วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน 2551
คิด คิด คิด
Posted by
driftworm
,
ผู้อ่าน : 87
, 14:11:22 น.
พิมพ์หน้านี้
|
เมื่อวาน เขียนความเห็นไว้ที่เอ็นทรี่ "เลือดสุพรรณ" ของลูกเสือหมายเลข ๙ มีข้อสังเกตว่าสองฝ่ายที่ฮึ่มๆกันอยู่ก็ย่อมจะฮึ่มๆกันต่อไปไม่มีพัก พักไม่ได้ ฉิบหายทั้งบาง ส่วนฝ่ายที่อยากให้สามัคคีหันหน้าเข้าหากัน ก็พร่ำคำสมานฉันท์ สมานฉันท์ ข้อสังเกตคือว่า มันทะเลาะกันที่ความคิด ที่ตัวคิด ที่ตรรก ที่ต่างถือกันอยู่คนละอัน มันไม่มีวันจะหันหน้าเข้ากันได้หรอก จนกว่าจะมีคนฉลาดๆคิดคำอธิบาย คิดตรรกที่เฉลยได้ว่า ฝ่ายเอ็งจะฉิบหายอย่างนี้ๆ ส่วนฝ่ายมึงก็จะฉิบหายอย่างนี้ๆ ก่นไปในประวัติศาสตร์เลยก็ได้ ใครช่วยอธิบายให้เข้าหูพวกนั้นหน่อยว่าความคิดม้าร์กซิสม์ เหมาเจ๋อตง ผนวกกับกงล้อทุนนิยมน่ะ มันจะพาฉิบหายถึงขนาดพ่อแม่ลูกก็จะเหลือสายสัมพันธ์สั้นนิดเดียว ส่วนความคิดอีกฝ่ายนั้นก็สมควรจะปรับให้เข้ากับยุคสมัย อธิบายให้ได้ว่าทำไมฉันถึงต้องอยู่ชนชั้นนี้ๆ เงยหน้าไม่ขึ้น (คำอธิบายแบบวาสนา กรรมเก่า ไม่เอาแล้ว) เอาให้เป็นรูปธรรมหน่อย ข้อสังเกตอีกข้อที่สนับสนุนคือ ผมเห็นเด็กสนใจมาร์กซิสม์กันอีกแล้ว ขณะที่สังคมไทย ชนส่วนใหญ่เริ่มถูกผลักดันให้ไปจนมุมตรงที่เป็นเพียงผู้ขายแรงงานกาย แรงงานสมอง (prolitariat) หรือในอีกคำสวยๆคือ ลูกค้าผู้บริโภคเป้าหมาย วันนี้ มีบล๊อกของเพื่อนที่มายโอเปร่าพูดเรื่อง อีแอบ ไปใส่ความเห็นไว้เหมือนกัน ผมลองเอามาลงไว้ที่เดียวกัน ดูซิว่าจะกลมกลืนในความคิดไหม การเป็นอีแอบที่พูดกันอยู่นั้น ใช่ มันเป็นคำประดิษฐ์เพื่อเสียดสี ดังนั้น มันก็บอกในตัวว่ามาจากอีกมุมหนึ่ง มันเป็นมุมที่เกิดใหม่ แล้วทำให้ต่างฝ่ายต่างมุมเริ่มมองอีกฝ่ายด้วยแววตาที่แปลกแยกต่อกัน และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
ข้างบนนั้นใช้คำว่ามุมที่เกิดใหม่ เพราะว่ามันเป็นคติใหม่ ทัศนะ(การเห็น)โลกในมิติของคำอธิบายใหม่สักร้อยกว่าปีมานี้ในเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์จำนวนมากมหาศาลบนลูกกลมประหลาดก้อนนี้
เมื่อว่าเป็นของใหม่ ของเก่าล่ะเป็นไฉน อันแรกก็นึกถึงที่อาจารย์นิธิเคยเขียนบทความเรื่องวัฒนธรรมตั้วเฮีย มันคืออำนาจจัดการในชุมชนที่เกิดจากการยอมรับร่วมของชุมชน แต่ไม่มีตัวบทกฎหมายเป็นลายลักษณ์มารองรับ ส่วนหนึ่งของการยอมรับนั้นมิใช่เพียงวาสนา บารมี อิทธิพล แต่ยังมีลักษณะการพึ่งพากันทั้งทางด้านการดำเนินชีวิต ทางด้านจิตใจ ทางด้านความสะดวกในชีวิต
ถ้าเราเอากรอบของวัฒนธรรมตั้วเฮียเหมือนเป็นแว่นกลมๆไปทาบบนบริบทสังคมไทยที่มีวัฒนธรรมฝังรากอยู่ มันทาบลงได้ในหลายๆบริบท ในขนาดใหญ่บ้าง เล็กบ้าง จำนวนมากมหาศาลเช่นกัน แม้แต่นักรับเลือกตั้งในปัจจุบันนี้เองก็ยังมีลักษณะนี้อยู่ หรือมิใช่
แล้วถ้าหากแว่นของวัฒนธรรมตั้วเฮียนี้เผอิญไปทาบติดบนบริบทสังคมขนาดใหญ่มากระดับประเทศ กลับเกิดมุมมองใหม่ในทางลบขึ้นมา ดังที่เกิดคำว่าอีแอบ คำว่านอกระบบ(ทั้งที่จริงๆมันก็คือระบบที่มองไม่เห็นเป็นลายลักษณ์) เพราะว่าที่ระดับนี้มันเผอิญว่ามีเราการรับกรอบคิดอย่างใหม่ กรอบการพัฒนาพื้นที่ประเทศ พัฒนาทุน และการผลิตอย่างใหม่เข้ามา และมีความขัดกับกรอบเก่าที่ไม่เป็นลายลักษณ์อย่างแหลมคม
กรอบคิดใหม่ที่เข้ามานั้น มีที่ยืนได้เพราะว่าคนที่สมาทานมันได้รับผลสำเร็จตอบแทนเป็นโภคผลมหาศาล ถ้าไม่ มันคงไม่มีที่ยืน ในรายละเอียดของมันยังมีส่วนที่เป็นที่ตำหนิอยู่มากเช่น การเหยียดคนลงเป็นเพียงเฟืองตัวหนึ่งในเครื่องจักผลิตขนาดใหญ่ หรืออีกด้านหนึ่งก็เป็นเพียงลูกค้าเป้าหมายผู้บริโภค
เมื่อร้อยกว่าปีก่อน มีคนคิดคำอธิบายฉายให้เห็นภาพชัดของผู้คนในสังคมโลกว่าสัมพันธ์กันอย่างไร จักหมุนต่อไปในทิศทางใด แต่มาถึงปัจจุบันเหมือนว่าคำอธิบายนั้นเผชิญความขลุกขลักในการอธิบายเหตุการณ์อย่างในรัสเซีย หรือจีน เวียดนาม เขมร
ไทยเราเองก็กลับเผชิญสถานการณ์ที่แปลกประหลาดยากจะหาคำอธิบายใดๆมาจัดการได้อย่างหมดจด ยิ่งในภาวะปัจจุบันที่เหมือนหัวรถห้อตะบึงไปไม่หยุด แต่ตูดรถยังแช่อยู่ในวัฒนธรรมตั้วเฮียอยู่เลย มันเลยเหมือนหนอนถูกกดตูด ได้แต่สะบัดหัวเร่าๆ กระแด่วๆ ไม่ไปไหนได้
ใครช่วยหาคำอธิบายใหม่ๆ ตรรกใหม่ๆให้กับหนอนตัวที่ชื่อไทนี้หน่อยสิ หลุยส์ อัลตูแซร์รับภาระนี้ไม่ได้แล้ว พอเราจับเอาความสัมพันธ์ของผู้คนลงในกรอบตายตัว (pattern) เพื่อให้อธิบายได้ง่าย ควบคุมได้ง่าย รูปแบบความสัมพันธ์ก็แปลงเป็นตัวบทกฎหมายที่อิงอยู่กับตรรกวิทยา(มากกว่าคุณธรรมฤๅ) เมื่อเราวางใจไปที่สิ่งที่เป็นลายลักษณ์ เมื่อเกิดความขัดแย้ง ก็ต่างคนต่างงัดเอาตรรกของตัวเองมาใช้อธิบายลายลักษณ์ที่เชื่อถือนั้น ให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง ขนาดอธิบายให้ดำเป็นขาว ก็ยังเชื่อกันว่ามันไม่ผิดกันอยู่เลย ที่ทะเลาะกันนี่ก็เพราะคิด คิด คิด ทีนี้จะไปพึ่งใคร พึ่งอะไรล่ะ
|