| Mae Ping Seminar | ||
seminar on topic of "planning for next pace", venue:along Mae Ping river |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |
พิมพ์หน้านี้
|
ประชุมรอง ผวจ.,ธนารักษ์จังหวัด กับชาวชุมชน วันพุธที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๑ เวลา ๑๔.๐๐ ๑๖.๐๐ น. ณ ลานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลานโพธิ์) ตลาดร้อยปีสามชุก ได้มีการประชุมผู้เช่าที่ราชพัสดุในแปลงตลาดร้อยปีสามชุก ตามที่ธนารักษ์พื้นที่ได้มีจดหมายเชิญประชุมเมื่อสองวันก่อนหน้า ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด นายพงศธร สัจจชลพันธ์ กรุณาให้เกียรติเป็นประธานในที่ประชุม ผู้เข้าร่วมประชุมท่านอื่นๆในฝ่ายราชการคือ ท่านนายอำเภอสามชุก หัวหน้าธนารักษ์พื้นที่สุพรรณบุรี เจ้าหน้าที่ธนารักษ์อีกสองท่าน (ท่านหนึ่งเป็นฝ่ายจัดประโยชน์) ท่านรองผู้ว่าฯเกริ่นความเป็นมาของการเชิญประชุม จากแนวคิดเดิมของกรมธนารักษ์ในการปลูกสร้างตึกแถวแทนที่ห้องแถวไม้เดิม ข้อเสนอที่จะอนุรักษ์สภาพอาคารแถวไม้เดิมจากฝ่ายผู้เช่าฯร่วมกับชาวชุมชนที่มิได้เป็นผู้เช่าฯ จนมาถึงการตกลงรับแนวคิดอนุรักษ์ของชุมชน โดยมีประกาศของกรมศิลปากรและความเห็นจากกรมศิลปากรว่าสมควรอนุรักษ์ไว้เป็นเหตุผลประกอบ ท่านรองผู้ว่าฯกล่าวเน้นแนวทางทำงานร่วมกันต่อไปว่าต้องเป็นประชาธิปไตย หมายถึงมติร่วมกันของคนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์สมบูรณ์ ลำดับขั้นตอนใดที่จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือหรือสนับสนุนจากทางการ ทางการจะเข้าสนับสนุนในส่วนนั้น หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ สมาชิกทุกคนในชุมชนจะต้องรู้เท่าๆกัน รู้ทันๆกัน เรื่องแนวทางการพัฒนาปรับปรุงตัวอาคารห้องแถวไม้ ตกลงให้ใช้แผนแม่บทที่ชาวชุมชน (ซึ่งรวมถึงผู้เช่าฯ) ได้สรุปร่วมกันไว้กับมูลนิธิชุมชนไท และสถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน (พอช.) และลงมติยึดถือร่วมกันแล้วก่อนหน้า ซึ่งแผนแม่บทนี้มีสำเนาอยู่กับธนารักษ์พื้นที่ ๑ ชุด โดยธนารักษ์พื้นที่รับจะเรียบเรียงข้อตกลงของชาวชุมชนที่สรุปในแผนแม่บทให้ออกมาเป็นกติกา ข้อตกลงกลางสำหรับการดัดแปลง ซ่อมแซม ปรับปรุง อาคารห้องแถวไม้ที่อยู่อาศัย ไม่ให้ขัดกับหลักการในแผนแม่บท ให้ง่ายที่ผู้เช่าฯจะอ่านทำความเข้าใจและดำเนินตาม หลังจากนี้ ธนารักษ์จะรับหน้าที่ดูแลเงื่อนไข รับคำร้องขออนุญาตปรับปรุง ดัดแปลงอาคาร พิจารณาให้อนุญาต และเมื่อผ่านการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีตำบลสามชุกไปแล้ว จะให้เทศบาลฯพิจารณาประกาศเป็นเทศบัญญัติต่อไป ท่านรองผู้ว่าฯรับจะประสานกับ กฟภ. ศึกษาการปรับปรุงทางเดินสายไฟฟ้าหลักในชุมชนให้เป็นระเบียบสวยงามต่อไป อนึ่ง กรรมการพัฒนาตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์ท่านหนึ่งได้กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการที่ผ่านมาว่าได้มีการรับการอบรมหลักการตลาดสมัยใหม่ เรื่อง SWOT technic โดยความอนุเคราะห์ของหน่วยงานหนึ่ง และรับการอบรมเพิ่มเติมอยู่เป็นระยะ จากนี้ไปจะขยายการรับการอบรมมาสู่สมาชิกชุมชน(รวมผู้เช่าฯ)เป็นลำดับไปให้ทั่วถึง ทั้งนี้จากเงินทุนที่เพิ่งได้รับมาจากองค์กรหนึ่ง การประชุมครั้งต่อไปจะพิจารณาโอกาสที่เหมาะสมอีกครั้ง ๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐ ความจริงแล้ว ความเป็นมาของการอนุรักษ์บ้านเก่าในวันนี้ มิได้เป็นเรื่องราวที่สรุปได้สั้นๆเพียงสามประโยคดังที่ท่านรอง ผวจ.เกริ่นนำการประชุม แต่นับจากกรมธนารักษ์ดำริโครงการรื้ออาคารห้องแถวเก่าตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ เป็นต้นมา ตลาดเต็มไปด้วยอึมครึม สับสน ลังเล จำยอม มีการปรับเปลี่ยนกิจการร้านค้า ลดขนาดลง มีการอพยพโยกย้ายไปอยู่กับลูกเต้าในเมืองหรือเมืองหลวง ทิ้งบ้านไว้ร้าง หรือปล่อยเช่าไปแกนๆ มีความอลหม่านในการช่วงชิงตำแหน่งทำเลดีๆในผังใหม่ วิ่งเต้นหานักการเมืองท้องถิ่น มีความคิดริเริ่มหาจุดที่จะอนุรักษ์ มีการเผยแพร่ความคิด ระดมคนเฒ่าคนแก่มาร่วมกันเล่าความเป็นมาของบ้านเกิด มีคนคัดค้าน เร่งรัดให้มีการสร้างตึก มีการเสนอเสนอแนวคิดให้ฝ่ายอำเภอ ไปยื่นหนังสือถึงจวนผู้ว่าฯ ไปถึงกรมธนารักษ์ เผชิญแรงกดจากฝ่ายราชการที่ยืนยันการเดินหน้าปฏิบัติตามแผน มีการขอความสนับสนุนจากมูลนิธิชุมชนไท และหน่วยงานองค์กรเอกชนด้านการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรม มีการออกสำรวจสภาพอาคารทางกายภาพท่ามกลางแรงใจและทั้งเสียงปรามาสเย้ยหยัน จนได้เป็นเอกสารภาพรวมพร้อมแนวทางการพัฒนาเชิงอนุรักษ์ ผลักดันแนวคิดขึ้นไปตามสายงานราชการซึ่งยึดถือแนวปฏิบัติจากบนลงล่างอยู่ไม่คลาย ยิ่งไม่ต้องหวังถึงเม็ดเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานปกครองท้องถิ่นที่มีงบประมาณจากส่วนกลางลงมานับสิบล้านบาท รู้กันดีว่ากรอบคิดของนักการเมืองแบบเก่าคือการใช้งบไปกับสิ่งปลูกสร้างที่เป็นคอนกรีตและเหล็กเส้นที่จับต้องได้ การได้มาซึ่งคะแนนเลือกขึ้นสู่อำนาจก็ย่อมต้องใช้วัตถุแห่งความจูงใจ ผลสำเร็จตรงนี้ ณ วันนี้ คือข้อพิสูจน์ยืนยันว่าความมั่งคั่งยั่งยืนร่วมกันของชาวบ้านชาวเมืองนั้น เราชาวรากหญ้าสามารถร่วมกันทำด้วยตัวเองได้ ไม่ต้องรอคอยใครมาปั้นโครงการให้ โจทย์ข้อต่อไปคือ ทำอย่างไรจะขยายความมั่งคั่งยั่งยืนออกไปยังชาวบ้านชาวเมืองรอบๆ ไม่จำกัดแค่ในตัวตลาด ทำอย่างไรจึงจะเกิดความร่วมมือในแบบข้างนอกผลิตแล้วส่งมาขายข้างใน ต่อยอดออกไปให้ทั่วทุกหัวระแหง ทำอย่างไร เม็ดเงินที่ลงมายังท้องถิ่น(ซึ่งมาจากเงินภาษีจากชาวบ้านเอง)จึงจะไม่ละลายไปกับสิ่งก่อสร้างคอนกรีตที่แห้งแล้ง แทบสูญเปล่า แต่ใช้มันสร้างการงานที่ยั่งยืนให้กับพ่อบ้านแม่บ้าน ลูกหลานเยาวชนที่ถูกคัดออกจากระบบการเรียนแบบไต่เต้า บางที การเข้าไปมีส่วนในอำนาจท้องถิ่นอาจเป็นเรื่องจำเป็น ความเป็น ใจเมือง อันรวมดวงใจของชาวบ้านชาวช่องทุกครัวเรือนไว้ด้วยกัน มีจริงหรือไม่ พวกเขาจะเลือกนักการเมืองในกรอบเก่าๆ หรือเลือกใช้ตัวแทนจากรากเหง้าตัวเองเข้าไปสร้างกลไกหล่อหลอม ใจเมือง |