พิมพ์หน้านี้
|
ผมเป็นคนที่ชอบเที่ยวพิพิธภัณฑ์มากครับ ทั้งพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เพราะพิพิธภัณฑ์เป็นสถานที่ที่ให้ความรู้โดยเห็นจากของจริง และผมเองก็สนใจวิธีการบอกเล่าหรือจัดแสดงสิ่งต่างๆ ในรูปแบบน่าสนใจด้วย เนื่องจากตอนนี้กำลังเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์และธรรมชาติ จึงนึกถึงพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งขึ้นมา เป็นที่ที่เมื่อก่อนผมเคยคลุกคลีอยู่ เมื่อเวลาผ่านไป จึงอยากกลับไปเยี่ยมอีกครั้ง และอยากนำเรื่องราวของที่นี่มาเล่าให้คนอื่นฟังบ้างครับ เพราะสำหรับผมแล้วถือว่าที่นี่คือสถานที่เก็บเรื่องราวธรรมชาติที่มีของดีๆ อยู่มากมาย ซึ่งที่นี่ก็คือ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผมเดินทางมาที่คณะวิทยาศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่ามกลางแดดที่ร้อนเปรี้ยงของเดือนเมษายน เมื่อมาถึงผมก็มุ่งไปยังตึกชีววิทยา ๑ หรือที่เรียกว่า ตึกขาว ซึ่งเป็นตึกที่สร้างพร้อมกับมหาวิทยาลัยแห่งนี้ พิพิธภัณฑ์ที่ผมจะพาไปอยู่ชั้น ๒ ครับ เมื่อมาถึงบันไดทางขึ้น ก็จะพบเจ้างูเหลือมนอนอ้าปากเรียกแขกอยู่ แสดงให้รู้ว่ามาทางถูกทางแล้ว ขอกล่าวถึงประวัติของพิพิธภัณฑ์นี้คร่าวๆ ก่อนครับ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดตั้งขึ้นในในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ โดย สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ แต่ก็ได้ยกเลิกไป จนถึงปี พ.ศ. ๒๕๓๐ จึงมีการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ ๕ รอบ และฉลองครบรอบ ๗๐ ปีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อมาถึงประตู อาจจะงงว่าเราเข้าไปได้หรือไม่ เพรามันจะดูเงียบและให้บรรยากาศขลังแบบโบราณๆ ยังไงชอบกล แต่ไม่ต้องกลัวครับ เดินเข้าไปเลย (อย่าลืมถอดรองเท้าก่อนนะครับ) ที่นี่ยินดีต้อนรับสุภาพชนทุกท่าน เมื่อเข้าไปแล้ว ก็จะพบพิพิธภัณฑ์ที่เต็มไปด้วยตู้ไม้จัดแสดงสิ่งมีชีวิตต่างๆ ให้บรรยากาศคลาสสิกมาก แม้จะดูไม่ใหญ่โตนัก แต่ที่นี่เต็มไปด้วยของที่มีคุณค่ามากมาย นอกจากนี้ยังมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของวงการวิทยาศาสตร์และธรรมชาติวิทยาอยู่ด้วยครับ ที่นี่จะเน้นการจัดแสดงตัวอย่างสัตว์เป็นพิเศษ ผมจะเป็นไกด์นำชมพิพิธภัณฑ์เองครับ เราเริ่มกันที่ตัวอย่างซึ่งมีค่ามากๆ ดีกว่า เพราะมันเป็นเรื่องของสัตว์ที่มีชะตากรรมน่าเศร้าและหาไม่ได้อีกแล้วในธรรมชาติ เจ้ากวางเขาสวยงามตัวนี้คือสมัน กวางเขาสวยงามที่พบเฉพาะในประเทศไทย นี่เป็นเขาของจริงกับหัวจำลอง ดูเขาที่แตกกิ่งสวยงามของมันสิครับ สมกับกวางชนิดหนึ่งที่มีเขาสวยที่สุดในโลก แต่น่าเศร้ามากที่มันสูญพันธุ์ไปจากโลกใบนี้แล้ว เพราะฝีมือคนไทยนี่เอง ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อร้อยปีก่อนพวกมันเคยเดินหากินอยู่แถว รังสิต สำโรง หรือพระโขนงนี่เอง ตามมาด้วยนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร สัตว์ที่เผชิญชะตากรรมโหดร้ายอีกเช่นกัน นกชนิดนี้พบที่บึงบอระเพ็ดแห่งเดียวในโลก โดยพบครั้งแรกในปี ๒๕๑๑ และพบครั้งสุดท้ายปี พ.ศ. ๒๕๒๓ ปัจจุบันไม่ทราบว่ามันสูญพันธุ์ไปหรือยัง นี่เป็นตัวอย่างที่สตัฟฟ์ไว้ มันมีรูปร่างคล้ายนกนางแอ่นขนาดใหญ่และมีขนยาวสองเส้นยื่นออกมาจากหาง สัตว์ในตำนานของไทยอีกชนิด ที่สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว และทั้งโลกก็มีเหลืออยู่ไม่ถึงร้อยตัว มันคือแรด หรือแรดชวา ที่ในอดีตเคยพบทั่วประเทศไทย ตัวสุดท้ายสูญพันธุ์ไปเมื่อ ปีพ.ศ. ๒๕๑๐ และเจ้าสิ่งนี้แหละครับ ที่ทำให้คนเขลาทั้งหลายทำลายชีวิตมัน เพียงเพื่อเอานอไปทำยาวิเศษ ทั้งๆ ที่ความจริงนอแรดก็คือเส้นขนที่อัดกันจนแน่นนี่เอง บนผนังมีเขาละอง หรือละมั่ง กวางชนิดหนึ่งที่มีเขาสวยงามแปลกตา ซึ่งสูญพันธุ์ไปจากป่าในเมืองไทยเรียบร้อยแล้ว แต่ยังดีที่สามารถเพาะพันธุ์พวกมันได้ จึงพอเห็นได้ตามสวนสัตว์ ชมตัวอย่างของสัตว์ที่น่าสงสารแล้ว คราวนี้เราไปดูอย่างอื่นที่น่าสนใจกันต่อดีกว่า ผมจะพาไปดูสัตว์ทีละประเภทละกัน เริ่มที่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังก่อนนะครับ
ผมชอบตู้นี้มากครับ นี่คือตู้จัดแสดงผีเสื้อหลากพันธุ์หลากสีสัน บนตู้จะเขียนว่า เข้าไปดูใกล้ๆ กันดีกว่าครับ มีชนิดอะไรบ้างเอ่ย ที่นี่จะไม่มีสัตว์ที่มีชีวิตนะครับ ทั้งหมดจะเป็นสัตว์ที่เก็บรักษาไว้ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งการจัดแสดงโครงกระดูก การแสดงโครงร่างแข็ง (ของพวกสัตว์ที่มีเปลือกแข็งหุ้ม) การสตัฟฟ์ (มักใช้กับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหรือนกที่มีขนปกคลุม) การดองในแอลกอฮอล์ (มักใช้กับพวกสัตว์เลื้อยคลานและสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก หรือสัตว์ที่มีเนื้ออ่อนนุ่ม) และการดองในฟอร์มาลิน (มักใช้กับพวกปลา) หอยมือเสือยักษ์ เป็นหอยที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน ใหญ่จนเด็กลงไปนอนได้สบายเลย มันเป็นหอยที่มีสาหร่ายเซลล์เดียวเจริญเติบโตอยู่บนแผ่นเนื้อข้างในเปลือกด้วยครับ มันจะกินสาหร่ายเหล่านี้เป็นอาหาร นี่เป็นสาเหตุที่มันต้องอ้าฝาขึ้นด้านบนเพื่อรับแสงแดด สาหร่ายจะได้เติบโต คอลเลกชั่นหอยเต้าปูนสีสันสวยงาม แต่เห็นสวยๆ แบบนี้มีพิษร้ายนะครับ มันจะยื่นเข็มพิษออกมาจับเหยื่อ เข็มพิษนี้พุ่งแรงจนทะลุเสื้อนักประดาน้ำได้ และพิษก็แรงพอจะทำให้เสียชีวิตใน ๕ ชั่วโมง แต่ถึงจะมีพิษร้ายแบบนี้ หลายคนก็ชอบสะสมพวกมัน ที่นี่มีเปลือกหอยสวยๆ ให้ชมมากมายเลยครับ ทำให้ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมปัจจุบัน หอยต่างๆ จึงลดจำนวนลงไปมาก เพราะความงามของมันทำให้มนุษย์เก็บไปชื่นชม เรื่องนี้เจ้าหอยเองก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกัน หอยกะหล่ำ มีเปลือกที่สวยงาม มีหลายขนาด หอยก้างปลา มีซี่หนามสวยงามมาก ภายในเปลือกของหอยเป๊าฮื้อแสนอร่อย มีสีเงินเมทัลลิกแววาว หอยงวงช้าง สัตว์โบราณหน้าตาคล้ายหมึกที่มีนเปลือกหอยหุ้มตัว ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นภายในเปลือกที่มีห้องการเจริญเติบโตจำนวนมาก ยิ่งโตเปลือกที่กั้นห้องภายในจะยิ่งมากขึ้น วงเกลียวที่สวยงามนี้ยังมีอัตราส่วนเป็นหลักเรขาคณิตแบบหนึ่งด้วยนะ ทายออกไหมครับว่านี่คืออะไร... ที่ป้ายเขียนบอกว่า นี่คือปูทะเลที่ใหญ่ที่สุด ใครมีตัวใหญ่กว่านี้จะมีรางวัลให้ หอยตะโกรมอายุ ๕,๐๐๐ ปี พบที่จังหวัดปทุมธานี พวกมันเป็นหอยน้ำเค็ม แสดงว่าเมื่อ ๕,๐๐๐ ปีก่อน ปทุมธานีเคยเป็นทะเลมาก่อน ต่อตอนต่อไปดีกว่า ที่นี่ยังมีอะไรน่าดูน่าชมอีกเยอะครับ รายละเอียดเพิ่มเติม ที่ภาคชีววิทยานี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์แมลง พิพิธภัณฑ์เต่าและตะพาบ และพิพิธภัณฑ์หอยทากของไทยด้วยนะครับ |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||