• musachiza
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • วันที่สร้าง : 2007-05-31
  • จำนวนเรื่อง : 264
  • จำนวนผู้ชม : 61322
  • จำนวนผู้โหวต : 46
  • ส่ง msg :
Bin humzah
เขียนจดหมายคุยกัน
Permalink : http://www.oknation.net/blog/dragonball
วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน 2551
นบียูซุฟ(โยเซฟ) ในอียิปต์(จากคัมภีร์อัลกุรอานของมุสลิม)
Posted by musachiza , ผู้อ่าน : 350 , 05:45:09 น.  
พิมพ์หน้านี้


                            

                            

                         -"และพวกเขา(คณะเดินทาง)ได้ขายเขา(ยูซุฟ)ไป ด้วยราคาที่ถูกนับได้(ไม่แพงนัก) โดยที่พวกเขาเป็นผู้มักน้อย"-

                                 -" และผู้ซิ้อเขามาจากอียิปต์ (ผู้ซื้อยูซุฟชื่อ "กิฏฟีร" มีตำแหน่งเกี่ยวกับการคลังในอียิปต์) กล่าวกับภรรยาของเขาว่า "จงให้ที่พักแก่เขาอย่างเหมาะสม บางทีเขาจะทำประโยชน์ให้กับเราได้บ้าง  หรือรับเขาเป็นบุตรบุญธรรม" และเช่นนั้นแหละเราได้ทำให้ยูวุฟมีอำนาจในแผ่นดิน(อียิปต์)  และเพื่อเราจะได้สอนให้เขารู้วิชาทำนายฝัน  และอัลเลาะฮ์ทรงเป็นผู้พิชิตในกิจการของพระองค์  แต่ว่ามนุษย์ส่วนมากไม่รู้"-

                               -"และเมื่อเขาบรรลุวัยหนุ่มฉกรรจ์ (ประมาณ30 ปี) เราได้ให้ความสุขุมรอบคอบและวิชาการแก่เขา  เช่นนั้นแหละเราตอบแทนบรรดาผู้กระทำความดี"-

                            -" และนาง(ภรรยาของผู้ชื้อยูซุฟ) ได้ยั่วยวนเขาโดยที่เขาอยู่ในบ้านของนาง  และนางได้ปิดประตูอย่างแน่นและกล่าวว่า "มานี่ซิ"  เขา(ยูซุฟ)กล่าวว่า "ฉันขอความคุ้มครองจากอัลเลาะฮ์ แท้จริงเขา(สามีของนาง) เป็นนายของฉัน ให้ที่พักพิงที่ดียิ่งแก่ฉัน แท้จริงบรรดาผู้อธรรมจะไม่บรรลุความสำเร็จ"--

                         -" และแท้จริงนางได้ตั้งมั่นในตัวเขา และเขาก็ตั้งมั่นในตัวนาง  หากเขาไม่เห็นหลักฐานอันชัดแจ้งจากพระผู้อภิบาลของเขา  เช่นนั้นแหละ เพื่อเราจะให้ความชั่วและความลามกห่างไกลจากเขา แท้จริงเขา(ยูซุฟ)คือ คนหนึ่งจากปวงบ่าวของเราที่บริสุทธิ์ใน"-

 

                       นักอรรถาธิบายอัลกุรอานกล่าวว่า การตั้งมั่นของนางหมายถึง การที่จะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของนางที่จะบังคับให้เขาปฏิบัติตามโดยใช้กำลัง  ทั้งนี้เห็นได้จากการที่นางปิดประตู  และเรียกร้องแกมบังคับ  จนทำให้เขาต้องวิ่งหนีออกไปที่ประตู  ส่วนการตั้งใจของเขา หมายถึงจิตใจที่โอนอ่อนไปตามสัญชาติญาณของมนุษย์

                     -" และทั้งสองได้วิ่งไปที่ประตู (ยูซุฟวิ่งเพื่อหนีออกส่วนนางวิ่งเพื่อติดตามเขา) และนางได้ดึงเสื้อของเขาจากทางด้านหลัง  และทั้งสองได้พบสามีของนางที่ประตู นางกล่าวว่า "อะไรคือโทษของผู้ประสงค์ร้ายต่อภรรยาของท่าน นอกจากการจำคุกหรือการลงโทษอันเจ็บปวด"-

                   -"เขากล่าวว่า "นางได้ยั่วยวนฉัน "และพยานคนหนึ่งในบ้านของนางได้เป็นพยาน" หากเสื่อเขาถูกดึงขาดด้านหน้า  ดังนั้นนางก็พูดจริง และเขาอยู่ในหมู่ผู้กล่าวเท็จ"-

                 -" และหากเสื่อของเขาถูกดึงขาดทางด้านหลัง  นางก็กล่าวเท็จ และเขาอยู่ในหมู่ผู้พูดจริง"-

                                                               (อัลกุรอาน 12/11-27 )(อ้างอิงตั้งแต่เรื่องยูซุฟถูกพี่น้องทิ้งในบ่อ)

                   "กิฏฟีร ขุนคลังอืยิปต์โกรธมากถึงกับชักดาบออกจากฝักจะฆ่ายูซุฟ  เมื่อยูซุฟได้บอกขุนคลังให้ทราบว่า นาง ดาลีคอภรรยาของท่านต่างหากที่เป็นฝ่ายชักจูงให้เข้ามาครั้นเมื่อ กิฏฟีร สั่งให้ยูซุฟหาหลักฐานว่าใครเป็นฝ่ายผิดฝ่ายถูกกันแน่......ยูซุฟกล่าวตอบว่า "ขอให้สอบถามบุคคลที่อยู่ในบ้านที่อยูข้างประสาทนี้  ท่านก็จะทราบความจริงเพราะบุคคลที่อยู่ในบ้านหลังนั้น จะเป็นพยานให้ข้าพเจ้าได้............. บ้านหลังนั้นมีทารกอยู่คนหนึ่ง ขุนคลังสนเทห์เมื่อได้ฟังคำตอบของยูซุฟ........ท่านสั่งให้มารดาของเด็กทารกนั้นมาเป็นพยาน .....(และอัลเลาะฮ์ก็ทรงให้เกิดปาฏิหารย์)......ทารกนั้นได้ตอบคำถามอย่างฉะฉานว่า หากเสื้อขาดด้านหน้า นางดาลีคอ(ภรรยาขุนคลัง)ก็เป็นฝ่ายถูก แต่ถ้าขาดด้านหลังยูซุฟก็พูดจริง"

                                             (25 ศาสดา ยูซุฟ อ.ล. โดย มุร็อต มุคตารี น. 88-89)

                      -"ดังนั้นเมื่อเขา(กิฏฟีร) เห็นเสื้อของเขา(ยูซุฟ)ถูกดึงขาดทางด้านหลัง เขากล่าวว่า "แท้จริงเรื่องนี้เกิดจากมารยาของเธอ  ความจริงมารยาของเธอนั้นใหญ่หลวงนัก"-

                      -"  ยูซุฟ จงหันหลังในเรื่องนี้เถิด  และจงอภัยควมผิดของเธอ  แท้จริงเธอนั้นอยู่ในหมู่ผู้กระทำผิด"-

                     -" และผู้หญิงในเมืองกล่าวว่า "ภริยาของผู้ว่า ได้ยั่วยวนเด็กรับใช้ของนาง แน่นอนเขาได้ทำให้นางหลงรัก แท้จริงเราเห็นนางอยู่ในการหลงผิดอย่างชัดแจ้ง"-

                 

                       นักอรรถาธิบายอัลกุรอานกล่าวว่า เป็นหญิงห้าคน ซึ่งสามีของนางรับใช้อยู่ในวัง  ต่อมาข่าวได้แพร่กระจายออกไปทั่วเมือง  นางได้เรียกผู้หญิงเหล่านั้นจำนวน 40 คน รวมทั้ง5 คนนั้นด้วยไปงานเลี้ยงสังสรรค์ นางได้แจกมีดแก่ทุกคนเพื่อปลอกผลไม้

                    -เมื่อนางได้ยินเสียงวิจารณ์ของนางเหล่านั้น นางก็ส่งคนไปยังนางเหล่านั้น และนางได้เตรียมที่พักพิงสำหรับนางเหล่านั้น  และได้นำมีดมาให้นางทุกคนในหมู่นางเหล่านั้น และนางกล่าว(แก่ยูซุฟ)ว่า "จงออกมาหานางเหล่านั้นเถิด" เมื่อนางเหล่านั้นเป็นเขา(ยูซุฟ) ก็ให้การสรรเสริญและเฉือนมือตัวเอง และกล่าวว่า "เป็นไปไม่ได้ นี่ไม่ใช่มนุษย์เป็นแน่ ไม่ใช่อื่นใดนอกจาก มะลัก(ทูตสวรรค์ของพระเจ้า)ผู้มีเกียรติ"-

                                                                 (อัลกุรอาน12/28-31)

                        "เป็นวัฒนธรรมของสตรีอียิปต์ เมื่อพวกหล่อนได้ถูกเชิญมาในงานเลี้ยงแล้ว  สิ่งแรกที่จะรับประทานก็คือ ผลส้มหวาน กับน้ำผึ้ง ขณะที่สตรีกำลังปลัอกส้มนั้น  นางดาลีคอได้กล่าวว่า "โอ้ยูซุฟ เธอจงออกมาปรากฏตัวเถิด " ครั้นเมื่อสตรีเหล่านั้นได้มีโอกาสชมโฉมของยูซุฟ พวกเขาก็ถึงกับลืมตัว นัยน์ตาทั้งคู๋ของพวกเขามัวแต่จ้องมองดูยูซุฟจนเพลิดเพลินไป มีดที่กำลังปลอกส้มอยู่ก็พลาดมาบาดมือ จนเลือดไหลแดงฉานกันไปทั่วทุกคน"

                                             (25 ศาสดา ยูซุฟ อ.ล. โดย มุร็อต มุคตารี น. 96-97)

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
musachiza วันที่ : 04/10/2008 เวลา : 04.51 น.
http://www.oknation.net/blog/musachiza
Bin humzah

ขอบคุณครับศิษย์น้องที่เปิดช่องให้ชี้แจงอีกครั้ง
ยอมรับอย่างจริงใจครับว่าตอบยาม มากๆ
ครับเมืองไทยเรามีคนจบสาขาการแปลอัลกุรอาน
ไม่มากนัก แต่ก็พอหาได้ครับเพราะจะต้องท่องจำอัลกุรอานและหมายเลขฮาดิษ และห่วงโซ่ของผู้รายงานที่ต่อเนื่องกันอย่างชัดเจนไม่ขาดหายไปในส่วนใดของเวลา และในเรื่องหนึ่งๆจะมีฮาดิษหลายบทยืนยันเพราะมีคนรายงานมากกว่าห้าคนขึ้นไป ต้องมากรองสำนวนและความน่าเชื่อถือของแต่ละคนที่รายงานด้วยและห่วงโซ่กว่าจะมาถึงยุคเรานี้ก็ยาวนานถึง1.400ปี เป็นอย่างน้อย ส่วนมากที่ไปเรียน
จากอียิปต์ อินเดีย หรือ ซาอุ หรือ ปากี อย่างทนาย
สมชาย(ที่ถูกอุ้มไป)นั้น คนไทยมักเลือกเรียน วิชากฏหมายอิสลาม อักษรศาสตร์ หรือคุรุศาสตร์ หรือวิชาการเผยแผ่ศาสนา เพราะค่อนข้างหางานง่ายกว่าครับ
ฮาดิษ เป็นวจนะของท่าน นบีมูฮัมหมัดครับแต่สาวกเป็นคนรายงานการ ถึงการอธิบายหรือการสอนของท่าน หรือพฤติกรรมของท่านครับ(ถ้าเป็นเรื่องทางเพศหรือครอบครัวภรรยาของท่านจะเป็นคนรายงาน) เพราะมีบางอย่างที่ท่านไม่ได้พูด
แต่อยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ เช่นมีโองการจากอัลกุรอานโองการหนึ่ง(ไม่ขอยกหมายเลขกำกับนะ)ว่า "เขาทำหน้าบึ้งตึง " ฮาดิษก็จะอธิบายโองการนี้จากคนสาวกที่อยู่ร่วมสมัย(เป็นบันทึก)ว่าโองการนี้หมายความว่าอย่างไร คือ ท่านศาสดาทำหน้าบึ้งตึง เพราะมีชายตาบอดยากจนคนหนึ่ง มาร้องเรียกท่านด้วยเสียงอันดัง ซึ่งขณะนั้นท่านกำลังสนทนากับ บรรดานักปราชญ์และบุคคลสำคัญแห่งมักกะฮ์ในเรื่องศาสนา ทั้งๆที่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้มีความจริงใจในศาสนาหรืออยากจะรับนับถือศาสนาอิสลามเลย แต่มาเพื่อจะลองภูมิท่านเท่านั้น แต่ชายตาบอดนั้นเขามีความจริงใจกว่าและอยากเรียนรู้จริงๆ และเหตุที่เขาเรียกเสียงดังเหมือนไร้มารยาทนั้นเพราะเขาตาบอด เป็นโองการที่อัลเลาะฮ์ ซ.บ.ลงมาเพื่อตำหนิท่านนบี
นั่นแหละครับคือฮาดิษที่มาขยายโองการ เมื่อโองการนี้ได้ลงมาสู่ท่าน นบี มูฮัมหมัด วันหลังเมื่อท่านเจอชายตาบอดคนดั่งกล่าวท่านก็จะดูแลเขาอย่างดี และมีฮาดิษรายงานจาก(คนนั้น)ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจาก(คนนั้น)จาก(คนนั้น)และจาก(ผู้ที่อยู่ร่วมสมัยกับท่านนบี)ว่าเขาได้ยินว่าท่านนบีพูดว่า
"ท่านผู้ทำให้พระเจ้า ได้ทรงเตือนสติฉัน "เป็นคำทักทายชายตาบอดคนนั้น" และจะจบด้วยคำว่ารายงานโดย...(ชื่อของผู้ทำการสืบฮาดิษที่รวบรวมไว้เป็นหนังสือและหมายเลขฮาดิษที่เขา(ผู้บันทึก)เรียบเรียงไว้)ยังซับซ็อนกว่านี้อีกเพราะไม่ใช้มีคนสืบคนเดียวหรือสืบมาจากเส้นทางเดียวกันแต่เอาแค่นี้นะเดี๋ยวจะยาวอีก
ขอบคุณศิษย์น้องเช่นกันที่ตั้งคำถามและเข้าใจใน
การตอบอันยืดยาวของผม
ความคิดเห็นที่ 3
ศิษย์กวง วันที่ : 30/09/2008 เวลา : 00.46 น.
http://www.oknation.net/blog/sitthi

หวัดดีฮะศิษย์พี่..
โอ้โฮ นึกว่าได้อ่านตอนใหม่อีกตอนซะแล้ว
อธิบายได้เข้าใจดีครับ ทำให้ผมรู้เพิ่มอีกด้วยว่า
"วิชาการให้ความหมายอัลกุรอานเป็นสาขาวิชาหนึ่ง และเป็นวิชาเฉพาะด้าน.."
เมื่อเป็นอย่างนี้ ในเมืองไทยคงนับตัวได้เลยกระมังครับ
ที่จะมีความรู้ความชำนาญ...
เออ...ศิษย์พี่ครับ "ฮาดิษ" คือวจนะของสาวกผู้เผยแพร่ศาสนา ที่นำมาใช้อธิบาย "โองการ" คือคำสอนของพระเจ้า อย่างนั้นเหรอฮะ..
อ้อ..อีกอย่างผมไม่ได้ถามรัดกุมหรอกฮะ...ศิษย์พี่กระมังครับที่ตอบแบบรัดกุม...แต่ผมก็ชอบนะเข้าใจได้ดี ขอบพระคุณอีกครั้งครับ...

ปล.ปล่อยมาเยอะๆ เถอะครับ น้องขอร้อง....
ความคิดเห็นที่ 2
musachiza วันที่ : 29/09/2008 เวลา : 08.18 น.
http://www.oknation.net/blog/musachiza
Bin humzah

สวัสดีครับศิษย์น้อง ดีใจครับที่เห็นคำถาม
ขอตอบคำถามทีละประเด็นนะครับ
@อันที่จริงผมแปลกใจมากว่าทำไมศิษย์น้อง
ไม่สงสัยโองการที่ 12/26-27 เป็นไปได้ที่โองการ
ในอัลกุรอานชัดเจนแล้วในการสืบสวนเรื่องเสื้อขาดจากข้างหน้าหรือข้างหลัง เพื่อเป็นข้อชี้ขาดว่าใครกล่าวเท็จ
ถ้าว่ากันด้วยการสืบสวนทางโลก แต่ตรงข้อขยาย
ของคุณ มุร็อต มุคตารีนั้น เป็นการขยายเพิ่มและดู
เป็นเรื่องปาฏิหารย์อย่างมากเช่นกัน ในกรณีที่ให้ไปถาม
ทารก ซึ่งทารกนั้นกลับพูดได้ขึ้นมาและชี้แจงวิธี
จับเท็จจากรอยเสื้อขาด
อันนี้เป็นการอ้างปฏิหารย์อย่างแท้จริงที่สุดของเรื่องนี้
เป็นไปได้ที่ความใจกว้างของศิษย์น้อง ทำให้มอง
โองการอัลกุรอานว่าชี้ชัดแล้ว เลยมองข้ามข้อขยายปลีกย่อยไป แม้ข้อปลีกย่อยนั้นจะอ้างอิงปาฏิหารย์

ศิษย์น้องเริ่มคำถามทีโองการ 12/28-31
ในการตีความและให้ความหมาย ในเรื่องวัฒนธรรม
โบราณของอียิปต์ในการจัดงานเลี้ยงที่จะกินผลไม้ก่อน
ผมว่าเรื่องนี้อธิบายง่ายกว่า เพราะการสืบวัฒนธรรม
งานเลี้ยงนั้นเป็นเรื่องธรรมดาสืบได้ไม่ยากนัก
เพราะสิ่งเหล่านี้ตกค้างมาถึงปัจจุบัน แม้แต่คนอาหรับ
หรือมุสลิม ทั่วไปเวลาละศิลอด ก็มักจะกิน ผลอินทผลัม
หรือไม่ก็ผลไม้ เพราะเป็นของว่างกินกันไปคุยกัน
ไปก่อนกินอาหารหนัก ซึ่งมุสลิมทุกวันนี้ ถ้าไม่มีผลไม้
ก็จะกินของหวานก่อนกินอาหารหนัก เพราะให้พลังงาน
เร็วเรียกความสดชื่นสำหรับคนที่อดอาหารทั้งวันให้กลับ
มาเร็ว เพราะถ้ากินข้าวหรืออาหารหนักทันทีจะจุกและกินอย่างอื่นไม่ได้ (แบบวอร์มอัพกระเพาะก่อน)

แต่คำถามรวมของศิษย์น้องประเด็นอยู่ตรงที่ว่า
การตีความหมายดังกล่าวมุสลิมเชื่อหรือไม่ เป็นที่เชื่อถือ
ของมุสลิมทั่วไปหรือไม่
ตอบแค่โองการอัลกุรอาน ที่บอกว่าถ้าเสื้อของยูซุฟขาด
จากข้างหลัง แสดงว่านางได้ดึงยื้อยุดฉุดยูซุฟไว้
ถือว่าจบแล้วที่นางเป็นคนผิด เพราะยูซุฟเป็นฝ่ายหนี

ศิษย์น้องถามต่อมาอย่างกระชั้นชิดว่า
อีกอย่างการตีความจากภาษาอาหรับ
ย่อมต้องมีหลายคนแปลและตีความ
จะขัดแย้งกันบ้างใหม
ตอบ ประเด็นหลักจากโองการไม่ขัดแย้งกัน(ในกรณี
โองการที่ศิษย์น้องยกมา)
คือ 1 นางดาลีคอผิดจริงตามหลักฐาน(แบบเชอล็อคโฮม)
2 สตรีที่มาร่วมงานเลี้ยงทั้งหมดนั้น ตลึง กับความ
งามรูปหล่อได้ส่วนไปหมดของ นบี ยูซุฟ อ.ล.
จนลืมตัวทำให้มีดบาดมือ ขณะที่กินส้มของว่าง
ในงานเลี้ยงนั้น(เพราะทุกคนมีมีดอยู่ในมือ)
อ้อมีอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือมีโองการอัลกุรอานที่ผมไม่ได้ยกมาเกี่ยวกับ นบียูซุฟ ที่บอกว่า อัลเลาะฮ์ ซ.บ.
ไม่เคยสร้างมนุษย์คนใดให้เป็นผู้ชายที่หล่อเหล่าเท่านบียูซุฟมาก่อน และก็จะไม่มีบุรุษใดในภายหน้าอีกที่จะหน้าตาดีและสมส่วนเท่ากับนบียูซุฟอีก (หมายความว่าเป็นนบีที่ทั้งดีพร้อมฉลาดรอบรู้ใจกว้างไม่โกรธใครง่ายและหล่อครบสูตร)แต่ผมเห็นว่าไม่สำคัญเลยไม่ได้เอาหลักฐานเรื่องนี้มาลงไว้ เพราะกลัวจะยาวไป แต่โองการที่12/31 ก็บอกแล้วที่พวกสตรีเหล่านั้นอุทานว่า นี่ไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็น
ทูตสวรรค์(มะลัก) หรือเทพบุตรจากสวรรค์แถมคำว่าผู้มีเกียรติ์ด้วย

คำถามถัดมา เหตุการณ์นี้เกิดก่อนอัลกุรอาน มีปาฏิหารย์เกิดขึ้น มุสลิมในปัจจุบันให้ความสำคัญหรือไม่ หากมุสลิมนับถือพระเจ้าองค์เดียว
ตอบ ใช่ครับ มุสลิมนับถือพระเจ้าองค์เดียว แต่หากคำถามนั้นหมายถึง กรณีเรื่องยูซุฟบริสุทธิ์ เรื่องมีดบาดมือสตรีเหล่านั้นเพราะตลึงในความงามของยูซุฟ ตอบว่ามุสลิมเชื่อเรื่องนี้ว่าเป็นเรื่องจริงครับ เพราะอัลกุรอาน
ทุกคำที่ยกมานั้นเป็นดำรัสของอัลเลาะฮ์ ที่ทรงเล่าเรื่อง
ด้วยพระองค์เองครับ ถ้าไม่เชื่อก็ไม่นับถืออัลเลาะฮ์ซิ!

แต่หาก จะถามต่อไปอีกหน่อยหนึ่งว่า ก็ที่คุณมุร็อด มุคตารี เอามาขยายความนั้นเล่าเอามาจากไหน ไม่เห็นมีในโองการอัลกุรอานเลย รวมทั้ง จากบรรดาที่ยกมาบอกว่า นักอรรถาธิบายกุรอาน ชื่อนั้นชื่อนี้กล่าวว่าด้วย คนเหล่านี้ไปเอาเรื่องมาจากไหน
ก็ขอถามเองตอบเองว่า องค์ประกอบที่นักอรรถาธิบายอัลกุรอานเอามานั้น
เอามาจากฮาดิษ(วจนะของท่านนบีมูฮัมหมัด ซ.ล.)ที่อธิบายโองการเหล่านี้ไว้และบันทึกเล่าต่อๆกันมา
ก็ไม่ต่างจากที่ศิษย์น้องถามผมหรอก คือ เมื่อ มีโองการลงมาทีละโองการท่านนบี(มูฮัมหมัด ซ.ล.)ก็บอกแก่เหล่าสาวกว่า อัลเลาะฮ์มีโองการมาถึงฉันดังนี้ขอให้ท่านทั้งหลายท่องจำกันอย่าให้คาดเคลื่อน สาวกก็ท่องจำกัน
เหล่าสาวกก็สงสัยเหมือนเรานี่แหละ
ก็ซักถามว่า ประโยคนี้ หรือคำๆนี้หมายความว่าอย่างไรหรือทำไมมีดบาดมือสตรีเหล่านั้น ท่านก็จะอธิบาย(โดยไม่เอาคำเหล่านี้ไปรวมกับโองการของอัลเลาะฮ์ ในอัลกุรอาน)
สิ่งเหล่านี้ก็จะถูกบันทึกไว้เรียกว่า ฮาดิษ สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นข้อกำกับความหมายที่จะแปล โองการเหล่านั้น ดังนั้นนักอธิบายอัลกุรอานที่จะขยาย การอธิบายก็ต้องยกรายงาน จากฮาดิษเหล่านี้เป็นองค์ประกอบ ไม่ใช่แค่แปลภาษอาหรับได้หรือรู้ภาษาอาหรับอ่านออกพูดได้ ก็จะแปลกันไปเรื่อยเปื่อยได้ ดังนั้นจึงมีวิชาเฉพาะด้านคือ วิชาการให้ความหมายอัลกุรอานเป็นสาขาวิชาหนึ่งเลยครับ ซึ่งจะต้องศึกษาหลายด้านก่อนจะให้ความหมายอัลกุรอานได้ หากเกิดข้อขัดแย้งระหว่างนักวิชาการ ก็ต้องยกหลักฐานรายงานฮาดิษต่างๆมาประกอบหักล้างกัน หากใครให้ความหมายไปเรื่อย โดยขาดหลักฐาน อัลเลาะฮ์ก็จะทรงสาปแช่งเขา หรือถ้าเป็นอาณาจักรอิสลามสมัยก่อนคนเหล่านี้ก็จะถูกประหาร แต่ในข้อเขียนของผมนั้นผมยกข้อสรุปของนักวิชาการที่ได้รับการยอมรับและผ่านการค้นหาหลักฐานมาแล้วมาให้อ่านเลย มิได้ยกตัวหลักฐาน เพราะแต่ละโองการก่อนให้ความหมาย อธิบายประกอบนั้น ต้องใช้ฮาดิษยืนยันหลายฮาดิษ และก่อนที่จะมาถึงคำว่า ความเห็น
ของปวงปราชญ์ได้สรุปว่า (หมายถึงโองการที่ต้องตีความเพราะมีความหมายหลายด้านนะ แต่ส่วนมากอัลกุรอานนั้นชัดเจนสำหรับคนทุกระดับอยู่แล้ว ทั้งหมดนี้อยู่ใน ฉ. 9-10)


ถามผมว่าผมเชื่อในปาฏิหารย์ไม๊ ผมเชื่อครับรู้สึกว่าผมจะเคยตอบมาครั้งหนึ่งแล้วและจะยังตอบเหมือนเดิม
คือเชี่อ เท่าที่อัลเลาะฮ์บอกไว้ แต่สิทธิของปาฏิหารย์ทั้ง
หมดนั้น ก็เป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น หาได้มีภาคีใดเกี่ยวข้องไม่
เหตุการณ์ที่ทารกพูดได้นี้เชื่อหรือไม่
เชื่อครับ เพราะอัลเลาะฮ์อนุมัติให้เป็นอย่างนั้น(เพราะเรื่องทารกพูดได้นั้น อัลกุรอาน ได้พูดถึงก็มี
คือในยุคพระเยซู(นบีอีซา อ.ล.) อัลเลาะฮ์ก็ทรงให้ท่านพูดเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของแม่ท่าน(นางมัรยัม
หรือมาเรีย เพราะผู้คนต่างก็ว่า เธอท้องไม่มีพ่อ )
(อันที่จริงก่อนจะเอาหลักฐานนี้มาลง ผมก็ไปสืบดูจากข้อเขียนและผู้รู้หลายท่านแล้ว ต่างก็สรุปอย่างนี้จริงๆ
แสดงว่า มีฮาดิษรายล้อมให้ผู้เขียนเอาเรื่องนี้เขียนออกมาเช่นนี้
เพราะถ้ามี ฮาดิษแข็งแรง เขาจะปฏิเสธก็ไม่ได้ หรือแค่ขุม
เอาวิทยาศาสตร์มาอธิบายโองการอย่างเดียวก็พอแล้วเพราะหลักฐานของอัลกุรอานเรื่องเสื้อขาดนั้น
แข็งแรงพอแล้วสำหรับคนยุคเรา ส่วนผมจะไม่เอามาลงก็รู้สึกไม่สบายใจ คล้ายจะหลีกเลี่ยง เพื่อแอบอิงแต่วิทยาศาสตร์ ) แต่ประเด็นของทารกพูดได้นั้นคิดอีกทีก็คือ
การแสดงความบริสุทธิ์ ของนบียูซุฟ แบบปิดประตูสงสัยไปเลย เพราะถูกเสริมด้วยปาฏิหารย์ กลายเป็นว่าเรื่องเสื้อขาดนั้นเป็นแค่เรื่อง รองๆลงมา ถ้าศิษย์น้องเป็นขุนคลังอียิปต์
แล้วเจอเรื่องแบบนี้ จะหมดข้อสงสัยอย่างจริงใจในยูซุฟหรือไม่?
ขอบคุณครับกับคำถาม และดีใจที่ได้ตอบ ถ้าคำตอบคลุมเครือในข้อใด หากศิษย์น้องมีเวลา ซักถามได้อีกครับ
ขอโทษครับที่ถามสั้นแต่ตอบยาวมาก เพราะคำถามของศิษย์น้องนั้นรัดกุมมาก จนเกินกว่าสติปัญญาน้อยนิดอย่างผมจะใช้อักษรไม่กี่บรรทัดตอบได้


ความคิดเห็นที่ 1
ศิษย์กวง วันที่ : 29/09/2008 เวลา : 01.01 น.
http://www.oknation.net/blog/sitthi

หวัดดีฮะศิษย์พี่
อ่านแล้วต้อง "ทึ้ง" กับภาษาเลยครับ
หากไม่มีคำอธิบายมาประกอบ คงตีความกัน
ออกไปหลายประเด็น หลายความคิดแน่นอน
เช่น (อัลกุรอาน12/28-31) กับ (25 ศาสดา ยูซุฟ อ.ล. โดย มุร็อต มุคตารี น. 96-97)...
ขอถามศิษย์พี่ว่า...การตีความหมายดังกล่าวนี้ เป็นที่เชื่อถือของชาวมุสลิมทั่วไปหรือไม่ อีกอย่างการตีความจาก
ภาษาอาหรับ ย่อมต้องมีหลายคนแปลและตีความ เคยมีการขัดแย้งกันบ้างไหมครับ....
อีกอย่างเหตุการณ์นี้เกิดก่อนอัลกุรอาน มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น
ในเรื่อง(ตอนนี้) โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่ามุสลิมในปัจจุบัน
คงจะไม่ได้ให้ความสำคัญตรงนี้ นอกจากนับถือพระเจ้าองค์เดียว ขอถามว่า..ศิษย์พี่ล่ะครับ เชื่อในเรื่องของปาฏิหาริย์หรือไม่ หากตอบว่าไม่ เหตุการณ์ที่ทารกพูดได้
ในตอนนี้ศิษย์พี่มีความรู้สึกอย่างไรฮะ..

แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กันยายน 2008 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30