกัน ฟังดูมีเหตุผลอยู่ แต่ถ้าลองย้อนกลับไปดู กาลเวลาก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ถึงแม้จะมีศาสดาองค์เดียวกัน ในเวลาต่อมาสาวกของศาสนาก็แตกแยกกันอยู่ดี แบ่งออกเป็นกลุ่มเป็นนิกายตามเหตุผลที่จะตีความคำสอนกันไป หากพูดกันแบบเหตุผลนิยมก็อนุมาณคร่าวๆพอให้เห็นภาพอีกด้าน หนึ่ง ยกตัวอย่างแค่ประเทศไทยของเรานับประวัติศาสตร์ย้อนหลังไปนิดหนึ่ง คงจำกันได้ว่าเราปกครองด้วยระบอบกษัตริย์ หรือสมบูรณาญาสิทธิราช จนถึง รัชการที่5และที่6 กระแสอิทธิพลจากภายนอกและภายในประเทศมีความเข้มข้น มากขึ้นในเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่กระจายไปทั่วโลก ซึ่งอันที่จริง สยามก็ได้มีการเตรียมตัวรับกระแสนี้อยู่แล้ว ถึงขั้นทำการทดลองกับประชาชน บางกลุ่มด้วยซ้ำเช่นกรณี ลุมพินี เพื่อตรวจดูความพร้อมของประชาชน แต่เห็นว่าผลการทดสอบนั้น พอสรุปได้ว่าประชาชนในยุคนั้นยังไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวง โดยเฉพาะในด้านการศึกษา และขนบธรรมเนียมใหม่ที่ไม่คุ้น จึงชลอไว้ก่อน และจะดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไป จนถึงสมัยรัชการที่7 กลุ่มคณะราษฏ์ก็เข้าทำการยึดอำนาจ และดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วประเทศไทยก็มีนายกรัฐมนตรีเรื่อย มานับแต่นั้น แค่ช่วงเวลาเกือบร้อยปีมานี้ประเทศไทยมีนายกตั้งหลายคน กี่คนมา แล้วฉันก็จำได้ไม่หมด มีการร่างกฏหมายมากี่ฉบับแล้ว นี่ก็จำไม่ได้ ที่ร่างกันใหม่ แล้วร่างกันใหม่อีกอันนี้ยิ่งไม่รู้ใหญ่ จนทุกวันนี้ก็ยังร่างกันใหม่อีกต่อไปเรื่อยๆ นี่ยังไม่รวมกับกฏอัยการศึกยามฉุกเฉินนะ เฮ้อ...นี่แค่ประเทศไทยเล็กๆประเทศ หนึ่งบนแผนที่โลกนะ ส่วนประเทศอื่นที่ใหญ่หรือเล็กกว่าเรา ก็ตั้งผู้นำมาร่าง กฏหมายของประเทศตนเช่นกัน ลองคิดดูซิว่าตั้งแต่อดีต จนถึงทุกวันนี้มีคน สำคัญของโลกกี่คนที่เป็นผู้นำของแต่ละชาติพันธุ์ แต่ละประเทศ แล้วมีบท บัญญัติ ข้อกฏหมายกี่ฉบับ อันนี้คิดแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่ อาจมีเสียงทักท้วงว่า การมีกฏหมายอันเหมาะสมกับคนในประเทศ ของตนเองนั้น ก็เป็นการควรอยู่มิใช่หรือ คนเราต่างชาติต่างภูมิประเทศต่างเหตุ ผล จะให้ เหมือนกันได้อย่างไร อันนี้ไม่ค้าน ในเชิงเปรียบเทียบก็คือ อัลกุรอานก็คือ ธรรมนูญเล่มสุด สุดท้าย ที่พระเจ้าเตรียมไว้ให้กับมนุษย์ชาติ โดยให้ศาสดามูฮัมหมัดเป็น ผู้นำมา เป็นคัมภีร์ภาษาอาหรับเนื่องด้วยศาสดาเป็นอาหรับ แล้วท่านก็ประกาศว่า ท่านเป็นศาสดาองค์สุดท้ายของพระเจ้าที่ ถูกส่งมาแก่โลก ก็ประมาณ 1400กว่าปีที่ผ่านมา และในภาษาอาหรับนั้นเรียกนามพระเจ้าองค์เดียว นั้นว่า "อัลเลาะฮ์" คือพระเจ้าผู้สร้างทุกสรรพสิ่งและไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกนอกจากพระองค์ และพระเจ้าก็ได้บอกในอัลกุรอานว่า ก่อนหน้านี้ประมาณ ห้าถึงหกร้อยปี พระองค์ได้ให้ศาสดา มาพร้อมกับคัมภีร์ด้วย คือ ศาสดาอีซา(พระเยซู) กับคัมภีร์ที่อิสลามว่า อินยีล คัมภีร์นี้ ต้นฉบับเป็นภาษาฮิบรูว์หรือ อาราเมอิคฉันไม่แน่ใจ เพราะพระเยซูเป็นยิว แต่พระองค์ พูดภาษาอาราเมอิคแบบซีเรียโบราณ เช่นเดียวกัน ก่อนหน้าพระเยซู หลายร้อยปีพระเจ้าก็ ทรงประทานคัมภีร์ ที่อิสลามเรียกว่าคัมภีร์ซะบูรแก่ท่านศาสดา ดาวูด(กษัตริย์เดวิดหรือดาวิด) ในภาษาฮิบรูว์เพราะท่านเป็นยิว และก่อนหน้าท่านศาสดาดาวูดอาจจะเป็นพันปี พระเจ้า ก็ทรงประทานคัมภีร์ให้แก่ศาสดามูซา(โมเสสหรือโมเชค) ก็เป็นภาษาฮิบรูว์เช่นกันซึ่งอิสลาม เรียกว่าคัมภัร์เตารอต(โตรา)และก่อนหน้านั้นอีกเป็นพันปี พระเจ้าก็บอกในอัลกุรอานว่าพระองค์ทรงได้ประทานคัมภีร์แก่ท่านศาสดาอิบรอฮีม(อับราฮัม) ซึ่งก่อนหน้าท่านศาสดาองค์นี้ศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวแทบจะหายสาบสูญไปจากโลกแล้ว ศาสดาอิบรอฮีมเป็นคนเดียวที่ยืนหยัดขึ้นอย่างมั่นคงในการที่จะค้นหาแนวทางนี้ จากความเลือนลางในยุคของท่านอย่างโดดเดี่ยว จนกระทั่งพระเจ้าได้ประทานทางนำมาในภาษาของท่าน ซึ่งเป็นยุคก่อนที่จะมีชนชาติอิสราเอล และยังมีศาสดาก่อนยุคท่านศาสดาอิบรอฮีมอีกหลายองค์ที่พระเจ้าส่งมาให้เผยแผ่ศาสนา ที่เป็นทางนำจากพระองค์ ที่อัลกุรอานกล่าวถึง เช่น นูฮ์(โนอาห์หรือโนฮา) และได้เล่าไปถึงศาสดาองค์แรกที่ นำทางนำนี้สู่มนุษย์ชาติ คือ ศาสดาอาดัม ซึ่งเป็นมนุษย์คนแรกที่อัลเลาะฮ์ทรงสร้างขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนของพระองค์บนโลก อัลกุรอานได้ลงมายืนยัน ความบริสุทธิ์ของท่านศาสดาที่ผ่านมารวมทั้งคัมภีร์และคำสอนของท่านเหล่านั้น เพราะกาลเวลาที่ผ่านมายาวนานนั้น สาวกประชากรของท่านศาสดาเหล่านั้น ได้เข้าไป ตัดทอน แก้ไข ปรับปรุงสังคยานา ตามที่ยุคตนกลุ่มตนเป็นว่าเหมาะสมด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่งทำให้คำสอนที่มาจากอัลเลาะฮ์โดยตรงคลาดเคลื่อนไปจากเดิม ดังนั้นอัลกุรอานจึงถูกประทานลงมาเป็นคัมภีร์เล่มสุดท้ายจาก พระองค์อัลเลาะฮ์เพื่อแยกแยะว่าอันใดมาจากพระองค์ และอันใดมาจากการเข้าเกี่ยวข้องกับคัมภีร์ของมนุษย์ เพื่อมนุษย์ยุคสุดท้าย จะได้อ่านคัมภีร์ที่สมบูรณ์ ที่ทุกดำรัสมาจากพระเจ้า โดยไม่มีมนุษย์คนใดเข้าไปแตะต้อง หรือเพิ่มเติมตัดทอนใดๆทั้งสิ้น และถือว่าเป็นเรื่องเลวร้ายยิ่ง ดังนั้นโองการในอัลกุรอานจะถูกใจใครหรือขัดใจใครก็ห้ามคนใดเข้าไปแตะต้องเป็นอันขาดไม่ว่าจะเพิ่มเติมแก้ไขหรือตัดตอน แต่ให้คงต้นฉบับเดิมไว้และพระเจ้าได้สัญญาว่าพระองค์จะรักษาทุกถ้อยคำในอัลกุรอานให้คงเดิมด้วยพระองค์เองตราบวันสิ้นโลก แต่คัมภีร์ก่อนๆที่ผ่านมานั้น พระองค์ไห้มนุษย์ดูแลรักษาเองหลังที่ประทานมาแล้ว ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นแนวความคิดแบบอิสลามนะ แน่นอนศาสนาอื่นเขาก็คงไม่คิดอย่างนี้ และนั่นก็เป็นสิทธิโดยสมบูรณ์ของเขา
|
| musachiza | ||
andamun |
||
|
View All |
||
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||