|

บางครั้งสิ่งที่สีสันสวยงามมักมีพิษมีภัย ลูกกวาดสีสันสดสวย แต่แฝงไปด้วยพิษร้ายจากสีผสมอาหาร หรือแม้แต่หญิงสาวที่แต่งแต้มเรือนร่างด้วยสีสันสังเคราะห์ ก็พร้อมจะทำให้เราหลั่งน้ำตา
ขึ้นต้นแบบน้ำเน่าเลยครับ พอดีเรื่องที่ผมจะเล่าให้ฟังวันนี้ ก็เกี่ยวข้องกับสีสันที่สวยงาม แต่มีอันตราย (ถึงตาย) ในกระบวนสัตว์ที่เป็นปรมาจารย์ด้านพิษ เรามักนึกถึงสำนักอสรพิษของงูเป็นอันดับหนึ่ง รองมาก็คงเป็นสำนักของแมงมุม แมงป่อง สัตว์พวกนี้ฝึกปรือพิษเพื่อใช้จัดการเหยื่อ พวกมันคือนักล่าที่ใช้พิษร้ายปลิดชีพเหยื่ออย่างเลือดเย็น แต่มีสัตว์กลุ่มหนึ่งที่หาญกล้าฝึกปรือการใช้พิษมาเย้ยยอดฝีมือเหล่านี้ นั่นคือ กบ ไม่ผิดหรอกครับ กบ อ๊บ อ๊บ นั่นแหละ อย่าคิดว่ากบจะไม่อันตรายนะครับ มีกบอยู่กลุ่มหนึ่งที่จะทำให้สำนักอสรพิษเหล่านั้นต้องอายไม่ใช่น้อย กบกลุ่มนี้ชื่อสกุลว่า เดนโดรบาทิด (Dendrobatid) หรือมีชื่อว่า กบลูกศรพิษ (poison arrow frog) พวกมันอาศัยอยู่ในป่าดิบชื้นของอเมริกากลางและอเมริกาใต้ มันตัวเล็กมาก มีขนาดเพียงไม่กี่เซนติเมตรเท่านั้น แต่พวกมันเป็นยิ่งกว่าเล็กพริกขี้หนู เพราะพิษร้ายที่มันใช้ มีฤทธิ์ร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เมื่อเทียบกันหยดต่อหยดแล้ว 
ตรงข้ามกับสำนักอสรพิษ กบสำนักลูกศรพิษไม่มีนโยบายไปหาเรื่องใคร พวกมันฝึกปรือพิษขึ้นมาเพื่อป้องกันตัว ไม่ใช่เที่ยวระรานใครแบบงู อาจเป็นความเก็บกดของกบ ที่ถูกงูฉีดพิษเข้าใส่ตัวแล้วจับกินบ่อยๆ พวกกบลูกศรพิษจึงวิวัฒนาการตัวเองจนมีพิษร้ายแรงอยู่ในตัว ไว้ป้องกันตัว ถ้าใครมากัดมัน รับรองว่าถึงฆาตแน่นอน แม้แต่มนุษย์ก็เถอะ แต่เหล่าศัตรูจะรู้ได้อย่างไรว่ากบเหล่านี้มีพิษ แม้ผู้ที่กัดมันจะต้องตาย แต่มันเองก็อาจตายตกตามกันไปด้วย เพื่อไม่ให้เสียเลือดทั้งสองฝ่าย จอมยุทธ์ผู้รักสงบนี้ จึงใช้วิธีที่ชาญฉลาดในการประกาศเตือนศัตรูว่าอย่ามายุ่งกับมัน พวกมันใช้สีสันสดใสบนร่างกายเป็นการเตือน กบลูกศรพิษเป็นสัตว์บกที่มีสีสันสดใสสวยงามที่สุดประเภทหนึ่งก็ว่าได้ สีแดง น้ำเงิน เขียว เหลือง ดำ และลวดลายต่างๆ แต่งแต้มอยู่บนตัวมัน บางตัวมีลายเหลืองดำ บางตัวมีสีน้ำเงินสด บางตัวมีตัวสีแดงแต่มีขาสีน้ำเงินดูคล้ายคนใส่กางเกงยีน 
กบที่มีสีสดใสเหล่านี้เปรียบเหมือนจอมยุทธ์ที่ถือธงป้ายสำนัก ซึ่งสร้างความยำเกรงให้กับผู้พบเห็น หรือเหมือนเครื่องหมายกะโหลกไขว้บนกระป๋องยาฆ่าแมลง ศัตรูของมันเห็นเข้าก็ขยาดไม่กล้าเข้าใกล้ สีแบบนี้พบได้ทั่วไปในโลกของสัตว์ ขณะที่ผู้ใช้พิษสายจู่โจมจะมีสีตัวหม่นกลืนไปกับธรรมชาติเพื่อพรางตัว ผู้ใช้พิษสายป้องกันตัวก็จะมีสีสันสดใสเหมือนกบลูกศรพิษ งูหรือหนอนบางชนิดก็มีสีสันสดใส เพื่อบอกศัตรูว่าอย่าเข้ามาใกล้มัน ดังนั้นสีสดใสเหล่านี้เป็นเสมือนสัญลักษณ์สากลของสัตว์ว่า อย่ามายุ่งกับฉันนะ ฉันอันตราย ซึ่งไม่แน่ใจว่าผู้หญิงที่แต่งตัวหรือแต่งหน้าด้วยสีสันสวยงาม จะต้องการสื่อแบบนี้เหมือนกันหรือเปล่า คราวนี้เรามาดูกันว่า พิษสูตรพิเศษของกบลูกศรพิษนั้นมีส่วนประกอบอะไร น้ำพิษของกบตัวจิ๋วนี้ประกอบด้วย สารแอลคาลอยด์ ที่จะทำให้เยื้อหุ้มเซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อเกิดการต้านสารสื่อประสาทต่างๆ ไม่ให้เดินทางผ่านมากขึ้น ทำให้เป็นอัมพาต จนถึงหัวใจหยุดทำงาน พิษนี้ร้ายแรงกว่ามอร์ฟีนที่ใช้เป็นยาชาถึง 400 เท่า และร้ายแรงมากแม้จะแค่สัมผัสโดนก็ตามก็ตาม ขณะที่พิษงู ถ้าไม่เข้ากระแสเลือดหรือสัมผัสเนื้อเยื่ออ่อนจะไม่อันตราย 
ว่าแต่ทำไมเจ้ากบพวกนี้ถึงต้องมีพิษร้ายแรงขนาดนี้ด้วย มันจะเสียพลังงานชีวิตสร้างพิษให้แรงขนาดนี้เพื่ออะไร ทั้งนี้ก็อาจเป็นเพราะศัตรูมัน เช่น งูหรือแมงมุม ต่างก็มีวิวัฒนาการจนสามารถต้านพิษที่มีฤทธิ์อ่อนกว่านี้ได้ เรียกได้ว่าพวกมันขับเคี่ยวต่อสู้กันน่าดู ถ้ายังเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกหลายชั่วรุ่น ก็ไม่รู้ว่าคู่ต่อสู้คู่นี้จะพัฒนาพิษไปร้ายแรงถึงขั้นไหน ในบรรดากบลูกศรพิษทั้งหมด ผู้ที่ยืนอยู่บนบัลลังก์สุดยอดจ้าวยุทธจักรพิษก็คือ กบลูกศรทองคำ (Golden dart frog) เจ้ากบยาว 2 นิ้วสีเหลืองสดนี้มีพิษแรงที่สุดในบรรดาสัตว์มีกระดูกสันหลังทั้งหมดของโลก พิษเพียง 1 มิลลิกรัมของมันสามารถฆ่าหนูได้ 10,000 ตัว หรือมนุษย์ 10 คน เรียกได้ว่ามันทำให้พิษงูเห่ากลายเป็นของเด็กเล่นไปเลย พิษลับของมันนี้มีชื่อว่า บาทราโคทอกซิน (batrachotoxin) ซึ่งทำให้กล้ามเนื้อส่งกระแสประสาทไม่ได้ จนไม่ทำงาน และหัวใจหยุดเต้น กล่าวกันว่ามีไก่กับสุนัขตายเพียงเพราะสัมผัสกับผ้าที่เจ้ากบนี้เคยเดินผ่าน สุดยอดแห่งอันตรายจริงๆ! 
แต่เหนือฟ้ายังมีฟ้า สุดยอดจอมยุทธย่อมมีวันแพ้ ไม่น่าเชื่อกบลูกศรทองคำยังถูกสัตว์ชนิดหนึ่งจับกิน นั่นก็คือเจ้างู Leimadopis epinephelus มันเป็นสัตว์ชนิดนี้ชนิดเดียวที่พอจะต้านพิษของเจ้ากบลูกศรทองคำนี้ได้ และทีน่าทึ่งก็คือเจ้างูที่ว่านี่ก็ไม่ใช่งูพิษเสียด้วย มันไม่มีพิษร้ายแรงพอจะเอาไปสู้ใครได้ แต่มันมีความสามารถที่จะต้านพิษที่ร้ายแรงที่สุดได้ สรุปว่าผู้ที่เก่งที่สุดไม่จำเป็นต้องมีพิษที่สุด จอมยุทธ์ต่างมีวิธีแปลกๆ ในการทำให้ร่างกายมีพิษ บ้างก็อาบยาพิษแต่เด็กเพื่อให้ร่างกายคุ้นชินกับพิษ แล้วเจ้ากบลูกศรพิษละ มันหาพิษมาจากไหน มันสร้างสารเคมีร้ายแรงแบบนี้ได้อย่างไร กบพวกนี้ไม่ได้ผ่านการฝึกหรืออาบพิษตั้งแต่เด็ก มันได้รับพิษมาจากการกินอาหาร ซึ่งได้แก่แมลง แต่ไม่ใช่ว่าแมลงทุกชนิดจะให้สารสร้างพิษได้ อาหารสร้างพิษหลักของมันคือ ด้วงในวงศ์เมไลริดี (Melyridae) ที่เป็นแหล่งบาทราโคทอกซินชั้นดี มันก็ต้องกินๆ แมลงพวกนี้ตั้งแต่โตขึ้นมาเป็นกบ (อ๋อ อย่าลืมนะว่าเมื่อก่อนกบต้องเป็นลูกอ๊อด) เพื่อสร้างพิษและสะสมไว้ในร่างกายจนกลายเป็นยาพิษเดินได้ดีๆ นี่เอง นอกจากงูที่ต้านพิษได้แล้ว ยังมีสัตว์อีกชนิดที่เอาชนะเจ้ากบนี่ได้ นั่นก็คือจอมยุทธ์สายบุ๋นอย่างมนุษย์ ที่ใช้สมองและมือปราบเจ้ากบตัวน้อย แถมใช้ประโยชน์จากพิษในตัวมันอีก ชาวอินเดียนแดงพื้นเมืองในอเมริกาใต้ฆ่ากบตัวจิ๋วพวกนี้ และใช้พิษจากตัวมันทาปลายลูกดอก โดยเอาลูกศรถูกับหลังกบ เพื่อทำลูกดอกอาบยาพิษที่ใช้ฆ่าลิงหรือนกได้อย่างรวดเร็ว และการกระทำเช่นนี้จึงเป็นที่มาของกบลูกศรพิษนี่เอง ยิ่งไปกว่านั้นมนุษย์ผู้ชอบสัตว์เลี้ยงพิสดาร ยังไปจับกบสีสันสวยสดพวกนี้มาจากป่า มาเลี้ยงในตู้กระจก เฝ้ามองดูกบหลากสีกระโดดไปมา แต่คนเลี้ยงไม่มีด้วงที่จะสร้างสารพิษให้มันกิน นานเข้าคำว่าพิษเลยค่อยๆ หายไปจากชื่อ กบลูกศรพิษพวกนี้ พวกมันกลายเป็นกบไร้พิษ ไร้อาวุธต่อกรกับศัตรู ยังดี (รึเปล่า) ที่มันถูกเลี้ยงไว้ในตู้กระจก เพราะไม่งั้นมันคงเจ้าเหมียวหรืองูเขียวปากจิ้งจกจับกินอย่างง่ายดาย ช่างเป็นการกระทำที่ทำลายศักดิ์ศรีกบพวกนี้มาก สุดท้ายแล้วยอดจอมยุทธ์สายพิษ ก็ต้องสิ้นฤทธิ์อย่างน่าสงสารอยู่ในตู้กระจก ด้วยฝีมือของจอมยุทธ์ผู้เห็นแก่ตัวอย่างมนุษย์นี่เอง 
แหล่งอ้างอิง หนังสือ Animal ของ David Btrnie หนังสือ Evolutionary wars ของ Charles Kingley Levy http://en.wikipedia.org/wiki/Poison_dart_frog http://www.wonderquest.com/ethanol-poisonest-animal-sleeping-fish.htm#beetle
|