
พิมพ์หน้านี้
|
ต่างคน ต่างคิด ต่างตระหนก ความต่างในความเหมือน การล่วงละเมิดทางเพศกับเด็กหรือสตรีคดีแล้วคดีเล่า พบว่าผู้กระทำการล้วนแล้วแต่เป็นในครอบครัวหรือคนรู้จักใกล้ชิดทั้งนั้น ไม่ต่างอะไรไปจากกรณีการบุกรุกเข้าครอบครองที่สาธารณะ ที่ป่า ที่ชายตลิ่ง ที่ลาดชัน แทบทุกเรื่องพบว่ามีคนของมหาดไทยทั้งฝ่ายที่ดินทั้งฝ่ายท้องที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีเอี่ยวด้วยหรือบางครั้งบางโอกาศก็เป็นผู้กระทำการเสียเอง ดังที่พบข่าวผู้มีอิทธิพลบุกรุกครอบครองที่สวยๆอย่างที่ไม่น่าได้เอกสิทธิ์ครอบครองมีเจ้าหน้าที่มหาดไทยระดับสูงเกี่ยวข้องด้วย คงจำข่าวการจำคุกผู้ว่าราชการจังหวัดหนึ่งทางภาคเหนือในกรณีบุกรุกที่สาธารณะเพื่อทำไร่ส้ม ข่าวจริงข่าวลือถึงนักการเมืองหรือนายอำเภอในหลายพื้นที่ทางภาคอีสานมีการครอบครองที่ดินแปลงใหญ่ซึ่งแต่ละแปลงนับร้อยนับพันไร่ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นที่สาธารณะและที่ดินทำกินที่รัฐจัดไว้ประชาชนผู้ยากจน ด้วยเหตุที่ว่าที่ดินเป็นต้นทุนสำคัญในการทำมาหากินและเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่า จึงมีกรณีพิพาทเรื่องที่ดินอยู่บ่อยๆตลอดทั้งปีระหว่างหมู่ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านกับเพื่อนบ้าน เอกชนกับชุมชน และรัฐกับประชาชน แต่ที่นครพนมมีแปลกกว่านั่น คือ มีประชาชนกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าบุกรุกที่สาธารณะสำหรับประชาชนใช้ร่วมกันโดยไม่ชอบ เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อปี 2542 จู่ๆนายอำเภอเมืองในขณะนั้นจัดการย้ายที่ว่าการอำเภอเมืองนครพนมไปสร้างใหม่บนพื้นที่นับร้อยไร่อยู่กลางหนองน้ำใหญ่นอกเขตเทศบาล โดยที่ฝ่ายประชาชนไม่ได้ระแคะระคายอะไรทั้งนั้น ทั้งนี้เป็นเพราะว่าฝ่ายราชการไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ใดๆเลย จนกระทั่งหลังจากเปิดใช้มา 2-3 ปี ก็มีอยู่วัน เผอิญมีสถาปนิกนายหนึ่งได้ไปติดต่อขอเอกสาร ณ ที่ว่าการอำเภอแห่งนี้ ระหว่างที่รอการทำงานของเจ้าหน้าที่อยู่ ก็ได้มีการพูดคุยเป็นการฆ่าเวลาโดยไม่ได้ตั้งใจกับปลัดอำเภอหญิงนางหนึ่งว่า " การที่อำเภอมาสร้างอยู่บนหนองน้ำนี่ มีกฎหมายหรือระเบียบการอะไรมารองรับหรือไม่ " ซึ่งปลัดหญิงคนนี้ก็ดีใจหายรีบตอบขึ้นมาทันใดเลยว่า " โฮ้ย กฎหมง กฎหมายอะไร ไม่มีหรอก หลักฐานมีแต่หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงเท่านี้แหละ จะเอาไหมหละ " ในเวลาตอนนั้นก็ยังไม่ได้สดุดใจ ยังไม่ได้ฉุกคิดอะไรมาก เพราะเชื่อว่าการทำงานโดยหน่วยงานระดับนี้แล้วคงจะไม่มีปัญหาอะไรมั๊ง แต่ทันใดนั้น สถาปนิกนายนี้ก็นึกถึงคำว่า สาธารณสมบัติของแผ่นดินนี้จะโอนแก่กันมิได้เว้นแต่อาศัยอำนาจแห่งกฎหมายเฉพาะหรือกฤษฎีกาเท่านั้น ในสมัยที่ยังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยขึ้นมาทันที เท่านั้นแหละ ความคิดในการทำวิทยานิพนธ์โดยไม่หวังปริญญาในเรื่องว่าด้วยการประพฤติมิชอบของส่วนราชการก็ได้บังเกิดขึ้น จากการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนครพนม พบข้อสงสัยว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐนั้นน่าจะดำเนินการครอบครองที่สาธารณะไม่ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายเสียแล้ว และหนังสือสำคัญฉบับนั้นน่าจะถูกเพิกถอนไปด้วยกันเสีย ที่สาธารณะ ที่ว่านั่น เป็น อยู่ คือ อะไรและอย่างไร อ๋อ หนองน้ำแห่งนี้ชื่อ หนองญาติ ตั้งอยู่นอกเขตเทศบาลที่ตำบลหนองญาติ อำเภอเมืองนครพนม โดยข้อเท็จจริงแล้วหนองญาติเป็นหนองน้ำสาธารณะที่เกิดตามธรรมชาติ มีสภาพทิวทัศน์และภูมิทัศน์ที่มีองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม และมีสภาพที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันมานาน โดยรวมจึงมีนิตินัยเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ซึ่งได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายทั้งทางแพ่งและอาญา เหตุเกิดขึ้นอย่างไร เผอิญทางจังหวัดนครพนมดันไปเชื่อตามหลักฐานราชการที่มีว่า หนองน้ำ" หนองญาติ" แห่งนี้เป็นอ่างเก็บน้ำชลประทาน (ทั้งที่จะดูมุมไหนดูอย่างไรก็ไม่มีลักษณะเป็นอ่างเก็บน้ำ) จึงเป็นทรัพย์สินของราชการไม่ใช่หนองน้ำสาธารณะและได้มีการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ได้ทะเบียนเลขที่ นพ 0038 (เป็นครั้งที่สอง) เป็นสาธารณสมบัติประเภทใช้เพื่อประโยชน์ของแผ่นดินโดยเฉพาะหรือสำหรับใช้ในราชการ ว่าแต่ว่า หลักฐานราชการนั่นเป็นเอกสารอะไร อ๋อ เป็นแค่ใบใต่สวนใบหนึ่งของกรมชลประทานระบุว่า มีการซื้อมาจากเจ้าของ มีสัญญาซื้อขายและมีเอกสารเป็นนส.3 พ่อแม่พี่น้องครับ ใครจะเชื่อว่าในอดีตนั้น ชลประทานนครพนมมีการซื้อหนองน้ำจากเจ้าของ ผีซ้ำด้ำพลอย เมื่อทางธนารักษ์จังหวัดนครพนม เกาะหนังสือสำคัญฯฉบับนั้น นำหนองน้ำ"หนองญาติ" ขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุอีกต่างหาก โดยไม่ได้คำนึงเหตุผลอื่นที่ว่า ในสภาพความเป็นหนองน้ำนี้ มีองค์ประกอบครบตามความหมายการเป็นที่ราชพัสดุหรือไม่ โรคซ้ำ กรรมซัดวิบัติเป็น หนองน้ำ"หนองญาติ" ขนาด 3 พันไร่ จากการตัดถนน ขุดลอกหนองน้ำนำดินกลับมาถมชายตลิ่งอีกครั้งเพื่อรองรับงานก่อสร้างต่างๆ เช่น ถนนหนทาง สนามโล่งๆของหน่วยงานใดไม่ทราบมีเพียงแต่สนามฟุตบอลล์และประตูก็เรียกว่า "สนามกีฬาจังหวัด" เสียแล้ว เทศบาลเมืองนครพนมแอบมาทำงานนอกเขตเทศบาลอย่างไม่เนียนเพราะเหตุผลความจำเป็นฟังไม่ขึ้น ลำพังงานในเขตพื้นที่ก็ยังทำไม่ทั่วถึงแล้วยังจะดิ้นรนออกมานอกเขตทำไม ก็ออกมาสร้างพิพิธภัณฑ์ ศูนย์ฝึกฯและหอเฉลิมพระเกียรติ โดยเฉพาะงานหลังนี่คิดว่าสำนักราชเลขาคงจะลำบากใจที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับงานที่ค้างคาในศาลคดีการกระทำความผิดต่อสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครพนมก็ย้ายศูนย์โอทอปมาสร้างใกล้ๆกันทั้งที่เดิมจะสร้างในอีกที่หนึ่ง ทำให้หนองน้ำมีพื้นที่หายไปค่อนครึ่งทันตา พร้อมกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติเดิมก็ได้เปลี่ยนไป ไร้ที่ซึ่งจะพึ่งพาอาศัย ในปี 2548 ได้มีการร้องเรียนไปหน่วยราชการอิสระและหน่วยงานรับผิดชอบโดยตรงเช่น สำนักงานผู้ตรวจการของรัฐสภา คณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชน ซึ่งทั้ง 2 หน่วยงานนี้ท่าดีทีเหลว ส่วนคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติได้ช่วยสรุปประเด็นทางกฎหมายให้และคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีหนังสือมายังผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนมให้มีคำสั่งระงับการก่อสร้างใดๆ แต่ผู้ว่าฯท่านนี้ไม่ได้ปฎิบัติตาม แม้กระทั่งการส่งเรื่องไปให้เพิกถอนหนังสือสำคัญฯของหนองน้ำ ผู้ว่าท่านนี้ก็เพิกเฉยอีก จนต้องนำเรื่องเข้าสู่ขบวนการศาลปกครอง โดยศาลปกครองขอนแก่นประทับรับฟ้อง โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดและกรมธนารักษ์เป็นผู้ถูกฟ้องคดี เรื่องคงจะเดินไปไม่ถึงไหนมั๊งทำให้ศาลต้องเชิญอธิบดีกรมที่ดินเข้ามาร่วมเป็นผู้ถูกฟ้องคดีอีกราย ซึ่งให้การเป็นประโยชน์โดยเฉพาะการนำทะเบียนที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ระบุว่าหนองน้ำ " หนองญาติ " นี้มีสถานะเป็นหนองน้ำสาธารณะประโยชน์มาชี้แจงต่อศาลปกครอง ทำให้หนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงฉบับที่จังหวัดนครพนมยึดไว้ใช้ในขณะนี้หมดความหมายทันที เกลือเป็นหนอน แมวเฝ้าปลาย่าง อะไรก็ไม่น่าตกใจเท่าเมื่อทราบว่า หน่วยราชการที่บุกรุกเข้าไปก่อสร้างงานของตัวเองบนหนองน้ำสาธารณะแห่งนี้ เช่น นายอำเภอท้องที่ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเช่น อบจ. อบต. และเทศบาลนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าพนักงานที่กฎหมายมีบทบัญญัติให้เป็นผู้ดูแลคุ้มครองป้องกันที่สาธารณะสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน เช่น ทางหลวง ที่ชายตลิ่ง(ที่ติดชายทะเล แม่น้ำ ที่น้ำท่วมถึง) ทางน้ำ ทะเลสาป ห้วยหนองคลองบึง ทุ่งเลี้ยงสัตว์และป่าช้าสาธารณะ หนึ่งกฎหมาย สองมาตรฐาน คดีนี้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรนครพนมไว้เมื่อ 2 ปีก่อนซึ่งเรื่องก็ไม่คืบหน้าไปถึงไหน ถ้าเป็นชาวบ้านธรรมดาป่านนี้คงติดคุกไปนานแล้ว แต่นี่ผู้ที่เกี่ยวข้องล้วนแล้วแต่เป็นนักการเมืองและข้าราชการระดับสูง ทางตำรวจท่านก็ว่าไม่มีอำนาจพอ จะว่าไปแล้วคนนครพนมทุกคนทราบดีว่านักการเมืองที่เกี่ยวข้องต่างก็เป็นเด็กในค่ายนักการเมืองระดับชาติคนดังใครก็รู้จัก ฉายาขุนพลบัลลังค์เมฆที่ช่วงบั้นปลายไม่ค่อยจะสุขสมหวังกับชีวิตเท่าไรนัก ด้วยความเป็นคนที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่องและมีความคิดอารมณ์แน่วนิ่งเหมือนไม้ปักเลน ป่านนี้ยังไม่รู้เลยว่าจะมีใครขายอ่างล้างมือทองคำให้บ้าง ประเทศไทย ฉันไม่อยากร้องไห้ ปีนี้ประเทศไทยเราถูกประเมินว่ามีเสถียรภาพอยู่ในกลุ่มเสี่ยง อันดับ 78 ของโลก แสดงให้เห็นว่ากลไกของรัฐคือราชการไทยยังอ่อนแอเหมือนเดิมหรืออาจจะแย่ไปกว่าเดิม ต่างชาติทั้งฝรั่งญี่ปุ่นเคยวิจารณ์ไว้ว่า ข้าราชการไทยนี่ไม่ต้องขยันมากหรอก เอาแค่ทำงานตามอำนาจหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น ประเทศไทยก็จะรุ่งเรืองโชตช่วงชัชวาลย์อย่างไร้เทียมทาน อนาคตทรัพยากรสาธารณะของชาติ มีคำถามสุดท้ายฝากไว้กับทุกท่าน การปกปักรักษาทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นมรดกของแผ่นดินนี้ ตราบใดที่ผู้มีหน้าที่ยังคงมีอาการง่อยเปลี้ยเสียขาอยู่อย่างนี้แล้วพวกเราจะทำอย่างไร ยิ่งคิดยิ่งตกใจ ความเหนื่อยล้าในการทำงานครั้งนี้ ขออุทิศให้กับนักต่อสู้เพื่อแผ่นดินทุกท่านครับ เอี่ยวแดง 20 มิ.ย 2550 |
| << | มิถุนายน 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |