วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม 2551
3 คะแนนอยู่ที่ปลายปากกา
Posted by
supatra
,
ผู้อ่าน : 169
, 07:09:19 น.
พิมพ์หน้านี้
เพื่อนในห้องจะพบปะสังสรรค์กันทุกอาทิตย์และสังสรรค์ใหญ่ในทุกสิ้นเดือน ซึ่งจะมี
อาจารย์ที่สอนพวกเราประมาณ 5-6 ท่าน เข้าร่วมวงอยู่เสมอเนื่องจากพิสมัยเมรัยเหมือนกัน
เรื่องราวที่เกี่ยวกับการไม่ให้ความร่วมมือ ตลอดจนพฤติกรรมแปลกแยกของผมก็ถูกถ่ายทอด
ให้อาจารย์กลุ่มนี้รับรู้ ทำให้มีอาจารย์ที่ไม่ชอบใจผมเพิ่มมากขึ้น
ผมจึงต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการมาเรียนไม่เคยขาด ส่งงานให้ครบ
และทันตามกำหนดเวลา จะได้ไม่มีข้ออ้างใดๆ มากลั่นแกล้งผมได้.... แต่ก็อย่างว่าแหล่ะครับ
คะแนนอยู่ที่ปลายปากกาของอาจารย์ผู้สอน ถ้าท่านคิดไม่ซื่อจะทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้นแหล่ะครับ
รายงานที่ผมทำส่งจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น พร้อมข้อ comment เพื่อให้นำไป
แก้ไขใหม่ไม่ต่ำกว่า 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ในขณะรายงานของคนอื่นที่ต่างลอกกันมาส่งกลับ
ผ่านฉลุยไม่ต้องแก้ไขแถมได้คะแนนสูง ที่น่าโมโหที่สุด ก็คือคราวที่สั่งให้ผมแก้ไขรายงาน
หลายครั้งนั้นกลับเป็นการแก้ไขเพื่อให้เหมือนกับรายงานที่ผมนำส่งครั้งแรก นั่นย่อมแสดงว่า
รายงานที่ผมส่งในครั้งแรกมีความสมบูรณ์จนไม่ต้องแก้ไข แต่ท่านต้องการกลั่นแกล้งจึงสั่งให้
ผมนำไปแก้ไขตามที่ท่านได้ comment ให้ เนื่องจากแก้ไขหลายครั้งจนท่านจำไม่ได้ลืมไป
ว่าเคยสั่งให้ผมแก้ไขอะไรไปบ้าง จึงทำให้คำสั่งให้แก้ไขครั้งที่ 4 กลายเป็นกลับไปเหมือน
รายงานครั้งแรกที่ผมนำส่งอาจารย์ คราวนี้ผมเอาสำเนารายงานที่ผมแก้ไขใหม่ทั้ง 4 เล่ม
รวมทั้งเล่มแรกที่ผมส่งโดยยังไม่ได้รับการ comment ใส่ซองส่งให้อาจารย์
"คุณกำลังจะทำอะไร..? ถ้ายังไม่หยุดพฤติกรรมแบบนี้ผมจะไม่ยอมอีกต่อไป
ผมจะนำเรื่องนี้ไปร้องเรียนต่ออธิการบดี... หลักฐานลายมือของคุณที่แสดง
ข้อคิดเห็นให้แก้ไขมีอยู่ในรายงานทั้ง 4 เล่มที่ผมสำเนามาให้ดูก็พอจะยืนยัน
ได้ว่าคุณจงใจและเจตนาที่จะกลั่นแกล้งผม ถ้าอธิการบดีเห็นคุณคิดว่าจะเกิด
อะไรขึ้น... คงเดาได้เองโดยไม่ต้องให้ผมบอกนะครับ..."
หลังจากได้รับข้อความที่ผมส่งไปพร้อมกับรายงานในวันนั้น รายงานทุกชิ้นของผม
ก็ไม่ถูกสั่งให้นำไปแก้ไขอีกเลย แต่คะแนนที่ได้รับก็ต่ำสุดกว่าเพื่อนทุกคนในห้อง แม้แต่
นักศึกษาที่เป็นชาวต่างชาติ ไม่ค่อยรู้ภาษาไทยก็ยังมีคะแนนเหนือกว่าผม ช่างมันขออย่าให้
เกรดต่ำกว่า B ก็แล้วกัน เพราะต่ำกว่า B ถือว่าตก
ในบรรดาอาจารย์ผู้สอนมี 2 คน ที่แสดงความไม่พอใจผมอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็มี
อาจารย์ท่านหนึ่งที่เข้าใจและยอมรับในความสามารถของผม ท่านสอนเกี่ยวกับการทำวิจัย
การเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล ระเบียบวิธีวิจัย ผมได้ A
ทุกวิชาที่ท่านสอน เป็นเหตุให้ผมเสนอหัวข้อวิทยานิพนธ์ได้ก่อนเพื่อน ท่านบอกผมว่าเรื่อง
ของผมถูกนำเข้าหารือคณะกรรมการสาขา ซึ่งประธานสาขาคงจะเรียกผมเข้าไปสอบถามถึง
พฤติกรรมการอยู่ร่วมกันของผมกับหมู่คณะในเร็วๆ นี้
ประธานสาขาวิชาเรียกผมเข้าพบ ก็บอกในทำนองให้ผมรู้จักปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ของตัวเองเพื่อให้เรียนร่วมกันกับเพื่อนได้อย่างมีความสุข รู้จักปฏิบัติการตามมติของห้อง
ทำอะไรก็ขอให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน
"ผมเสียเงินเทอมละ 20,000-30,000 บาท เพื่อต้องการความรู้ ต้องเสีย
เวลาเสาร์-อาทิตย์ แทนที่จะได้อยู่กับครอบครัว ไม่ใช่เพื่อจะต้องมาปรับตัวให้
เข้ากับใคร หรือต้องทำตามมติของใคร โดยเฉพาะมติที่สุดท้ายจบลงตรงที่การ
สังสรรค์กินเหล้าเมายาแบบนี้ ผมว่าอาจารย์ก็คงเห็นเหมือนที่ผมพูดพวกเขาจ้อง
แต่จะหาโอกาสหยุดเพื่อสังสรรค์กัน ไม่สนใจที่จะศึกษาหาความรู้ให้สมกับการ
เป็นมหาบัณฑิต ทำรายงานก็ copy กันมาส่งเวลาสอบก็ลอกกันอย่างไม่ละอาย
แบบนี้จะเป็นมหาบัณฑิตที่มีคุณภาพได้อย่างไร ผมว่าอาจารย์ควรที่จะบอกเขา
ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียใหม่แทนที่จะมาบอกผม ผมทราบดีว่ามีอาจารย์
หลายคนไม่พอใจในสิ่งที่ผมทำ การให้ผมยอมรับและร่วมทำกิจกรรมที่ไร้สาระ
กับกลุ่มเพื่อนในห้อง ผมทำไม่ได้หรอกครับอาจารย์"
ผมว่าประธานสาขาวิชาคงไม่ค่อยพอใจในคำตอบที่ได้รับจากผมสักเท่าไหร่ ก็ผม
ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ จะให้ไปนั่งสังสรรค์ท่ามกลางวงเหล้าและควันบุหรี่ได้อย่างไร ที่นี่
กินเหล้าเก่งทั้งผู้หญิงและผู้ชาย อีกทั้งหลายครั้งที่ผมไปร่วมด้วยก็จะถูกต่อว่า พูดจาเสียดสีบางคนเมาได้ที่ก็ถือโอกาสสั่งสอนผม กลัวอดใจไม่ไหวจนมีเรื่องเกิดขึ้นเลยไม่ไปร่วมงานด้วย
ผมสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ผ่านแบบทุลักทุเลเพราะต้องโต้แย้งทางความคิดกัน
อย่างหนัก กว่าจะอนุมัติให้ทำวิทยานิพนธ์ได้ ใช้เวลาศึกษาในระดับปริญญาโท 2 ปีครึ่ง
ผมก็สำเร็จเป็นมหาบัณฑิตสมใจ ผมจบก่อนเพื่อนทุกคนในห้องที่ใช้เวลาเรียนกัน 4-5 ปี
จึงจะสำเร็จการศึกษา
ที่จริงเรื่องช่วงเรียนปริญญาโทมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ผมถูกเพื่อนลวงไปยำ
แต่คนที่ถูกยำไม่ใช่ผม เรื่องการโต้แย้งกับอาจารย์ถึงขั้นร้องเรียนอธิการบดี กรณีไม่ให้
เสนอชื่อผมว่าเป็นผู้สำเร็จการศึกษาทั้งๆที่ผมสอบผ่านการปกป้องวิทยานิพนธ์แล้ว ฯลฯ
ผมไม่อยากนำมาเปิดเผยมากกว่านี้ มันเหมือนกับการนำเอาสถาบันของตัวเองมาประจาน
จึงขอจบเรื่องราวการเรียนปริญญาโทไว้เพียงแค่นี้ โดยข้ามไปเป็นช่วงทำงานเป็นที่ปรึกษา
นายกเทศมนตรีและทำงานวิจัยและพัฒนา... ซึ่งน่าสนใจกว่าเยอะ
|