| Mae Ping Seminar | ||
seminar on topic of "planning for next pace", venue:along Mae Ping river |
||
|
View All |
||
พิมพ์หน้านี้
|
เอกสารสรุปงานฟื้นฟูตลาดสามชุกเชิงอนุรักษ์พิมพ์เสร็จแล้ว เสาร์ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๑ จัดพิมพ์เป็นรูปเล่มหนังสือขนาดพกกระเป๋า หนา ๑๐๘ หน้า เป็นรายงานการเข้ามาศึกษาด้านกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ และประวัติศาสตร์ความเป็นมาของตลาดสามชุก พร้อมทั้งจัดประชาคมชาวตลาดสามชุกจนได้ข้อสรุปร่วมกันถึงทิศทางการพัฒนาตลาดสามชุกในเชิงอนุรักษ์ รูปแบบความเป็นไปได้ ในบริบททางสังคมและเศรษฐกิจปัจจุบัน จัดทำโดยคณะเจ้าหน้าที่ ๓ ท่านที่ได้เข้ามาทำการศึกษาและดำเนินการดังกล่าว เนื้อหารายงานจะให้รายละเอียดของสภาพตลาดและผู้คนก่อนที่จะมีการเคลื่อนไหวฟื้นฟูตลาด จุดกำเนิดความคิดในการฟื้นฟู อุปสรรค ความชะงักงัน การค้นพบทางออกใหม่ และศักยภาพของชุมชน ความขัดแย้งกับฝ่ายราชการ ประเด็นที่น่าสนใจคือ ช่วงการแข่งแย่งกันเป็นผู้กำหนดนิยามคำว่า อนุรักษ์ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนจะพลิกมาเป็นที่รู้จักกว้างขวางเช่นวันนี้ มีความขัดแย้งอย่างแหลมคมระหว่างชุมชนกับฝ่ายราชการระดับจังหวัดในเรื่องความหมายของคำว่าอนุรักษ์ และการอนุรักษ์ ชุมชนถูกเบียดแทรกในการประชุมหลายครั้งที่ระดับต่างๆด้วยความหมายของการอนุรักษ์ที่เป็นแต่ในนาม แต่เนื้อหาแล้วคือการ ปรับปรุง ซึ่งนำไปสู่ความหมายในทางปฏิบัติที่เป็นการรื้อถอนแล้วปลูกสร้างใหม่ ชุมชนได้มีโอกาสเรียนรู้เนื้อหาที่เป็นจริงเหล่านี้โดยไม่ต้องไปมัวทำความเข้าใจกับศัพท์แสงทางวิชาการแปลกๆยากๆ เพราะเนื้อหาที่เป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตที่โลดเต้นและหล่อเลี้ยงองคาพยพในชุมชนได้มาให้เห็นต่อหน้า ให้ทำการตัดสินใจด้วยตนเองอย่างซึ่งหน้าแล้ว ในรายงานยังให้รายละเอียดทางกายภาพของวัสดุโครงสร้างอาคาร การทดสอบในห้องทดสอบทางวัสดุศาสตร์ ซึ่งภายหลังได้ไปผนวกกับรูปแบบความเป็นตลาดดั้งเดิม (visual) ที่ชุมชนต้องการให้เป็น ซึ่งนั่นคือภาพในความคิดของชาวชุมชน ในขั้นตอนการประชาคมร่วมกับนายอำเภอยังทำกันถึงขนาดลงรายละเอียดว่ารูปแบบของส่วนประกอบอาคารเช่น ผนัง ประตู ป้ายชื่อร้าน ป้ายโฆษณา กันสาด ผ้าใบ ในรูปลักษณ์ใดที่ยอมรับได้ และยอมรับไม่ได้ ซึ่งนั่นดูเหมือนจะยังมีสภาพลักลั่นปรากฏให้เห็นอยู่ด้วยสมาชิกชุมชนบางท่านยังมิได้ร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชนส่วนใหญ่อย่างให้ใจ และสมาชิกชุมชนบางท่านเป็นคนมาใหม่ภายหลังเมื่อการฟื้นฟูเริ่มปรากฏเป็นรูปธรรมแล้ว กล่าวคือมาทีหลังการรณรงค์ฟื้นฟูด้วยสายสัมพันธ์ที่โยงมาทางเครือญาติและความเกี่ยวดอง นั่นจึงทำให้บางส่วนนึกถึงการพึ่งพากลไกเทศบัญญัติ คือ ใช้ข้อบังคับราชการมาเป็นกลไกร่วมกับกลไกของชุมชนพึ่งตนเอง ในเล่มรายงานยังมีภาพประกอบแต่ละหัวข้อการศึกษาทั้งด้านกายภาพ สังคม เศรษฐกิจ เช่น ภาพสภาพอาคารก่อนการทำแผน ผังประกอบ กิจกรรมค้าขายก่อนและหลังทำแผน กิจกรรมการประชาคม ระดมความคิด พร้อมภาคผนวกเป็นตารางสรุปรายละเอียดรูปลักษณ์ทางกายภาพที่ควรเป็นในความคิดของชาวชุมชน ซึ่งยังจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมต่อไปอีก นั่นเท่ากับว่า การพัฒนาตลาดสามชุกในเชิงอนุรักษ์นั้น ยังไม่จบ แต่กำลังเคลื่อนไปข้างหน้า โดยมีผู้สนใจมาท่องเที่ยวชมสภาพบรรยากาศเก่าก่อนของบรรพบุรุษ มาร่วมเป็นประจักษ์พยานในการเคลื่อนไปข้างหน้านั้น ทั้งชุมชนสามชุกเองก็ dynamics ทั้งผู้สนใจมาเสพรับบรรยากาศของรากเหง้าตนก็ dynamics นี่อาจใช้เป็นกรณีศึกษาที่ชุมชนอื่นทั่วไทยนำมาศึกษาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อบกพร่องถดถอย พร้อมกับสร้างจุดแข็งให้การพัฒนาท้องถิ่นตนดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพให้มากกว่าผู้ถางทาง หนังสือรายงานการศึกษาเล่มนี้ มีคณะผู้ศึกษาและเรียบเรียงคือ สักรินทร์ แซ่ภู่, ณัฐวุฒิ อัศวโกวิทวงศ์, มนต์ทวี จิระวัฒน์ทวี มีวางแผงอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์บ้านขุนจำนงจีนารักษ์ ตลาดสามชุก สุพรรณบุรี และอาจหาได้ที่มูลนิธิชุมชนไท มีอยู่เรื่องหนึ่ง ในรายงานนี้ระบุข้อมูลการริเริ่มความคิดในการอนุรักษ์+พัฒนาชุมชนตลาดจากกลุ่มบทบาทซึ่งมีแรงบันดาลใจมาจากดร.สมเกียรติ อ่อนวิมล ซึ่งมีรกรากอยู่ที่ตลาดสามชุก และดร.ศรีศักร วัลลิโภดม อันที่จริง ตามที่ จขบ.ทราบมา ประกายไฟสะเก็ดแรกๆก่อนหน้าอาจารย์ศรีศักร ก่อนหน้าดร.สมเกียรติ ก่อนหน้าคณะผู้มีบทบาทนั้น แว้บขึ้นมาจากลูกหลานชาวสามชุกสองท่านคือ สุรพล จินดาอินทร์ กับ ชัชวาล วัฒนไกร ซึ่งยังคงร่วมสนับสนุนการดำเนินงานฯอยู่อย่างไม่เป็นทางการ และปลีกตัวไปทำกิจกรรมอื่นอยู่ตามภารกิจประจำ จขบ.ขอบันทึกไว้เป็นหมายเหตุเล็กๆเผื่อการสืบค้นในวันหน้า |