พิมพ์หน้านี้
|
ด้วยสัญญาหุดัยบียะฮ์ที่ท่านนบีตัดสินใจยอมรับ แม้จะดูเสียเปรียบสำหรับในเรื่องการเจรจา แต่สิ่งที่ได้จากสัญญานี้ทำให้อิสลามมีอิสระขึ้น และแผ่ขยายไปทั่วคาบสมุทรอาหรับรวดเร็วขึ้น บรรดามุสลิมมีความเข้มแข็งขึ้น ในขณะที่พวกกุเรช ก็เริ่มแข็งกร้าวกับมุสลิมมากขึ้นเพราะดูเหมือนว่า บรรดามุสลิมและศาสนทูตของเขา จะไม่กล้าต่อรองใดๆนักต่อชาวมักกะฮ์ และเมื่อมีจำนวนอาหรับเข้ามาสู่อิสลามมากขึ้นพวกเขากลับเพิ่มความเป็นปฏิปักษ์ต่อมุสลิมมากขึ้นในช่วงปีที่มุสลิมกลับมารอคอยที่มะดีนะฮ์ เพื่อการกลับมาเยื่ยมเยือนวิหารกะอ์บะฮ์ บ้านของพระเจ้าที่พวกเขาจากมาและชาวอาหรับต้องมาเยื่ยมเยือนเสมอตามสัญญาที่ตกลงกัน ในการที่จะยุติเรื่องบาดหมางต่อกัน แต่ในที่สุดสัญญาหุดัยบิยะฮ์ได้ถูกละเมิด เพราะฝ่ายมักกะฮ์ได้มีเหตุสังหารเผ่าคุซาอะฮ์ที่เป็นพันธมิตรกันนั้นถึง 20 คน อันที่จริงแล้วน่าจะเป็นเรื่องที่ต้องให้สองฝ่ายนั้นเจรจากันเอง คือ ระหว่างเผ่าคุซาอะฮ์ และกุเรช แต่มันมีประเด็นที่ว่าผู้ที่ถูกสังหารของเผ่าคุซาอะฮ์นั้นเป็นมุสลิมทั้งสิ้น ส่วนคนที่นับถือดวงดาวดวงจันทร์ศาสนาเดิมของเผ่านั้นกลับไม่โดนสังหาร ท่านนบีตกลงใจที่จะพิชิตเมืองมักกะฮ์และปราบปรามพวกกุเรชในขั้นแตกหัก ท่านจึงได้ตระเตรียมทหารจำนวน 10,000 คน แล้วยกไปตั้งค่ายหน้าเมืองมักกะฮ์ น้อยครั้งนักที่กองทัพใหญ่ขนาดนี้จะยาตราเข้ามาถึงมักกะฮ์ได้ ส่วนอาหรับเผ่าต่างๆนั้นก็ยากที่จะรวมทัพได้ขนาดนี้ทั่วอารเบีย นอกจากสงครามคันคูเท่านั้นที่มักกะฮ์และพันธมิตรเคยผนึกกำลังกันได้ แต่นี่คือกองทัพมุสลิมแห่งอารเบียที่มีอิสลามเป็นจุดรวมพล มิได้ขึ้นอยู่กับเผ่าใดตระกูลใด หรืออายุเท่าใด ทุกคนมรวมทัพด้วยหัวใจเดียวกัน ภายใต้การนำของศาสนทูตแห่งพระเจ้า เมื่อพวกกุเรชเห็นมุสลิมจำนวนมาก จึงได้ส่งอบูซุฟยาน ออกไปสืบข่าว เพราะเห็นว่าพวกกุเรชไม่สามารถต้านทานบรรดาทัพมุสลิมได้เป็นแน่หากเกิดการเข้าตี ท่านจึงได้มาขอรับศาสนาอิสลามกับท่านนบีเป็นการเจรจาส่วนตัว และก่อนที่จะกลับไปยังเมืองมักกะฮ์จึงต้องการให้ท่านนบีให้เกียรติ์ท่าน ท่านนบีจึงประกาศว่า "ผู้ใดที่อยู่ในบ้านของอบูซุฟยาน เขาจะได้รับความปลอดภัย ผู้ใดที่ปิดประตูอยู่ในบ้านเขาจะได้รับความปลอดภัย ผู้ใดที่เข้าไปอยู่ในมัสยิด หะรอม(บริเวณที่ตั้งของวิหารกะอ์บะฮ์) เขาจะได้รับความปลอดภัย" เมื่อตอนที่ท่านนบีตัดสินใจพิชิตมักกะฮ์ ท่านอบูบักรจึงกล่าวว่า "ระหว่างพวกกุเรชกับท่านไม่มีสัญญาสงบศึกกันดอกหรือ?" ท่านนบีกล่าวว่า "มี แต่พวกเขาแสดงการกำเริบและได้ละเมิดสัญญา" การพิชิตมักกะฮ์เกิดขึ้นในวันที่ 20 เดือน รอมฎอน ฮ.ศ.8 ไลลองนึกดูนะ การที่จะควบคุมสัญญาและตอบโต้ผู้ละเมิดสัญญาได้นั้นไม่ใช่พูดแต่ปากเพราะ กุเรชนั้นมีกำลังและสมัครพรรคพวกจริง และใช่ว่าจะสนใจต่อมุสลิมที่เป็นเพียงพวกอพยพลี้ภัยไปอยู่มะดีนะฮ์เมื่อ แปดปีที่แล้วเอง แต่ภายในแปดปีนั้นถึงวันนี้คือความชัดเจนในคำพูดและการกระทำ และเมื่อสัญญาแล้วถูกละเมิดแน่นอนการอคอยและการอดทนนั้นมีข้อจำกัดและต้องเลือกที่ปลายเส้นทางที่เกิดทางแยกหากจะต้องดำเนินต่อไป ไม่มีการต่อต้านมากนักในวันนั้น หลังจากนั้นท่านนบีก็เข้าไปในมัสยิดหะรอม(วิหารกะอ์บะฮ์) และได้ทำลายรูปปั้นเทวะต่างๆของอาหรับที่รายล้อมวิหาร กะอ์บะฮ์ ซึ่งมีทั้งหมด 360ตน เป็นการชำระล้างความเชื่อที่แปดเปื้อนมาโดยตลอดหลายพันปีหลังจากที่ท่านนบีอิรอฮีม (อับราฮัม) ได้สร้างวิหารนี้ขึ้นเพื่อเป็นที่สักการะต่อพระเจ้าองค์เดียว และวันแห่งการพิชิตมักกะฮ์นั้นเป็นเสมือนการกลับมาตั้งต้นใหม่ในแนวทางของท่านนบีอาดัม นบีอิบรอฮีม จนถึงนบีมูฮัมหมัด ที่นำการสักการะกราบไหว้พระเจ้าองค์เดียวกับมาอีกครั้งหนึ่งอย่างชัดแจ้งทั้งในเชิงสัญลักษณ์และจิตวิญญาณ บนแผ่นดินที่พระเจ้าทรงเรียกว่าแม่ของแผ่นดินที่อยู่ ณ.ศูนย์กลางแผ่นดินโลก "อัลเลาะฮ์ทรงยิ่งใหญ่" ท่านได้อ่านโองการที่ว่า -"และสูเจ้า(มูฮัมหมัด) จงกล่าวเถิดว่า ความจริงได้ปรากฏ ความเท็จก็มลายไป แท้จริงความเท็จได้มลายไปเสมอ"- (อัลกุรอาน 17/81) ประชาชนต่างค่อยออกมาเฝ้าดูว่าท่าจะจัดการอย่างไรกับพวกกุเรชที่เคยกลั่นแกล้งและทำร้ายท่าน ขับไล่ท่านออกจากมักกะฮ์บ้านเกิดของท่าน และลอบสังหารท่าน ท่านได้กล่าวกับประชาชนในมักกะฮ์ว่า "ชาวกุเรชทั้งหลาย ท่านทั้งหลายคิดว่าฉันจะทำอย่างไรกับพวกท่าน" พวกเขากล่าวว่า "ทำดี ผู้เป็นพี่น้องผู้ชายผู้มีเกียรติ์ และเป็นบุตรของพี่น้องชายของเราผู้มีเกียรติ์" ท่านนบีกล่าวว่า "แท้จริง ฉันจะพูดกับท่านทั้งหลาย เช่นเดียวกับที่ท่าน นบียูซุฟ(โยเซฟ(บุตรของอิสราเอล))พูดกับพี่น้องของเขา (ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปท่านไม่ต้องกลัวอะไรอีก) ท่านทั้งหลายเป็นอิสระแล้ว" (ชีวประวัตินบีมุฮัมหมัด ซ.ล. โดยมุนีร(สมศักดิ์) มูหะมัด น. 136) ท่านนบีได้อยู่ในนครมักกะฮ์ 15 วัน โดยท่านได้จัดระเบียบต่างๆ และส่งธรรมทูตไปเผยแผ่ศาสนาอิสลามเผ่าต่างๆทั่วคาบสมุทรอาหรับ จึงทำให้เผ่าต่างๆเข้านับถือศาสนาอิสลามเป็นหมู่ๆ อัลเลาะฮ์ทรงตรัสว่า -"เมื่อการช่วยเหลือของอัลเลาะฮ์ และการพิชิต(มักกะฮ์) ได้มาถึง และเจ้าได้เห็นบรรดามนุษย์เข้ารับนับถือ ศาสนาของอัลเลาะฮ์(อิสลาม) เป็นหมู่ๆ ดังนั้น จงสดุดีด้วยการสรรเสริญต่อพระผู้เป็นเจ้าของเจ้า แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอภัย"- (อัลกุรอาน 103/1-3) หลังจากนั้นท่านก็เดินทางกลับสู่ นครมะดีนะฮ์ |
| musachiza | ||
andamun |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |