โรงเรียนปิดเทอม………ผมต้องอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าเรียนต่อ
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนบัวขาว โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ
นักเรียนจากทุกโรงเรียนต่างมาสอบเข้าเรียนต่อในระดับ
ชั้นมัธยมที่โรงเรียนแห่งนี้เพราะเป็นโรงเรียนเดียวที่สอนระดับมัธยม
ในอำเภอกุฉินารายณ์ นอกเหนือจากนั้นผมต้องเตรียมตัวขึ้นชกกับ ฟ้าประทาน
ศิษย์เขาวง หลังจากที่คลาดกันมาหลายครั้ง
ในเทศกาลวันสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง
หลังจากเอาชนะ สี่แยก ศิษย์สมเด็จได้ผมก็ไม่มีคู่ชกอีกเลยได้แต่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้นักมวยในค่าย
ผมจะแบ่งเวลาช่วงตี 4-6 โมงเช้าในการหนังสือ
ซ้อมมวยเสร็จก็เข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อจะตื่นตี 4ได้โดยไม่งัวเงีย
ทำให้ผมติดเป็นนิสัยมาจนถึงทุกวันนี้
ข่าวการชกระหว่างผมกับ ฟ้าประทาน ศิษย์เขาวงดังกระฉ่อนไปทั่ว
ทุกคนต่างใจจดใจจ่อรอเวลานั้นจะมาถึง
มีครูมวยจากหลายค่ายมาดูการซ้อมพร้อมกับให้คำแนะนำแก่ผมอยู่ตลอดเวลา
หลายคนบอกว่าผมทำให้วงการมวยคึกคักขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
หลายคนอยากให้ผมชกกับ โพนทอง เกียรติวายุภักดิ์
แต่คงเป็นไปไม่ได้เพราะเป็นมวยคนละรุ่น
ไม่มีอะไรที่เป็นไม่ได้หรอกในโลกนี้ใช่ไหมครับพี่น้อง
ลุงสอนบังคับให้ผมกินไข่ดิบกับน้ำสไปรท์ทุกวันจนผมเบื่อไข่ไปนาน
ผมถูกเก็บตัวไม่ให้ออกไปไหนแม้แต่จะไปเป็นพี่เลี้ยง
ทำเหมือนกับกลัวว่าผมจะแพ้จึงต้องกวดขันในการซ้อมเป็นพิเศษ
ผมสอบเข้าโรงเรียนบัวขาวได้
ที่จริงแล้วนักเรียนได้เข้าเรียนกันทุกคนแต่สอบเพื่อ
จะคัดแยกนักเรียนเก่งกับไม่เก่งออกจากกัน
เป็นนโยบายของผู้อำนวยการโรงเรียน และผมก็ได้อยู่ห้องคิง ซึ่งมีไอ้พงษ์
ไอ้นูญที่สาดก๊วยเตี๋ยวใส่ไอ้พงษ์จนเกือบถูกไอ้พงษ์บีบคอตาย
ส่วนไอ้เฒ่ากับไอ้ตุ๊ต๊ะอยู่ห้องท้าย ๆ ไม่ติดอันดับ
พ่อผมพาคณะนักชกไปที่เขาวงตั้งแต่เที่ยง พวกเราพากันไปพักที่บ้านของผู้ใหญ่บ้านซึ่งพ่อผมรู้จักดี เพราะพ่อผมได้สัมปทานทำไม้ในเขาวง จะต้องมีการจ่ายเบี้ยบ้ายรายทางให้คนใหญ่คนโต ภายในหมู่บ้านจึงทำให้พ่อผมรู้จักกับคนพวกนี้ เห็นผู้ชายคนหนึ่งรูปร่างสันทัดผิวดำแดงเข้ามายกมือไหว้พ่อผม ดูท่าคงรู้จักกับพ่อผม เขาไม่ได้มาคนเดียวแต่มีเพื่อนมาด้วย 4-5 คน แต่ละคนสะพายอาวุธสงครามครบมือ ทีแรกผมก็นึกว่าเป็นตำรวจหรือไม่ก็ทหาร แต่ดู ๆ แล้วไม่น่าจะใช่ พ่อผมเดินมาหาผมกับผู้ชายคนนั้น
“นี่ไงลูกชายอั๊วะ…ที่จะชกกับไอ้ฟ้าประทาน”
ผมรีบยกมือไหว้แกยกมือรับไหว้แล้วมองผมอย่างพิจารณา พร้อมกับยื่นกระดาษให้ผมบอกว่ามีคนฝากมาให้ ผมรับมาอย่างง ๆ ไม่คิดว่าจะมีใครเขียนจดหมายมาหาผม เปิดออกอ่าน
“ มนุษย์เกิดมาถนัดซ้ายกันทุกคน นี่คือความลับของสวรรค์ ใครรู้ความลับนี้จึงจะเป็นผู้ชนะ”
ผมเก็บจดหมายด้วยความดีใจ ครูฟ้าลั่นครูมวยที่สอนเชิงเตะของผมนั่นเอง พ่อบอกว่าผู้ชายคนที่เอาจดหมายมาให้ผมเป็นทหารป่า ชื่อสหายเขียว พ่อผมรู้จักเพราะต้องจ่ายเงินให้เขาตอนขนไม้ออกจากป่า รัฐบาลรู้ดีว่าพื้นป่าที่ให้สัมปทานเป็นพื้นที่สีแดง เพราะอยู่ในเขตของคอมมิวนิสต์ หลังจากรับเงินสัมปทานแล้วรัฐบาลก็ไม่สนใจว่าคู่สัญญาจะเข้าไปตัดไม้ได้หรือไม่ พ่อผมจึงต้องแก้ปัญหาด้วยตนเองมาตลอด ไหนจะจ่ายค่ากู้ระเบิด ค่าดูแลไม่ให้ใครตัดไม้ในเขตป่าสัมปทาน ถ้าอยู่ที่ประเทศเกาหลีสมัย อิมซังอ๊ก พ่อผมคงโดนข้อหากบฎฐานให้เงินสนับสนุนคอมมิวนิสต์ ถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรไปแล้ว
ฟ้าประทาน ศิษย์เขาวง ตัวใหญ่กว่าผม ดูมีความมั่นใจสูง ลักษณะคล่องแคล่วว่องไวไม่ค่อยอยู่นิ่งแม้ยืนอยู่บนเวทีเขาจะขยับตัว
โยกตัวอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่เราชกกันไม่ว่าจะเป็นหนัง วงดนตรี หมอลำ ฯลฯ ต่างหยุดการแสดงเพราะไม่มีใครดูทุกคนต่างมุ่งมาที่เวทีมวยเพื่อเชียร์คู่ชกระหว่าง
นกเล็ก ลูกเพชรแท้ กับ ฟ้าประทาน ศิษย์เขาวง
ผ้าที่ล้อมเวทีมวยถูกรื้อออกเพื่อให้ทุกคนดูการชกมวย ได้อย่างทั่วถึง
ทุกคนตื่นเต้นกันหมดดูมีสีหน้ากังวลเมื่อเห็นว่าผมตัวเล็กกว่า ฟ้าประทาน
ศิษย์เขาวง ลุงสอนพูดกับผมว่า
“ เชิงมวยมันคล้ายกับเอ็ง แต่ลำหักลำโค่นมันท่าจะดีกว่า รูปร่างมันหนากว่าเอ็ง มันจะต้องปล้ำตีเข่าเอ็งแน่นอน เวลามันเข้ามาปล้ำอย่าใช้ศอกเดี๋ยวมันจะระวังตัว ยก 1-2 ให้เตะและถีบอย่าให้มันเข้าใกล้ ยก 3-4 ปล่อยให้มันเข้าใกล้แล้วปล้ำกับมัน ยก 5 พอมันเข้าปล้ำให้ฟันศอกใส่มันแต่ต้นยก จำไว้ต้องเข้าเป้าและได้ผลไม่อย่างนั้นมันจะระวังตัว ทำให้เราทำอะไรมันได้ไม่ถนัด”
“ครับครู” (ครูมวยสมัยนั้นเขาอ่านเกมกันยาว ๆ ครับ แต่ก็ต้องเปลี่ยนแปลงแก้ทางมวยของฝ่ายตรงข้ามทุกยกแหล่ะครับ)
ยกที่ 1 เราต่างระวังตัว เตะต่อยกันพอประปราย ต่างคนต่างดูเชิงซึ่งกันและกัน มีกอดปล้ำตีเข่ากันบ้างตอนปลาย ๆ ยก
ยกที่ 2 ฟ้าประทานเดินเข้าหาผมพร้อมทักทายด้วยการถีบ โดนแถวต้นขาตามด้วยเตะขวาแต่พลาด ผมเตะซ้ายสลับขวาตอบโต้ มันยกขาขึ้นรับเตะโต้กลับมาสามทีซ้อน
“ มันไม่ปล้ำตีเข่าแต่ใช้เตะสู้กับผมอย่างนี้มันก็เข้าทาง ซิครับ …ผมคิดในใจ”
ผมเตะเบิ้ลขวาไปสองทีทำให้มันกระเด็นไปติดเชือก ผมตามเตะซ้ำอีกหนึ่งทีเข้าที่หน้าอกเสียงดัง บึก..!
กองเชียร์โห่ร้องตะโกนลั่นด้วยความดีใจ ได้ยินเสียงลุงสอนตะโกนแว่ว ๆ ว่า
ตามซ้ำ…ได้ใจซิครับจัดให้ตามที่ขอ
ผมพุ่งตามเตะขวาไปอีกสองทีมันอ้อมไปทางด้านซ้ายของผม
เตะโต้กลับมาหนึ่งทีโดนท่อนแขนของผม
ผมกำลังจะเตะตอบโต้ก็เห็นมันพุ่งเข้าใส่ผมพร้อมรัวหมัดใส่ 3-4 หมัด
ถูกนวมที่ผมยกขึ้นกัน เสียงดัง บึก…
ผมจุกเสียดแน่นหน้าอกขึ้นมาทันทีโดนแข้งของมันเต็ม ๆ
เพราะมัวแต่กันหมัดชุดของมัน
ผมผงะถอยหนีแต่ไมพ้นถูกมันคว้าคอได้ยังไม่ทันหายจุก
มันก็กระชากตัวผมเหวี่ยงไปทางซ้ายทีขวาที
พร้อมกับกระแทกเข่าใส่ผมแบบไม่ต้องนับ ผมพยายามใช้แขนกันบริเวณท้องกับซี่โครงไว้
แต่ก็ไม่วายเจ็บอยู่ดี
ผมไม่มีโอกาสตอบโต้มันด้วยเข่าแม้แต่จะเหนี่ยวคอมันก็ยังไม่มี
เพราะมันไม่ได้จับคอผมเพื่อจะตีเข่าอย่างเดียว
มันยังเหวี่ยงผมไปมาทำให้ผมเสียหลัก
ระฆังหมดยกผมเดินเข้ามุมทั้งที่ยังไม่หายจุกเสียด ลุงสอนเข้ามาต่อว่าผม
“ ลุงตะโกนบอกว่า อย่าตาม…อย่าตามมัน…ก็ไม่เชื่อ”
ไหงเป็นงั้นไปผมกลับได้ยินผิดไปว่าให้ตามซ้ำมัน ผมได้แต่รับว่าครับลูกเดียว
“ยกนี้ให้ถีบกับเตะซ้ายต่ำอย่างเดียวห้ามเตะสูง ”
เสียงคนบอกฟังคุ้น ๆ หู หันไปดูเป็นครูฟ้าลั่น ไม่รู้ว่าเข้ามาแต่ตอนไหน ผมยกมือไหว้แกพยักหน้ารับแล้วพูดสำทับอีกว่า
“ทำตามที่ครูบอกให้เตะซ้ายต่ำประมาณแข้งขวาพับนอกของมัน อย่าเตะสูงเดี๋ยวมันจะใช้เข่ากับโคนขารับ บังคับให้มันเอาแข้งรับ”
“ครับครู”
ยก 3 พอระฆังดังมันก็พุ่งเข้ามาพร้อมชกหมัดขวาใส่ผม แต่ไม่ถึงเพราะถูกผมถีบสกัด มันถอยแล้วเดินเข้ามาใหม่คราวนี้โดนผมเตะไปสองทีที่ขาขวาด้านข้างใต้เข่า มันเอียงวูบหยุดชะงักไปชั่วขณะ
“เออ..ได้ผลอย่างที่ครูฟ้าลั่นแนะนำ….ผมคิดในใจ ”
คราวนี้มันพุ่งเข้ามาใหม่พร้อมเตะซ้ายนำตามด้วยหมัดซ ้ายขวา …มันไม่คิดที่จะคว้าคอผมอีก เราแลกเตะกันตลอดยก ผมเตะซ้ายต่ำตามคำแนะนำของครูฟ้าลั่น ระฆังหมดยกสังเกตเห็นมันเดินกะเผลกเข้ามุม ครูฟ้าลั่นบอกว่า
“มันเจ็บที่ขาขวาแล้ว ระวังยก 4
มันจะใช้เตะนำตามด้วยหมัดพอถึงตัวมันก็จะปล้ำตีเข่า ต้น ๆ ยก
ต้องถีบเตะสกัดมันไว้ ปล่อยให้มันเข้าใกล้หาโอกาสใช้ศอกกับมัน
จำไว้ใช้ครั้งเดียวต้องได้ผลอย่าใช้โอกาสเปลือง
ไม่ต้องกลัวมันเหวี่ยงเราได้ไม่แรงเพราะมันเจ็บขาขวา หลักมันไม่มั่นคง”
ยก 4 มันเตะซ้ายตามด้วยหมัดตามที่ครูฟ้าลั่นคาดการณ์ ผมถีบสกัดมันกระเด็นออกไป ผมเตะซ้ำที่ขาขวาของมันโดนบริเวณหัวเข่า แต่ก็ออกอาการให้เห็นมันเอียงตัวทุกครั้งที่ผมเตะ ได้ยินเสียงกองเชียร์ตะโกนบอกว่า
เจาะยาง …ขามันอ่อนแล้ว …เจาะยางมัน …นกเล็ก…สู้สู้ …นกเล็ก …สู้สู้
มันพุ่งเข้ามาอีกคราวนี้ยกเข่าลอยกึ่งบุกกึ่งกันลูกเตะผม ผมหลบออกไปทางซ้ายเตะเข้ากลางหลังเสียงดัง ปั๊ก
มันหมุนตัวจับขาผมยกขึ้นดัน
ผมเสียหลักหงายหลังมันโถมตัวเข้าใส่ผมพร้อมกดเข่าใส่
ที่ท้องเราล้มลงไปทั้งคู่ขณะที่ผมอยู่ข้างล่างถูกเข่าของมันกระแทกซ้ำ
จุกเสียดแน่นหน้าอกขึ้นมาทันที
พอลุกขึ้นได้ยังไม่ทันตั้งหลักดีกรรมการทำสัญญาณมือให้ชกต่อได้
มันก็พุงเข้าใส่ในทันที
ผมเตะสกัดถูกบริเวณข้อเท้าทำให้มันเสียหลักถลำเข้ามา
โอกาสทองมาถึงแล้ว…เสียงครูฟ้าลั่นดังขึ้นมาในความทรงจำ
ใช้ศอกกับมันครั้งเดียวให้เห็นผล อย่าใช้โอกาสเปลือง…
ครับครูผมจะทำตามที่ครูบอก
ว่าแล้วผมก็พุ่งไปทางซ้ายรับร่างที่กำลังเสียหลักของ
มันด้วยศอกขวาสับแบบขวางจากขวาไปซ้ายเสียงดัง…เซี้ยะ …เข้าบริเวณดั้งจมูกใต้คิ้วระหว่างกลางของลูกตา
ไม่ได้ยินเสียงร้องของมัน เห็นแต่เลือดสาดกระจาย
มันหงายผลึ่งล้มลงพื้นเวทีเลือดทะลักออกจากจมูกของมัน
และจากรอยแผลที่แตกยาวใต้คิ้วเหนือตาซ้าย
ผมยืนดูมันที่พยายามลุกขึ้นแต่กลับทรุดนั่งจ้ำเบ้าลงไปอีก
กรรมการนับถึงแปดมันเกาะเชือกลุกขึ้นยืนโงนเงน
แพทย์สนามขึ้นมาดูแล้วส่ายหน้า กรรมการจึงเดินมาจับมือผมขึ้นชู
ได้ยินเสียงกองเชียร์ดังกระหึ่มขึ้นทั่วสนามมวย……..
ผมยืนเกือบไม่ไหวเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่ก็ทำสำเร็จความรู้สึกตอนนั้นเฉย ๆ
ไม่ดีใจในชัยชนะเหมือนมีอะไรมาบอกผมว่าสมควรพอแล้วกับโอกาสที่ได้รับ...
(ครูฟ้าลั่น รู้ว่า ฟ้าประทาน ศิษย์เขาวง มีอาการบาดเจ็บที่ขาขวาระหว่างซ้อมวิ่ง...รู้เขารู้เรารบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง)
พิมพ์หน้านี้