พิมพ์หน้านี้
|
แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การเชิญชวนของท่านก็ยังดำเนินไปทั่วนครมักกะฮ์ พวกมีอำนาจในตระกูลกุเรชก็เริ่มทนไม่ได้ กับจำนวนมุสลิมที่เพิ่มมากขึ้น ท่านนบีมูฮัมหมัด ซ.ล.(ขอพระเจ้าทรงประทานพร)ประกาศศาสนาอย่างเปิดเผย ทำให้พวกที่เคยรักใคร่ท่านกลายเป็นเกลียดชังท่าน และเยาะเย้ยถากถาง ในที่สุดก็มาถึงการเจรจาทำข้อตกลงกัน โดยฝ่ายผู้นำกุเรชส่งตัวแทนมาเจรจาเพื่อขอให้ท่านยุติการเผยแผ่ศาสนาอิสลามเสีย โดยเจรจาผ่านลุงที่ท่านนบีนับถือ คือ อบูฏอลิบ ผู้เคยอุปการะท่านมา และเป็นผู้ไปสู่ขอภรรยาและจัดงานแต่งงานให้แก่ท่าน "ท่าน อบู ฏอลิบ ท่านเป็นผู้มีเกียรติ์ มีตำแหน่งในหมู่เราและเราได้เคยขอร้องท่านเพื่อให้ท่านปรามหลานชายของท่านมิให้เผยแผ่ศาสนาใหม่นี้ และให้เขาเลิกตำหนิพระเจ้าเทวรูปของเราเสีย ขอสาบานด้วยอัลเลาะฮ์ เรามิอาจทนต่อการตำหนิตำความเชื่อของบรรพบุรุษของเรา และทำลายความหวังของเรา จนกว่าจะสามารถหยุดยั้งเขาหรือกำจัดเขาเสีย หรือไม่อย่างนั้นเราก็ต้องเป็นศัตรูกันตลอดไป จนกว่าผู้ใดจะพินาศไปข้างหนึ่ง" ลุงของท่านจึงได้ปรึกษากับท่านศาสนทูตมูฮัมหมัดถึงสิ่งที่เขาถูกรบเร้ามา "โอ้ หลานชายที่รักของข้า แท้จริงพวกพ้องของเจ้ามาหาฉัน เกี่ยวกับเรื่องที่ฉันเคยพูดกับเจ้า เขาเหล่านั้นได้ลงมติที่จะแยกตัวฉันออกจากเจ้า เจ้าจงอย่าให้ฉันต้องรับภาระในสิ่งที่เกินกำลังความสามารถของฉันเลย" ท่านนบีมูฮัมหมัด ซ.ล. นั่นนิ่งอยู่พักหนึ่ง และได้ตอบลุงของท่านอย่างเด็ดเดี่ยวว่า "โอ้ลุงของฉัน ถ้าหากว่าเขาเหล่านั้นเอาดวงอาทิตย์มาวางไว้ในมือขวาของฉันและนำดวงจันทร์มาวางไว้ในมือซ้ายของฉัน เพื่อให้ฉันละทิ้งงานนี้ ฉันก็จะไม่ทิ้งเด็ดขาด จนกว่าพระองค์อัลเลาะฮ์จะทรงช่วยเหลือฉัน หรือไม่ฉันก็ต้องพินาศลงไป" เมื่อท่านเห็นความตั้งใจเด็ดเดี่ยวของหลานชาย ท่านจึงกล่าวว่า "ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงไปเถิดและพูดตามที่เจ้าปรารถนา ขอสาบานด้วยอัลเลาะฮ์ ฉันจะไม่ยอมให้มีอันตรายใดๆ เกิดขึ้นแก่เจ้าเป็นอันขาด" นั่นคือคำที่ลุงพูดกับหลานชายที่เขาเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ทั้งๆที่ตัวลุงของท่านนบีนั้ มิได้รับอิสลาม ดังนั้นพวกกุเรชจึงได้ส่งผู้มีวาทะศิลป์ อันเป็นที่ยอมรับในยุคนั้นมาเจรจา "โอ้หลานของฉัน ท่านเป็นผู้มีเกียรติ์ในทางเชื้อสาย และท่านได้นำเอาสิ่งที่ยิ่งใหญ่มาซึ่งความแตกแยกกัน ท่านได้ตำหนิต่อพระเจ้าต่างๆ และหลักความเชื่อของเขาเหล่านั้น ดังนั้นฉันขอเสนอข้อเสนอบางอย่างแก่ท่าน" "ท่านจงกล่าวเถิด" "โอ้หลานชายของฉัน ถ้าหากท่านต้องการทรัพย์สินเงินทอง เราก็จะรวบรวมมาให้ท่านตามที่ท่านต้องการ เพื่อว่าท่านจะได้เป็นผู้มีทรัพย์สินเงินทองมากที่สุด และถ้าท่านต้องการเกียรติ เราก็จะมอบให้แก่ท่าน ถ้าท่านต้องการเป็นกษัตริย์ เราก็จะแต่งตั้งท่านให้เป็นกษัตริย์ ถ้าหากท่านถูกภูติผีมารร้ายเข้าสิงเราจะหาหมอมารักษาท่านจนหายเป็นปกติ หรือถ้าท่านต้องการผู้หญิงงาม เราก็จะสรรหานางเหล่านั้นมาให้" ท่านนบีมูฮัมหมัดกล่าวว่า "คราวนี้ท่านจงฟังฉันบ้าง"แล้วท่านก็กล่าวว่า "ฮามีม (อัลกุรอานนี้)เป็นการประทานมาจากพระผู้ทรงปราณีทรงเมตตาเสมอ คัมภีร์ซึ่งโองการต่างๆ ได้จำแนกไว้อย่างละเอียด เป็นกุรอานภาษาอาหรับ สำหรับหมู่ชนผู้รู้ โดยเป็นการแจ้งข่าวดี เป็นการตักเตือน แต่เขาเหล่านั้นส่วนใหญ่ผินหลังให้ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้ยิน" (อัลกุรอานบท อัลฟุตซิลั1-4) ผู้แทนของเผ่ากุเรชได้กลับมารายงานว่า "แท้จริง ฉันไม่เคยได้ยินถ้อยคำใดๆเช่นนี้มาก่อนเลย มันไม่ใช่บทกลอน มันไม่ใช่เวทมนต์และมันไม่ใช่คำทำนาย ชาวกุเรชจงฟังเถิด ท่านทั้งหลายจงปล่อยมูฮัมหมัดเถิด ขอสาบานด้วยอัลเลาะฮ์ว่า คำพูดของเขาที่ฉันได้ยินมานั้นเป็นข่าวที่ยิ่งใหญ่" เมื่อไม่สามารถหยุดการเจริญเติบโตของอิสลามได้ พวกเราก็หันมาใช้วิธีการกลั่นแกล้ง ต่างๆนาๆ เท่าที่จะสรรหามาทำต่อท่านนบีและผู้ศรัทธาได้ ในที่สุดพวกกุเรชก็ใช้กำลังบีบบังคับต่อผู้ศรัทธาที่อ่อนแอกว่า เช่น ผู้ที่เป็นทาสและยากจน ด้วยการทรมานต่างๆเท่าที่จะคิดทำกันได้ เพื่อให้เลิกนับถือศาสนาใหม่นี้เสีย และหลายคนก็เริ่มที่จะถูกฆ่าไปบ้าง เพื่อเป็นการข่มขวัญ บางคนที่ถูกเบาหน่อยเช่น ตอนยังไม่ได้รับอิสลามนั้นเคยทำมาค้าขายโอบอ้อมอารีย์ เพื่อนฝูงญาติมิตรติดหนี้กันถ้วนหน้า พอนายคนนี้เปลี่ยนมานับถืออิสลาม ทั้งเพื่อยฝูงญาติมิตรที่กล่าวมาก็พร้อมใจกันเบี้ยวหนี้โดยไม่ต้องนัดหมาย ก็แล้วแต่สถานะการณ์ของแต่ละคนที่ต้องเผชิญกันไป |
| musachiza | ||
andamun |
||
|
View All |
||
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||