วันอังคาร ที่ 27 พฤษภาคม 2551
1 สู่เส้นทางมหาบัณฑิต
Posted by
supatra
,
ผู้อ่าน : 193
, 17:16:42 น.
พิมพ์หน้านี้
การเรียนปริญญาโท เป็นการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนให้มีวิสัยทัศน์ มุมมองที่กว้างขึ้น
ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองที่จะศึกษาค้นคว้าเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างเป็นระบบ ค่อนข้างตื่นเต้น
ที่จะได้เรียนรู้ในสิ่งที่ใฝ่ฝันมานาน ถ้าไม่หลบภัยจากปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตมาตั้งหลักที่ภาคเหนือ
ชั่วคราวเชื่อว่าผมคงไม่มีโอกาสได้เรียนต่อปริญญาโทแน่นอน
เพื่อนร่วมชั้นเรียนส่วนใหญ่เป็นข้าราชการระดับสูง ผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้พิพากษา
นายร้อยตำรวจ นายพันทหาร ไม่ได้มาเรียนเพื่อปรับวุฒิเพิ่มเงินเดือนหรอกครับเพราะแต่ละท่าน
ล้วนมีเงินเดือนมากกว่าปริญญาโทกันทั้งนั้น จึงเกิดคำถามว่าพวกเขามาเรียนเพราะอะไรพิจารณา
ดูแล้วส่วนใหญ่มาเรียนเพราะต้องการความภาคภูมิใจที่จะอวดใครๆได้ว่าตนเองจบปริญญาโท
ไม่ได้มีความมุ่งหวังเพื่อต้องการความรู้เพิ่มเติมและนำไปพัฒนาศักยภาพของตนเองหรือองค์กร
ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น มีเหตุปัจจัยให้ผมคิดเช่นนั้นครับ พวกนี้ไม่มีความตั้งใจจริง
เพื่อที่จะเรียนรู้หรอกครับ บางคนมาเรียนโดยใช้ทุนของรัฐบาลผ่านองค์กรที่ตนเป็นผู้บริหารไม่ได้
ควักเงินทุนตัวเอง มาเรียนเพื่อที่จะหาโอกาสสังสรรค์กับเพื่อนใหม่มากกว่า จะหาเรื่องพากันหยุด
ไม่เรียนมากกว่าและจะพากันตกลงใจหยุดกันทั้งห้อง รวมตัวกินเหล้าสังสรรค์กันทุกเสาร์-อาทิตย์
มีกิจกรรมที่จะต้องทำตลอดซึ่งจะต้องมีเรื่องของเหล้ายาปลาปิ้งมาเกี่ยวข้อง ทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจ
เพราะไม่ชอบในเรื่องเหล่านี้ ผมจึงพยายามบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงที่จะเข้าร่วมกิจกรรมกับพวกเขา
จนถูกมองว่าไม่ให้ความร่วมมือ ไม่สามัคคีเป็นชะนวนที่ทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ
เปิดเรียนมา 3 สัปดาห์แล้ว ยังไม่มีการเลือกประธานรุ่น(หัวหน้าห้อง) เพราะมีนักศึกษา
จำนวนหนึ่งขอให้เลื่อนเวลาการเลือกตั้งประธานรุ่นออกไปก่อน เพราะต้องการรอนักศึกษาอีกคน
ที่ยังไม่มาเรียน คือ ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด เนื่องจากนักศึกษากลุ่มนี้ต้องการให้
ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นประธานรุ่น
ทำไมจึงต้องมีประธานรุ่น จำเป็นหรือไม่..? ประธานรุ่นหรือหัวหน้าห้องมีความจำเป็น
ในระดับหนึ่ง เพราะเป็นผู้ติดต่อประสานงานระหว่างนักศึกษากับอาจารย์ ไม่ว่าจะเป็นการเรียน
การสอน ตลอดจนนำข้อเรียกร้อง ข้อเสนอแนะ หรือความต้องการของนักศึกษา ให้อาจารย์
ผู้สอนได้รับรู้ อันนำมาซึ่งการตอบสนองจากคณาจารย์ผู้สอน
สัปดาห์ที่ 5 ประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดก็ยังไม่เข้าเรียน ผมจึงเสนอ
ให้มีการเลือกประธานรุ่น ก็ได้รับการคัดค้านขอให้เลื่อนการคัดเลือกประธานรุ่นด้วยเหตุผลเดิม
จึงทำให้ผมไม่ยินยอม อันนำมาซึ่งความรู้สึกที่ไม่พอใจผมจากกลุ่มคนดังกล่าว
"ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นที่เราจะรอคนๆเดียว ที่ตั้งแต่เปิดเทอมมากว่า 1 เดือน
ยังไม่เข้าเรียน เราไม่รู้แน่ว่าท่านจะมาเรียนจริงหรือเปล่า(สุดท้ายก็ตัดสินใจเรียนที่ ม.เชียงใหม่)
ผมจึงขอให้พวกเราเลือกประธานรุ่นกันในวันนี้เลย"
ส่วนใหญ่เห็นด้วยเราจึงได้ประธานรุ่น คือ คุณสุรพล ผมถูกเสนอให้เป็นฝ่ายวิชาการ
ท่านประธาน(พี่สุรพล) เสนอโครงการให้มีการเก็บเงินคนละ 3,000 บาท เพื่อเป็นค่าอาหารตอน
พักเที่ยงและค่าค๊อฟฟี่เบรก ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เห็นด้วย เพราะ..
1 ตอนเที่ยงผมต้องไปรับลูกที่เรียนพิเศษ ไม่ได้รับประทานอาหารเที่ยงร่วมกับเพื่อน
2 ผมเห็นว่าแพงเกินไป ค่ากาแฟ+อาหารเที่ยง=100 บาท
แม้จะไม่เห็นด้วยแต่ผมก็จ่ายให้ 1,000 บาท แต่ทำให้ประธานและเพื่อนในห้องเรียน
ส่วนหนึ่งเริ่มเกิดความไม่พอใจในตัวผม และรุนแรงขึ้นเมื่อประธานเชิญไปในงานวันเกิด
ของประธาน ผมซื้อของขวัญไปให้(มูลค่า 700 บาท) ไปร่วมสังสรรค์ไม่นานผมก็ขอตัวกลับเมื่อ
เห็นว่าบรรยากาศไม่ค่อยดีเพราะประธานเริ่มเมาก็สั่งสอนให้ผมรู้จักความสามัคคี อยู่ร่วมกันต้อง
ทำในสิ่งที่เป็นมติของห้อง ถ้าต่างคนต่างทำอาจทำให้คนอื่นมองว่าคุณไม่ให้ความร่วมมือกับเพื่อน
ร่วมห้อง สร้างเงื่อนไขความแตกแยกขึ้นมาก็ได้ ผมขี้เกียจโต้เถียงจึงขอตัวกลับก่อน...
"พี่นก คะ... ขอเก็บเงิน 500 บาท"
"ค่าอะไรหรือครับ...อุ๋ย..?"
"ค่าอาหารในงานวันเกิดประธานคะพี่"
"อะไรนะ..พี่นึกว่าท่านประธานเจ้าของงานวันเกิดจะเป็นคนจ่าย ตั้งแต่เกิดมาก็ไม่เคยรู้
ไม่เคยเห็น มีแต่เจ้าของงานเป็นคนรับผิดชอบไม่ใช่แขกที่มาในงาน พี่ไม่ให้หรอก..อุ๋ย
ถ้าอยากได้ให้ประธานมาพูดกับพี่(ไม่กล้ามา...แต่ก็เป็นการสะสมความไม่พอใจมากขึ้น"
หลังจากนั้นอีกหลายเดือนต่อมาเหตุแห่งความไม่พอใจในตัวผมก็รุนแรงขึ้น...
"ขอมติของห้องว่าสัปดาห์หน้าเราจะไปสังสรรค์กันโดยการล่องแพ เก็บคนละ 1,500
ใครไม่ไปก็ได้แต่ต้องจ่าย เพราะถือว่านี่คือมติของห้อง"
"ผมไม่ไปและก็จะไม่จ่ายแม้แต่บาทเดียว ผมมาเรียนปริญญาโทเพื่อต้องการความรู้
ผมเป็นนักศึกษา ไม่ใช่นักการเมืองที่จะต้องยอมรับและทำตามมติของเสียงส่วนใหญ่
ผมจะทำตามมติของห้องถ้าเห็นว่าเกิดประโยชน์ เช่น ที่จะพากันไปบำเพ็ญประโยชน์
ไม่ใช่มติที่จะพากันไปล่องแพเพื่อสังสรรค์กินเหล้าเมายาแบบนี้"
"ผมชักจะเหลืออดกับคุณ...นอกจากจะไม่ให้ความร่วมมือแล้วยังสร้างความแตกแยก"
นายทหารยศพันโทเพื่อนร่วมห้อง(ฝ่ายกิจกรรม) แสดงอาการไม่พอใจผมด้วยการพูด
"ผมยอมรับที่ไม่ให้ความร่วมมือในห้อง แต่ประเด็นที่ว่าผมสร้างความแตกแยกในห้อง
ขอให้ท่านผู้พันช่วยอธิบายให้ความกระจ่างแก่ผมหน่อยครับ"
"คุณไม่ทำตามมติห้อง ก็อาจจะทำให้คนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่างไม่ทำตามบ้างแบบนี้
ไม่เรียกว่าความแตกแยกจะเรียกว่าอะไร"
"ผมไม่ได้ขอร้องหรือชักจูงให้ใครทำตาม หรือชักชวนให้ใครไม่ทำตามมติของห้อง
มันเป็นสิทธิของแต่ละคน เขาอาจจะเห็นเหมือนกับผมว่าเป็นมติที่ไม่เกิดประโยชน์จึง
ไม่ปฏิบัติตาม... ไม่ใช่ทำเพราะเห็นตัวอย่างจากผม"
"เอาละ...เอาละ... ถ้าคุณไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่ต้องพูดมาก เดี๋ยวกูจะอดใจไม่ไหว"
โหย... ในที่สุดความก้าวร้าวก็ปรากฏออกมาจนได้
"ถ้าอดใจไว้ไม่ไหวก็ปล่อยออกมาเลยครับ ไปสะกดข่มมันไว้ทำไมเสียสุขภาพจิต"
ก่อนเหตุการณ์จะบานปลายไปมากกว่านี้ อาจารย์ก็เข้ามาในห้อง ผมบอกแล้วไงว่า
ผมรับได้ทุกรูปแบบ จะเอาแบบปัญญาชนหรือใช้กำลังแบบสถุลก็ไม่เกี่ยงอยู่แล้ว ได้ข่าวว่ามี
การนำเรื่องที่ผมไม่ให้ความร่วมมือไปพูดในวงเหล้า ได้ข้อสรุปว่า ไอ้เหี้..ย ไอ้สัต..ว์ นก
ผมไม่สนใจหรอกครับเพราะไม่ได้ยินด้วยตัวเอง ถือว่าต่างคนต่างอยู่อย่ามายุ่งกับผม
ก็แล้วกัน ถ้าไม่พอใจผมก็ทนเอาหน่อยก็แล้วกัน อีก 2 ปี ผมก็ไปแล้วไม่อยู่ให้ท่านเหม็นหน้า
หรอกครับ... นี่คือคำพูดที่ผมฝากกลับไปยังผู้ที่ไม่พอใจและคนที่เปลี่ยนผมเป็นสัตว์เลื้อยคลาน
นี่คือปฐมเหตุแห่งความไม่พอใจของเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่มีต่อผม...ยังไม่จบเพิ่งเริ่มต้น
|