พ่อโสภณหัวหน้าป่าไม้ถูกย้ายเข้าจังหวัด ไปรับตำแหน่งผู้ตรวจการกรมป่าไม้ ไอ้พวกผู้ใหญ่เสริฐก็เริ่มปฏิบัติการทวงคืน
ตามที่มันเคยลั่นปากแสดงความอาฆาดมาดร้ายกับผมไว้ ผมไม่กลัวหรอกครับโดยเฉพาะเวลานี้ พ่อแม่ไปค้าขายที่วังสมบูรณ์แล้ว
ทำให้ผมหมดห่วงความปลอดภัยของท่าน ข้อสำคัญท่านไม่ได้รับรู้ถึงกรณีพิพาทระหว่างผมกับกลุ่มผู้ใหญ่เสริฐจึงไม่รบกวนจิตใจของท่าน
ผู้ใหญ่เสริฐประกาศห้ามไม่ให้ผมจัดงาน จนเจ้าของสถานที่ไม่ให้ผมเช่าเพื่อจัดงาน ก็ไม่เป็นไรรายได้ของผมไม่ได้มาจากส่วนนี้
มีหลายคนมาเตือนผมด้วยความหวังดีว่า ไอ้ผู้ช่วยศักดิ์น้องชายผู้ใหญ่เสริฐที่ถูกผมยำจนฟันหักไปสองซี่ในคราวก่อน(เสือข้ามถิ่น)
กำลังหมายหัวจะเอาชีวิตผมให้ได้หลังจากอดทนอดกลั้นความเจ็บแค้นในตัวผมมานาน โอกาสเปิดเมื่อพ่อโสภณย้ายเข้าจังหวัด
เย็นวันนี้ไม่รู้ว่าเป็นอะไร มันหงุดหงิดชอบกล ไอ้โบว์ก็ไม่รู้หายหัวไปไหน ควบมอเตอร์ไซด์ออกไปหาอะไรกินในตลาดดีกว่า
เจอไอ้โบว์กำลังนั่งดื่มเบียร์เลยเข้าไปร่วมวงด้วย สั่งโค้กมาดื่มดับกระหาย พอเห็นผมมานั่งด้วยมันก็รีบดับบุหรี่ที่สูบเพราะรู้ว่าผมแพ้ควันบุหรี่
“มึงมาก็ดีแล้ว กูกำลังจะมีเรื่อง เมื่อกี้ไอ้พวกผู้ใหญ่บ้านกำลังแซวกูอยู่”
ผมหันกลับไปด้านหลัง เห็นผู้ใหญ่บ้านกลุ่มหนึ่งกำลังดื่มเหล้าใส่ชุดสีกากี นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันที่ 3 ของเดือน
(จะมีการประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านทุกวันที่ 3 ของเดือน หลังจากประชุมที่อำเภอเสร็จพวกนี้ก็มักจะมาฉลองกันก่อนจะแยกย้ายกันกลับบ้าน)
ผมขยับที่นั่งใหม่หันหน้าไปทางโต๊ะนั้นจะได้เห็นถนัด ด้านหลังเป็นโต๊ะบัญชีของแม่ค้า ผมบอกไอ้โบว์ว่า
“รีบกินรีบกลับเถอะวันนี้กูสังหรณ์ว่าจะมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น ไม่รู้เป็นอะไรกูหงุดหงิดทั้งวัน”
เห็นโต๊ะกลุ่มผู้ใหญ่บ้านต่างก็ทยอยร่ำลากันกลับทีละ คน สองคน เหลืออยู่ 3 คน เป็นผู้ใหญ่บ้าน 2 คน กับผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน 1 คน
มันพากันลุกขึ้น ไอ้ผู้ช่วยเดินมาที่โต๊ะบัญชีเพื่อชำระเงินซึ่งอยู่ด้านหลังผม ทันใดนั้นก็มีของแข็งทิ่มที่เอวข้างขวาของผม
ผมเอี้ยวตัวเพื่อจะดูว่าอะไร ก็มีเสียงดังปังขึ้น ควันขาวตะลบอบอวล หุอื้อไม่ได้ยินเสียงอะไรเหมือนทุกอย่างมันเงียบไปหมด
ผมกระเด็นตกเก้าอี้ เห็นไอ้คนที่ยิงผมกำลังกระโดดข้าม ผมยกมือกะว่าจะคว้าขามันไว้ก็ไม่ทัน ไอ้โบว์รีบมาอุ้มผมขึ้น
ผมบอกให้วิ่งตามมันก็ไม่มีเสียงเพราะกำลังจุกอยู่ ผมลุกขึ้นกระชากปืนออกมายิงไป 2 นัด แล้ววิ่งตามหลังมันไป
มันวิ่งตัดไปทางลานตลาดนัดวันอาทิตย์ เข้าสู่ทุ่งนาซึ่งเชื่อมต่อไปทางวัด ผมกัดฟันวิ่งตามไปพักใหญ่อาการจุกเสียดก็หาย
รีบเร่งความเร็วขึ้นเพื่อจะตามมันให้ทัน ได้ยินเสียงไอ้โบว์ที่วิ่งตามกันมาตะโกนด้วยความตกใจว่า
“เลือด…เลือด…ไอ้นก…เฮ้ยหยุดก่อนไอ้นก เลือดมึงไหลเต็มท้องเลย”
ผมก้มดูเห็นเลือดไหลจริงอย่างที่มันว่า ทำไมไม่รู้สึกเจ็บแบบนี้แสดงว่าทะลุกระสุนไม่ฝังใน ผมเข่าอ่อนทรุดตัวลงบอกไอ้โบว์ว่า
“มึงต้องรีบพากูไปส่งโรงพยาบาลท่ากูจะไม่รอด มันยิงกูจนทะลุอย่างนี้”
นึกถึงแต่หน้าพ่อกับแม่ ตัวสั่นกลัวตายขึ้นมาอย่างจับจิตจับใจ ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าคนกลัวตายมันเป็นอย่างไร
ไอ้โบว์แบกผมไปที่อนามัยซึ่งอยู่ใกล้ ๆ แถวนั้น
“กูบอกให้มึงพากูไปโรงพยาบาลไม่ใช่อนามัย มึงจะปล่อยให้กูตายหรือไงไอ้โบว์”
ผมด่าเพราะโกรธที่มันพามาสถานีอนามัยไม่พาไปส่งโรงพยาบาล
“เออ…กูต้องเอาอ็อกซิเจนกับไอ้หมอก่อน เดี๋ยวมึงจะตายกลางทาง ข้อสำคัญกูต้องเอาไอ้หมอไปเป็นเพื่อนด้วย กูรักษาไม่เป็นเผื่อมีเหตุฉุกเฉินระหว่างทาง”
มันแบกผมไปวางไว้ที่เตียงแล้วไปเรียกหมอประจำสถานีอนามัย ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกันตั้งแต่มันจบใหม่ๆเข้ามาทำงานที่นี่
“ถูกใครยิงมาวะ….?”
“มึงจะถามหาหอกอะไร รีบรักษาเถอะ”
“ไม่ต้องเสียงดังขนาดนั้นก็ได้ พ่อนักเลงใหญ่ ไกลหัวใจเยอะ”
มันเอาสำลีเช็ดแผลเห็นมีรูเล็กประมาณ 8-9 รู เวลาสำลีเช็ดผ่านก็จะมีเลือดไหลซึมออกมา
“แค่เป็นแผลเล็กๆตรงผิวหนัง ไม่เห็นมีอะไร”
ผมรีบระล่ำระลักบอกมันให้ดูด้านหลังเพราะกลัวว่ากระสุนจะทะลุ มันรีบพลิกตัวผมก็ไม่เห็นมีอะไร ไม่ทะลุ ผมยังไม่วางใจถามมันว่า
“มึงดูดีๆแล้วนะหมอว่าไม่ทะลุ ถ้าทะลุกูกระทืบมึงแน่”
“โหย… ไอ้นักเลงใหญ่ใจเสาะกลัวตาย เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ กูขอรับประกันด้วยชีวิตว่ามึงไม่ตาย……….ดีแน่ๆ “
เรื่องที่ผมถูกยิงและอาการกลัวตายของผมจนพูดจาเอะอะรุนแรงกับไอ้หมอในวันนั้น ทำให้ไอ้หมอและเพื่อนฝูงหลายคน
นำมาถากถางสร้างความตลกขบขันในหมู่เพื่อนฝูง เออ…มึงไม่โดนยิงมั่งก็แล้วไป
ข้อวิเคราะห์...ปืนคงจ่อติดท้องผมเกินไปจึงทำให้ไม่มีแรงพุ่งพอที่ จะทะลุท้องผมได้ ถ้ามันยิงที่หัวผมคงไม่รอด และถ้ามันจ่อยิงที่หัว
ไอ้โบว์ซึ่งนั่งตรงข้ามคงเห็นก่อน มันเลยจ่อที่เอวค่อนมาทางหน้าท้องแทนเพราะมีหลังผมบังจึงทำให้ไอ้โบว์มองไม่เห็นปืน
ถ้ามันจ่อหลังก็คงเสร็จมันเช่นกัน ผมคงไม่ถึงฆาตมันจึงจ่อที่เอวค่อนไปทางหน้าท้องซึ่งมีลักษณะยืดหยุ่นจึงทำให้ผมรอดมาได้
อีกทั้งน่าจะเป็นปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ ยิงแล้วหักลำกล้องออกเพื่อจะใส่ลูกใหม่เข้าไป ถ้าเป็น 11 ม.ม.
ผมว่ามันคงยิงไอ้โบว์ไปแล้ว อาจเป็นเพราะพระที่ผมแขวนติดตัวอยู่ตลอดในคราวที่มีเรื่องในแฟลตการเคหะที่นิด้า(ต้องดิ้นรนเพื่อให้พ้นการถูกจับ)
ครั้งนั้นยิงไม่ออก คราวนี้กลับยิงออกแต่เข้าแค่ผิวหนังคงเป็นเพราะจังหวะที่ผมเอี้ยวตัวไปดูพอดี พวกมันคิดว่าผมหนังเหนียวกลัวจนหัวหด
ไอ้คนที่ยิงผมหนีไปยังไม่กลับมาเลย ตำรวจมาสอบสวนผมบอกว่าจำหน้าคนยิงไม่ได้มันมืด
พิมพ์หน้านี้