จะมีการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ผมนึกสนุกอยากเข้าร่วมจึงสมัครชกมวยสากลสมัครเล่น สมัยนั้นยังไม่มี
การแข่งขันชกมวยไทยสมัครเล่น ไม่งั้นคงต้องได้เหรียญมาโชว์ที่บ้านเป็นแน่ เทรนเนอร์ของผม(พี่เลี้ยง)เป็น ฟอร์งฟอร์ง กับ ไอ้ตั้ม
เพื่อนที่พักอยู่ในพรสิน อพาร์ทเม้นท์ กองเชียร์ก็มีเหล่าสาวๆ จากนวลนางนับสิบ โดยเฉพาะ กุ้ง แสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่ารักชอบผม
ค่อนข้างอึดอัดใจตรงที่ผมมันคุ้นเคยกับมวยไทย เผลอเป็นไม่ได้ชอบที่จะตวัดขาขึ้นเตะอยู่ตลอดเวลา ผมไม่ค่อยรู้จักกฎกติกาของ
การชกมวยสากลสักเท่าไหร่ รู้แต่ว่าให้ใช้สันหมัดต่อย ห้ามเตะ(ซึ่งเป็นปมเด่นของผม) ดีหน่อยที่ผมเป็นมวยไทยที่มีฟุตเวิร์คดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ประกอบกับเป็นนักมวยที่มีสายตาไว เข้าออกได้รวดเร็ว น่าจะฝึกมวยสากลได้ไม่อยาก แต่ก็มีข้อเสียเปรียบคือผมไม่ได้ขึ้นชกมวย
มาหลายปีแล้ว ใช้เวลาฟิตซ้อมแค่เดือนเดียวอาจจะน้อยไปหน่อย เวลาซ้อมกับขึ้นชกมันต่างกันมาก ถ้าเจอมวยบุกทะเลาะไม่เลิก
รับรองว่าต้องเหนื่อยแบบหืดขึ้นคอแน่ ๆ คนที่ตื่นเต้นกับการชกมวยของผมในครั้งนี้ที่สุดก็คือ เจ้าฝรั่ง ฟอร์งฟอร์ง นั่นเอง
ทุกครั้งที่ขึ้นเวทีเป็นพี่เลี้ยงให้ผม มันก็จะได้รับการปรบมือจากผู้ชมข้างเวทีอย่างล้นหลาม มากกว่าผมที่เป็นนักมวยเสียอีก
ทุกครั้งที่ผมมีคิวขึ้นชกจะมีคนมาดูจนเต็มโรงยิม ไม่ใช่มาดูผมหรอกครับ เขาพากันมาดูสาว ๆ สวย ๆ ที่มาเชียร์ผมต่างหาก
ผมต้องต่อสู้กับนักมวยในมหาวิทยาลัยเดียวกันเพื่อคัดเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันในกีฬามหาวิทยาลัย ชกมา 2 ครั้งแล้ว ผมชนะมาตลอด
ครั้งนี้ถ้าชกผ่านไปได้ เส้นทางเป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัยรามคำแหงก็จะโรยด้วยกลีบกุหลาบ
เพราะนักมวยคนนี้เก่งที่สุด เคยชกได้เหรียญเงินในกีฬาซีเกมส์มาแล้ว
ระฆังยกแรกดังขึ้น
“แช็ป…แช็ป”
ผมก็ถูกทักทายด้วยหมัดซ้ายขวาเต็มหน้า เรียกเสียงเฮจากกองเชียร์ของมันในทันที ผมพยายามพุ่งตามจะเอาคืน เลยโดนอีกชุด
“พลั้วะ…พลั่ก…อุ้บ”
เข้าที่ท้องเต็ม ๆ จุกนิดหน่อย สบายสบาย ทั้งเข่าทั้งแข้งกูก็เคยโดนมาแล้ว ตั้งสติให้มั่นคงคราวนี้ยืนปักหลักกะให้มันเป็นฝ่ายเข้าทำ
“แช็ป…”
มันแย็ปหมัดซ้ายถูกหมัดที่ผมกันไว้ แล้วก็ถอยออกไปไม่ลั่นหมัดขวาตาม ไอ้ห่า…กูกำลังรอหมัดที่สองของมึงทำไมไม่ชกวะ
ผมเริ่มหงุดหงิด มันชกแบบไม่สนุกทำแต้มแล้วถอยหนีแบบตีหัวแล้วเข้าบ้าน น้ำหนักหมัดไม่มีพิษสงอะไร แต่มันเข้าออกไว
และต่อยแม่นยำเข้าเป้าเกือบตลอด ชกถูกแล้วหนีผมจึงไม่มีโอกาสแก้คืนทำให้ผมอารมณ์เสียเกือบจะปล่อยแข้งซ้ายใส่ด้วยความหมั่นไส้
ระฆังหมดยกแรก ระหว่างให้น้ำ ไอ้ตั้ม ก็พูดว่า
“เฮ้ย…นกเล็ก ทำไมมึงไม่ต่อยให้ถูกมันสักทีซิวะ”
“ไอ้เวร… กูก็อยากต่อยให้ถูกมันใจจะขาด แต่แม่ง…มันเข้าออกไว แถมตีหัวเข้าบ้านแล้วกระโดดหนีแบบนี้วิ่งตามยังแทบจะไม่ทัน”
“เออ… จริงวะ ทำไมมันไม่ยืนแลกหมัดซัดกันกับมึงให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย แบบนี้กูว่ายังจะมันส์กว่า”
ยกที่สอง พอกรรมการบอกให้ชกได้มันก็พุ่งเข้ามาลั่นหมัด 1-2 ใส่ผมเหมือนต้นยกแรก กูรอมึงอยู่แล้วเป็นไปตามที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด
ว่ามันจะต้องฉวยโอกาสเป็นฝ่ายทำคะแนนเก็บแต้มนำผมไปก่อน จึงวางแผนรอมันอยู่แล้ว ผมโยกตัวหลบหมัดพร้อมพุ่งตัวสวนออกไป
“พลั้วะ… พลั้วะ…”
โดนเต็มหน้าทั้งสองหมัด ทำให้มันหน้าหงายถอยหลังไป 1-2 ก้าว คราวนี้ไม่หนีแบบกระโดดหนีจึงยังไม่พ้นอันตราย
“พลั่ก… อุ้บ”
ถูกหมัดขวาผมเต็มท้องจนตัวงอ ผมพุ่งตามขณะที่มันถอยพิงเชือก ปล่อยหมัดชุดออกไป 1-2 ทำให้มันล้มลงบนเวที
“โฮ่…โฮ่…นกเล็ก สู้..สู้”
เหล่าบรรดากองเชียร์สาวๆนวลนางของผมส่งเสียงเชียร์ดังลั่น จนกรรมการเข้ามาห้ามว่าอย่าส่งเสียงเชียร์ดังเกินไปทำลายสมาธินักมวย
ผมว่าทำลายสมาธิกรรมการเสียมากกว่า เพราะเห็นกรรมการแต่ละคนสายตาจับจ้องกองเชียร์ผมอยู่ตลอดเวลา
กรรมการเข้าไปนับแล้วให้ชกกันต่อได้ คราวนี้มันวิ่งหนีผมแบบ โปลิสจับขโมย ไม่ยอมให้ผมเข้าใกล้ตัวอีกเลย ใช้วิธีการเดิมคือชกแล้วหนี
แบบตีหัวเข้าบ้าน เก็บแต้มทำคะแนนนำตลอด จนสิ้นสุดการแข่งขัน ผมต่อยมันได้แค่ชุดเดียวเท่านั้น จึงเป็นฝ่ายแพ้คะแนนอย่างเป็นเอกฉันท์
ไม่เห็นสนุกเลย การชกมวยสากลสมัครเล่น ไม่เหมือนกีฬาของลูกผู้ชายที่ยืนซดกันแบบให้รู้ว่าหมู่หรือจ่าไปเลย จ้องแต่จะทำคะแนน
ช่วงชิงจังหวะออกอาวุธแล้วก็ถอยหนีแบบวิ่งร้อยเมตร ผมว่ากีฬาแบบนี้ไม่เหมาะกับผม อนาคตผมคงไม่รุ่งกับการชกมวยสากลสมัครเล่นอย่างแน่นอน
พิมพ์หน้านี้