พิมพ์หน้านี้
|
(ถอดเทปจากงานเสวนาวิชาการสร้างสุขภาคกลาง เรื่อง "หยุดโลกร้อนด้วยวิถีพอเพียง หรืออ่านจากสกู๊ป http://www.naewna.com/news.asp?ID=92104) ระดับอุณภูมิของผิวโลกสูงขึ้น อากาศร้อนขึ้นและแห้งแล้งผิดปกติ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย น้ำทะเลสูงขึ้น แผ่นดินจะจมน้ำ น้ำจะท่วมเมือง ภัยธรรมชาติจะมีความรุนแรงมากขึ้น การ เกิดโรคระบาดจะรุนแรงขึ้น ฤดูกาลเปลี่ยนแปลง สิ่งมีชีวิตเริ่มสูญพันธุ์ เหล่านี้ล้วนเป็นวิกฤตที่เกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น
หากลองพลิกหน้าหนังสือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมเก่าๆสักเล่มหนึ่งคำว่า โลกร้อน ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมากล่าวถึงเมื่อ 2-3 วัน ที่ผ่านมา แต่เป็นเรื่องที่นักวิชาการได้ให้ความสนใจและติดตามมาตลอดเป็นเวลานับสิบๆปี... ภาวะโลกร้อน คือ การที่โลกมีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นจากการเพิ่มปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในอากาศที่ห่อหุ้มโลก ซึ่งเราเรียกว่าภาวะเรือนกระจก หรือ Green house effect โดยตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์ดังกล่าวล้วนเกิดจากการกระทำของมนุษย์แทบทั้งสิ้น เช่น การใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลืองโดยการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม หรือในภาคการผลิตต่างๆ รวมทั้งปัจจัยเสริมคือ จำนวนประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น การตัดไม้ลายป่า การเผาป่าเพื่อการทำเกษตร การใช้เครื่องมือสื่อสารเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับชีวิต เหล่านี้ล้วนเป็นตัวการหรือต้นเหตุในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดร์ออกไซค์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศของโลกและส่งผลให้เกิดโลกร้อนขึ้นทุกวัน เมื่อมองจากต้นเหตุแล้วทั้งหมดล้วนเกิดจากน้ำมือของมนุษย์เอง !!! แล้วอะไรคือผลกระทบต่อเนื่อง ทั้งนี้จากการจัดอันดับประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ ประเทศไทยถูกจัดอยู่อันดับที่ 22 (172 ล้านตัน) จากทั้งหมด 209 ประเทศทั่วโลก และมีแนวโน้มว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรมและท่อไอเสียรถยนต์ ของประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเช่น ประเทศไทยมีแต่จะเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่มีการประเมินว่าทั่วประเทศจะมีการขับขี่ยานพาหนะ เป็นจำนวนถึง 1.88 ล้านคัน และจะมีการปล่อยก๊าซออกมา 10 กิโลกรัม ต่อเชื้อเพลิง 4 ลิตร หากมีการขับขี่ยานพาหนะที่ใช้เชื้อเพลิง 4 ลิตรต่อคัน ก็จะปล่อยคาร์บอนไดออก ไซด์ออกมา 18,800 ตัน และถ้าหากมองในภาคของการผลิต กระแสไฟฟ้าขนาด 100 วัตต์ ในเวลา 10 ชั่วโมง จะมีการใช้ถ่านหินหนัก ครึ่งกิโลกรัม ซึ่งจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่บรรยากาศ ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือ 1.4 กิโลกรัม อีกทั้งการเผาไหม้ถ่านหิน และเชื้อเพลิงยังปล่อยซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งเป็นมลพิษทางอากาศและ เป็นหมอกควันที่ปิดบังแสงอาทิตย์ ทั้งยังเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้เกิดภาวะเรือนกระจกด้วย จากการศึกษาขององค์การ NASA พบว่าปัจจุบันโลกของเราร้อนที่สุดในรอบ 12,000 ปี ซึ่งนักวิจัยได้มีการคาดการณ์เกี่ยวกับอุณหภูมิผิวโลกในอีก 100 ปีข้างหน้า หรือประมาณปี 2643 ว่า อุณหภูมิผิวโลกจะสูงขึ้นจากปัจจุบันราว 4.5 องศาเซลเซียส โดยจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึงร้อยละ 63 และก๊าซมีเทนร้อยละ 27 ของก๊าซเรือนกระจก และในช่วง 40 ปีนี้ ประเทศไทยจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1 องศาเซลเซียส ซึ่งถ้าหากอุณหภูมิผิวโลกสูงขึ้นประมาณ 2- 4 องศาเซลเซียส จะส่งผลให้พายุไต้ฝุ่นเปลี่ยนทิศทาง และมีความรุนแรงมากขึ้น ในอนาคตจะมีจำนวนการเกิดพายุใต้ฝุ่นถึงร้อยละ 10-20 นอกจากนี้ฤดูร้อนจะขยายเวลายาวนานขึ้น ในขณะที่ฤดูหนาวจะสั้นลง ในเวลา 100 ปีที่ผ่านมา ขณะที่โลกมีอุณหภูมิร้อนเพิ่มขึ้นเพียงแค่ 0.8 องศาโดยเฉลี่ย มนุษย์ยังประสบกับวิกฤตเหตุการณ์ต่างๆที่สร้างความปั่นป่วนได้อย่างมากมาย ถ้าหากยังปล่อยให้โลกร้อนเพิ่มขึ้นถึง 5 องศา เมื่อนั้นคงกลายเป็นวันสิ้นโลก !! ซึ่งเป็นมุมมองและการคาดการณ์ของนักวิจัยจากต่างประเทศ...ขณะที่นักวิชาการในเมืองไทยเองก็ไม่ได้นิ่งดูดายกับปัญหาเหล่านี้...
ในอดีตประเทศไทยเคยมีสภาพภูมิอากาศถึง 3 ฤดู แต่ในปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบกับปัญหาสภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลง ฤดูหนาวที่เคยมีระยะเวลานานหลายเดือนได้หายไปจากประเทศไทยมากว่า 5 ปีแล้ว และในทางตรงกันข้ามฤดูร้อนกลับมีระยะเวลายาวนานมากขึ้น ในปี 2548 เกิดความแห้งแล้งอย่างมาก โดย ดร. เชฏฐ์ ได้กล่าวและยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่มีให้เห็นในประเทศไทย อย่างเช่น เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมาได้มีปริมาณน้ำลดลง หรือโบสถ์วัดขุนสมุทราวาส จ.สมุทรปราการ ที่เคยห่างจากทะเลถึง 1 กม. แต่ปัจจุบันบางส่วนจมน้ำทะเล และภายใน 3 ปีข้างหน้า หรือในปี พ.ศ.2553 ถ้าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้น 1 องศาโดยเฉลี่ย อุณหภูมิประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้น 1-6 องศา จะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 30 เซนติเมตรถึง 1 เมตร คนไทยจะเจอเหตุการณ์พื้นที่ชายฝั่งทะเลของประเทศไทยจะจมน้ำ และคนกรุงเทพจะพบกับปัญหาน้ำท่วม ส่วนพื้นที่ที่ห่างจากเขตบางขุนเทียนไม่เกิน 8 กิโลเมตร รวมทั้งจังหวัดที่เชื่อมต่อกับกรุงเทพ และจังหวัดที่มีแม่น้ำไหลสู่ทะเลอ่าวไทย มีโอกาสน้ำท่วมบ่อยครั้ง ยกตัวอย่างเช่น แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเราจะเริ่มสังเกตเห็นจากสิ่งก่อสร้างบริเวณพื้นที่ชายฝั่งทะเลเริ่มจะจมน้ำ และระดับน้ำทะเลเริ่มกินพื้นแผ่นดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว เช่น บริเวณเขตบางขุนเทียนที่ปริมาณระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเริ่มกินพื้นแผ่นดินเข้ามา 800-1000 เมตร โดยยังคงเห็นเสาไฟฟ้าและหลักกิโลทิ้งไว้เป็นหลักฐาน ขณะนี้ประเทศไทยกำลังสูญเสียพื้นแผ่นดินให้กับทะเล และหากสังเกตให้ดีภาวะน้ำท่วมจะเริ่มท่วมภาคกลางและภาคเหนือ ทุกปลายปี ซึ่งมีโอกาสท่วมหนักมากขึ้น 5 จังหวัดภาคกลางที่จะประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะ ได้แก่ จังหวัดสมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา กรุงเทพ ฯ และจะลามไปถึงจังหวัดที่มีเขตติดต่อแม่น้ำลำคลองของ 5 จังหวัดนี้ และเชื่อมต่อออกทะเลอ่าวไทย ... การจัดงานสร้างสุขภาคกลาง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งจัดขึ้นโดยความร่วมมือของภาคีสมัชชาสุขภาพภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก ทั้ง 26 จังหวัดและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ภายใต้แนวคิด สุขอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานพอเพียง ได้จัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง หยุดโลกร้อนด้วยชีวิตพอเพียง เพื่อเป็นการจุดประกายความคิดร่วมกันด้วยการตั้งคำถามว่า ถ้าโลกร้อนมากขึ้นโลกและประเทศไทยจะประสบปัญหาอะไรบ้าง มนุษย์และสิ่งมีชีวิตจะดำรงอยู่ได้หรือไม่ เราจะมีส่วนช่วยโลกให้รอดพ้นจากวิกฤตนี้ได้อย่างไร ประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศเช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ประสบปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งสาเหตุมาจากพื้นที่ป่าที่ลดลง เนื่องจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อทำการเกษตร การใช้พลังงานในกิจกรรมต่างๆ จนเกินพอดี และปัญหาการเพิ่มของปริมาณขยะที่มากขึ้น ดังนั้นการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย จึงถูกนำมาเป็นแนวทางในการปฎิบัติใช้ในการหยุดวิกฤตโลกร้อน ดร. เชฏฐ์ บอกว่า ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนในประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางและใกล้เคียง ซึ่งประสบปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ปัญหาน้ำท่วม น่าจะนำหลักแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาปฎิบัติใช้เพื่อพัฒนาให้เป็นต้นแบบด้านสุขภาวะ เช่น ส่งเสริมให้มีการทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ด้วยการลดใช้สารเคมี ลดการทำลายสิ่งแวดล้อม ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เหมาะสม ส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้เด็ก เยาวชนและประชาชนนำแนวคิดนี้ไปต่อยอดให้เกิดกระบวนการคิดในการช่วยแก้ไขปัญหา กระตุ้นให้ประชาชนเกิดการตื่นตัว และตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก และเกิดการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อรับสถานการณ์ โดยเชื่อมโยงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว การสร้างความพอเพียงในการดำเนินชีวิตให้เกิดเป็นกิจวัตรอย่างต่อเนื่องต้องปฏิบัติจริงโดยเริ่มจากบุคคล ครอบครัว ชุมชน จนถึงประเทศชาติผนวกกับการคิดหาเทคนิควิธีการตามศักยภาพให้สอดคล้องกับปัญหาและความต้องการของประเทศ ก็จะทำให้ประเทศชาติสามารถรอดพ้นจากวิกฤตโลกร้อนได้ โดยเจตนารมณ์ของภาคีสร้างเสริมสุขภาพภาคกลาง ได้เสนอยุทธศาสตร์ สุขอย่างมีคุณค่า รู้รักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ในการบริหารจัดการทรัพยากรสิ่งแวดล้อมอย่างมีคุณค่า เพื่อการสร้างสุขภาวะอย่างยั่งยืนของชุมชน และส่งเสริมการเรียนรู้การพึ่งพาตนเอง การถ่ายทอดภูมิปัญญาเพื่อการสร้างสุขภาพของเครือข่ายชุมชน และเผยแพร่ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นต่อไป |
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |