ด้วยนิสัยความชอบส่วนตัว เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและอาหารการกินของผู้ดูแลคอลัมน์ Tricks and Tips ฉบับนี้จึงยังวนเวียนอยู่กับการดูแลสุขภาพ แต่คราวนี้จะเน้นไปที่ผู้สูงวัยคนทำงานมีอายุใกล้วัยเกษียณ ช่วยผู้สูงวัยเหล่านี้รอบคอบกับการใช้เงินรักษาสุขภาพ ให้แข็งแรงอยู่เสมอในบั้นปลายของชีวิต "หลังจากเคยเป็นคนทำงานในยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู หรือ เบบี้บูม เวลานั้นคุณอาจทำเงินได้มากมายจากการทำงาน แต่ก็มีเวลาน้อยในการดูแลสุขภาพ แต่เมื่อคุณซึ่งเป็นคนในยุคนั้นอายุมากขึ้น ความร่ำรวยที่ทำได้กลับมีประโยชน์ที่จะนำมาใช้สอยอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาสุขภาพให้แข็งแรงและดีขึ้นได้ในตอนนี้" คำกล่าวข้างต้น เป็นการเกริ่นนำของแพททริเซีย บี.เกรย์ คอลัมนิสต์มันนี่ แมกกาซีน ซึ่งมีคำแนะนำที่อ้างอิงข้อมูลคนอเมริกัน มาให้ผู้สูงวัยคนไทยทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะคนไทยในสหรัฐ ได้เตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมงบ ดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองได้ดีขึ้นในบั้นปลายของชีวิต จากเรื่องที่เกรย์ตั้งชื่อว่า "รักษาสุขภาพให้แข็งแรงด้วยเงินที่หามาได้" (Staying healthy in your peak earning years) ก่อนเข้าเรื่องที่เกรย์ตั้งใจจะให้ข้อมูล ได้นำคำแนะนำของดร.ไมเคิล ดี.พาร์คินสัน ประธานของ American College of Preventive Medicine มานำเสนอตอกย้ำคนอเมริกันยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู ว่าการลดน้ำหนักให้ได้สัก 1 ปอนด์ ออกกำลังกายเดินรอบบ้าน เปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตในแต่ละช่วงของวัย ก็จะได้เห็นประโยชน์เกิดกับสุขภาพของตัวเองอย่างที่ไม่นึกหรือคิดมาก่อน อย่างไรก็ดีนอกจากคำเตือนของดร.พาร์คินสันแล้ว เกรย์ยังมีคำแนะนำพร้อมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ในสหรัฐ มายืนยันช่วยผู้สูงวัยเข้าใจปัญหาสุขภาพ และสามารถปรับตัวเตรียมทุนไว้รับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต @"หาแพทย์เป็นประจำสม่ำเสมอ" เกรย์ให้ข้อมูลว่าช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ในสหรัฐมีโปรแกรมตรวจสุขภาพประจำปีที่ได้มาตรฐานเกรดทอง ซึ่งเป็นการตรวจอย่างละเอียดโดยใช้เทคโนโลยีชั้นสูง แต่ความต้องการการตรวจลักษณะนี้กลับมากเกินความจำเป็น เพราะเกรย์เชื่อว่าในบางครั้งการตรวจละเอียด ด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงในบางครั้งกลับส่งสัญญาณเตือนผิดพลาด แถมเสียค่าใช้จ่ายแพง และจากการอ้างอิงคำแนะนำของหน่วยงานในสหรัฐ ที่เรียกว่า The U.S. Preventive Services Task Force ซึ่งรวมผู้เชี่ยวชาญการแพทย์ ประเมินสถานการณ์ปัจจุบัน ในแง่ต้นทุนกับความเสี่ยง และประโยชน์ที่ได้รับจากการทดสอบหลากหลาย พบว่าการตรวจร่างกายหลายๆ ครั้งและละเอียดจนเกินไปเป็นประจำทุกปีนั้น เป็นสิ่งไม่จำเป็นสำหรับผู้สูงวัยที่ยังแข็งแรง แค่ตรวจร่างกายไปหาแพทย์ตามปกติอย่างน้อยปีละครั้งถือว่าเพียงพอแล้ว @"ระวังน้ำตาลในเลือด" เกรย์เตือนถึงอันตรายของโรคเบาหวานระดับ 2 หรือภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ปัญหาสุขภาพเหล่านี้ ปกติจะปรากฏให้เห็นชัดในผู้สูงวัยมีอายุเกิน 45 ปี ด้วยวัยล่วงเลยเลข 4 จะเข้าเลข 5 น้ำหนักตัวมากขึ้น และเพิ่มมากเป็นพิเศษนั้น กลับสร้างปัญหาให้ผู้สูงวัย เกรย์เตือนว่าผู้สูงวัยทุกคน เผชิญอันตรายมากขึ้น หากมีน้ำหนักตัวมากเกินไป หรือมีคอเลสเตอรอลในร่างกายกับความดันสูงมาก เขาจึงแนะนำให้ผู้สูงวัยต้องเฝ้าระวังตัวเองเป็นพิเศษ เพราะน้ำตาลในเลือดสูง เป็นบ่อเกิดหรือสาเหตุสำคัญทำให้ตาบอด ไตติดเชื้อ โรคลมและโรคหัวใจได้ ถ้าผู้สูงวัยมีความเสี่ยงต่างๆ ข้างต้น แพทย์น่าจะแนะนำให้ตรวจหาน้ำตาลในเลือด ซึ่งผู้สูงวัยต้องยอมอดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อให้ได้ผลเลือดออกมาดี การทดสอบและตรวจหาน้ำตาลในเลือดในสหรัฐ ใช้ต้นทุน 40 ดอลลาร์หรือเกือบ 1,500 บาท หากพบระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ผู้สูงวัยสามารถป้องกันได้ ด้วยการลดอาหารและออกกำลังกาย @"ทำจิตใจให้สดใสร่าเริงอยู่เสมอ" ในสหรัฐคนอเมริกันยุคเบบี้บูม หรือ เศรษฐกิจเฟื่องฟูสมัยก่อน หากเทียบกับคนอเมริกันรุ่นใหม่แล้ว จะเสี่ยงมากขึ้นกับการเกิดความรู้สึกหดหู่ ซึ่งอารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้บ่อยครั้งไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษา จากข้อมูลของ Archives of General Psychiatry พบว่าคนอเมริกันอายุระหว่าง 45-64 ปี มีอัตราความรู้สึกหดหู่ซึมเซาสูงสุด และผู้หญิงมีแนวโน้มทรมานจากอาการหดหู่ซึมเซามากกว่าชาย 2 เท่า ดังนั้น เกรย์จึงตั้งคำถามให้ผู้สูงวัยทบทวนตัวเองว่า รู้สึกแย่หรือหมดอาลัยตายอยากในชีวิต และไม่พอใจกับการมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือไม่ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ถ้าไม่แน่ใจให้ถามแพทย์ หรือเข้าไปทำแบบทดสอบตัวเองได้ที่เวบไซต์ http://www.dbsalliance.org @"ชั่งและคุมน้ำหนักตัวเองไว้เสมอ" เกรย์เชื่อว่าไม่มีความจำเป็น ที่จะต้องบอกหรือย้ำเตือนผู้สูงวัยว่า เมื่อล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน การเผาผลาญอาหารในร่างกายจะช้าลง ขณะที่น้ำหนักตัวก็จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น้ำหนักตัวมากเกินไป ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงทำให้เกิดโรคหัวใจหรือหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ที่มาพร้อมกับโรคความดันโลหิตสูง โรคเกิดจากปัญหาความอ้วนหรือน้ำหนักตัวมากเกินไป อาจทำให้อายุของผู้สูงวัยหายไป 6-7 ปี ดังนั้นผู้สูงวัยสามารถเตือนตัวเองได้อย่างง่ายๆ ด้วยการหาดัชนีมวลรวมร่างกาย( body mass index)หรือ บีเอ็มไอ ซึ่งเป็นการวัดดูไขมันในร่างกาย เทียบกับความสูงและน้ำหนัก โดยวัดจากระดับบีเอ็มไอ ถ้าบีเอ็มไอ 25-30 ถือว่ามีน้ำหนักมากเกินไป และที่ระดับ 30 หรือมากกว่านี้ถือว่าอ้วน เพื่อให้แน่ใจผู้สูงวัยสามารถเข้าไปดูและลองคำนวณได้จากเวบไซต์ http://www.nhlbisupport.com @"ดูแลหัวใจตัวเองให้แข็งแรง" ด้วยอายุมากขึ้น ทำให้ผู้สูงวัยมีแนวโน้มสะสมคอเลสเตอรอลในเลือดมาก จนกลายเป็นสิ่งกีดขวางทางเดินของเลือด หรือทำให้เกิดอาการเส้นเลือดอุดตัน และเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการหัวใจวายและโรคลมได้ เกรย์มองว่าปัญหาข้างต้น มีความเป็นไปได้อย่างมากว่า จะเกิดจากการกินอาหารไม่มีประโยชน์เป็นโทษต่อร่างกาย ขาดการออกกำลังกาย และสุดท้ายเป็นเพราะกรรมพันธุ์ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้สูงวัยจะไม่เกิดปัญหาบั่นทอนสุขภาพดังกล่าว เกรย์แนะนำให้ตรวจสอบคอเลสเตอรอล ผู้สูงวัยเป็นชาย สามารถเตรียมตัวได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่วัย 35 ปี ส่วนผู้หญิงอาจจะรอช้าอีกหน่อยได้ โดยเริ่มตรวจได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี ขอให้รับการตรวจคอเลสเตอรอลเป็นประจำ อย่างน้อยทุกๆ 5 ปี ค่าตรวจคอเลสเตอรอลในสหรัฐทุกวันนี้ คิดไม่แพงเพียง 35 ดอลลาร์ หรือกว่า 1,200 บาท ตอนนี้ผู้สูงวัยควรตั้งคำถามว่าประวัติครอบครัวมีสมาชิกเป็นโรคหัวใจหรือไม่ หากเป็นไปได้ควรแนะนำคนในครอบครัวที่อายุยังน้อย ตรวจหาคอเลสเตอรอลตั้งแต่อายุ 20 ปีก็จะดี และผู้สูงวัยควรตรวจความดันโลหิตอย่างน้อยทุกๆ 2 ปี ถ้าความดันมากกว่า 140/90 ถือว่าสูงแล้วต้องระวัง @"ตรวจหามะเร็งต่อมลูกหมาก" ผู้ชาย 1 ในทุกๆ 6 คน มักมีอาการมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่อาการมะเร็งที่เกิดกับอวัยวะส่วนนี้ มักวินิจฉัยตรวจพบเมื่ออายุมากแล้ว และผู้ชายตรวจพบมะเร็งส่วนนี้หลังอายุ 80 ปีแล้ว ไม่มีแนวโน้มจะเสียชีวิตหากตรวจพบว่าเป็น และมะเร็งที่เกิดกับชายอายุนำด้วยเลข 8 จะขยายตัวได้ช้าลง @"ให้ระวังโรคมะเร็งทรวงอก" โอกาสในการตรวจวินิจฉัยมะเร็งที่เต้านม หรือโอกาสเป็นมะเร็งที่เต้านมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังจากหญิงสูงวัยอายุเกิน 50 ปี ขณะที่มะเร็งปากมดลูกเป็นภัยคุกคามหญิงสูงวัยอายุเกิน 50 ปีน้อยลง ซึ่งเป็นไปได้ว่ามะเร็งปากมดลูกเกี่ยวข้องกับการมีคู่นอนหลายคน เกรย์ให้ข้อมูลเตือนหญิงมีอายุเกิน 40 ปี ให้ไปตรวจแมมโมแกรม ทุกๆ 1 หรือ 2 ปี ยิ่งคนในครอบครัวเคยมีประวัติเป็นมะเร็งเต้านม สมาชิกคนอื่นในครอบครัวก็ยิ่งต้องตรวจหามะเร็งเต้านมตั้งแต่วัย 30 ต้นๆ การตรวจหามะเร็งส่วนนี้ในสหรัฐ ค่อนข้างแพง เพราะคิดค่าบริการ 185 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6,400 บาท แต่เมื่ออายุมากขึ้น ถ้าเกิน 70 ปี ต้องตรวจแบบ Pap ทุก 1-3 ปี แต่ต้นทุนถูกลงมาก เหลือเพียง 65 ดอลลาร์ หรือกว่า 2,200 บาท @"คอยระวังรักษาสุขภาพกระดูก" เมื่อผู้หญิงมีอายุล่วงเลย หรือวัยเริ่มต้นด้วยเลข 5 กระดูกเริ่มอ่อนแอลง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดลง เกรย์ระบุว่าผู้หญิงมีอายุเกิน 60 ปี มีนิสัยชอบสูบบุหรี่ น้ำหนักน้อยกว่า 154 ปอนด์ หรือเคยประสบอุบัติเหตุกระดูกหักมาแล้วอย่างน้อย 1 ครั้ง มีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเกิดปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ดังนั้นผู้หญิงทุกคนที่มีอายุใกล้ 50 ปี ควรไปตรวจดูกระดูก หรือที่เรียกว่าสแกนกระดูกอย่างเต็มรูปแบบ หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคหรือมีปัญหาเกี่ยวกับกระดูก ขอให้สอบถามแพทย์ดูว่าตนเองจำเป็นต้องตรวจกระดูกอย่างละเอียดหรือไม่ แต่ต้นทุนการตรวจไม่น้อย เพราะค่าตรวจสุขภาพกระดูกในสหรัฐ สูงถึง 580 ดอลลาร์ หรือกว่า 2 หมื่นบาท +++++++++++++ กฎพื้นฐานของดร.พาร์คินสันช่วยผู้สูงวัยสุขภาพดี -กินอาหารให้ถูกต้อง เหมาะสม มีประโยชน์ -ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที -ไม่สูบบุหรี่หรือดื่มเหล้า -ควบคุมกับบริหารความเครียดของตัวเองให้ดี ++++++++++++++ |