พิมพ์หน้านี้
|
ที่แห่งนี้มีเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้แวะเวียนกันเข้ามาสัมผัสการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างไม่ขาดสาย... แต่แล้ววันหนึ่งการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติทำให้ความสุขตามอัตภาพของชาวบ้านนาตอง กลับพลิกผันตกอยู่ในภาวะทุกข์อย่างไม่ทันตั้งตัว จากอุทกภัย-ดินโคลนถล่ม เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2549 กระแสน้ำป่าและท่อนซุงขนาดใหญ่ พัดพาความงดงามของธรรมชาติและสิ่งที่ชาวนาตองได้สร้างไว้สูญไปในเพียงชั่วข้ามคืน นายประเสริฐ สีใหม่ ผู้ใหญ่บ้านนาตอง หมู่ 9 ต.ช่อแฮ อ.เมือง จ.แพร่ เล่าว่า ก่อนที่น้ำป่าจะมาขณะนั่นมีฝนตกมาอยู่ตลอดเวลารู้สึกถึงเสียงน้ำที่ไหลแรงจึงมีความพยายามที่จะเตือนภัยผ่านวิทยุสื่อสารไปยังอาสาสมัครเวรยาม ด้วยเป็นช่วงเวลากลางคืน ประกอบกับระบบการสื่อสารได้ล่มและไฟดับ จึงได้ใช้การตีกลองแจ้งภัย แต่ก็ไม่ทันเพราะกระแสน้ำพัดมาเร็วมาก ขณะนั้นต่างคนจึงต่างหลบหนีภัยธรรมชาติ หลังเหตุการณ์ทำให้บ้านเรือนเสียหายไปกว่า 60 หลังคาเรือน ชาวบ้านนาตองเสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บจำนวนมาก หลงเหลือไว้เพียงทุกข์ให้กับชาวบ้าน ผู้สูญเสียบุคคลใกล้ชิด รวมถึงพื้นที่ทำมาหากินที่ความเสียหายไปจำนวนมาก 1 ปี ที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่อดีตเพียงช่วงเวลาทุกข์สั้นๆของชาวนาตองเท่านั้น !!! ด้วยความสามารถในการปรับตัวเปลี่ยนแปลงของชาวนาตองที่กลับมาสู่ความมั่นคงทางจิตใจได้อีกครั้ง และจากความช่วยเหลือของทุกหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ มูลนิธิ เอกชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่เฉลิมพระเกียรติ และเป็นโอกาสที่จังหวัดแพร่ ได้รับเกียรติในการเป็นเจ้าภาพจัดงานสร้างสุข 4 ภาค ปี 2550 ระหว่างวันที่ 9-11 พฤศจิกายนนี้ ด้วยแนวคิด สุขแบบพอดี ด้วยวิถีพอเพียง จึงได้หยิบยก บ้านนาตอง ชุมชนท้องถิ่นมาเป็นต้นแบบรูปธรรมของการสร้างสุขอย่างพอเพียงคนภาคเหนือ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. ร่วมกับภาคีสร้างเสริมสุขภาพภาคเหนือ ที่มีองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ เข้ามามีส่วนร่วมสำคัญในครั้งนี้ โดยเห็นถึงแผนงานสู่ผลอย่างเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืนแก่ชุมชน ของกลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่เฉลิมพระเกียรติที่ใช้ชื่อว่า ปูลูทีม ได้จัดทำโครงการ สานใยรัก สร้างนาตอง ตามรอยพ่อ ฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี เพื่อส่งเสริมเรื่องการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ให้ชาวบ้าน สำหรับใช้เป็นแนวทางในการประกอบอาชีพ ด้วยการอบรมความรู้ สาธิต ศึกษาดูงาน และสร้างตลาดชุมชนตามรอยเท้าพ่อ หลังเกิดเหตุการดำเนินงานของโครงการฯ ในการช่วยเหลือให้ความรู้ด้านการเกษตร แทบจะทำไม่ได้เลย อ.นิโรจน์ สินณรงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักศึกษา ม.แม่โจ้ แพร่ กล่าวและให้เหตุผลว่า ขณะนั้นชาวบ้านต่างสูญเสียทรัพย์สิน สภาพจิตใจยังคงไม่พร้อมที่จะทำกิจกรรมใดๆ แต่ชาวบ้านฟื้นตัวได้เร็วมากก่อนที่จะยืนหยัดต่อสู้อีกครั้ง นางปัญญา สิริพงษ์ ชาวบ้านนาตอง เล่าว่า พืชผักที่ตนเองปลูกไว้ไม่เหลืออยู่เลย แต่เมื่อหลายหน่วยงานเข้ามาพอที่จะมีกำลังใจมากขึ้นและได้รับการเรียนรู้ใหม่ๆ ปัจจุบันชาวบ้านได้อาศัยพื้นที่บนแปลงเกษตรเล็กไที่พอมีในบริเวณรอบบ้าน ได้ปรับปรุงพื้นที่ทำการปลูกผักอินทรีย์ อาทิ มะละฝักแม้ว มะเขื่อ บวบไว้เก็บกินเองถ้าออกผลจำนวนมากก็แบ่งให้กับเพื่อนบ้านหรือนำไปขายที่ตลาดชุมชน บางครัวเรือนทำการเลี้ยงหมูหลุม ที่ใช้แกลบ ดิน เกลือ และน้ำจุอินทรีย์ผสมกันทำเป็นพื้นคอกหมูแทนการใช้ซีเมนต์ที่ต้องลงทุน ทั้งยังช่วยลดกลิ่นเหม็นของอุจจาระหมูด้วย และเมื่อถึงเวลาผสมพื้นในคอกใหม่ก็ยังสามารถนำพื้นคอกหมูเก่าไปใส่เป็นปุ๋ยในแปลงผักได้ เพราะอาหารที่หมูกินจะเป็นพืชผักผสมกับอาหารสำเร็จรูปที่แทบไม้ต้องลงทุนอะไรเลย
นับเป็นรูปแบบของการสร้างสุขไปตามวิถีชีวิตของชาวชุมชนท้องถิ่น ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆตามสภาพแวดล้อม ไปพร้อมกับการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีอยู่
นพ.ชาญชัย ศิลปอวยชัย นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดแพร่ ในฐานะประธานการจัดงานสร้างสุขภาคเหนือ กล่าวว่า ความสุขคนเราได้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการพัฒนาอุตสาหกรรม แต่เห็นว่าการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ให้เป็นรูปธรรม เหมาะสมกับเองและท้องถิ่น จะเป็นการสร้างความสุขให้มีสุขภาวะ อยู่ดี กินดีตามอัตภาพ ส่วนใหญ่แล้วคนในจังหวัดแพร่จะเป็นเกษตรกร การพัฒนาจะมุ่งเน้นไปในเรื่องคุณภาพชีวิตเกี่ยวกับอาชีพ ซึ่งจะเป็นอาชีพทางการเกษตรตามภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น การเลี้ยงหมูหลุม กบคอนโด การเพาะไข่มดแดง การปลูกหน่อไม้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ค่อยๆหายไป แต่ก็สามารถฟื้นขึ้นมาอีกครั้งที่นาตอง นพ.ชาญชัย กล่าว การจัดงานสร้างสุข จึงเป็นการปลุกกระแสเรื่องสุขภาวะทั้งมิติทางกาย จิตใจ สังคม และปัญญา ด้วยวิถีชีวิตที่พอเพียงให้ครอบคลุม บ้านนาตองเป็นอีกต้นแบบที่แสดงถึงสถานการณ์ทุกข์เปลี่ยนมาสู่ความสุขได้เหมาะสมกับบริบทของสังคมได้เป็นอย่างดี แม้ขณะนี้จะผ่านเหตุการณ์มาแล้ว 1 ปีกว่า และกำลังอยู่ในกระบวนการฟื้นฟูทั้งสภาพแวดล้อม แต่การปรับตัวปรับใจของชาวนาตองเป็นไปอย่างรวดเร็ว จากพื้นที่เล็กที่มีอยู่มาพัฒนา ให้สามารถดูแลตัวเองได้และอยู่บนแนวทางของการสร้างสุข ชูธงสุขภาวะที่ยั่งยืนตามหลักเศรษฐกิจแบบง่ายๆ บนความพอเพียง เรียกได้ว่าเป็นการ พลิกทุกข์ สู่สุขยั่งยืน ด้วยจิตดี ใจงาม กายแกร่ง ของชาวบ้านนาตอง |