พิมพ์หน้านี้
|
วันนี้คอลัมน์ รู้ไว้...อนามัยดี๊ดี ขอนำสาระเพื่อการมีสุขภาพช่องปากที่ดีในผู้สูงวัยมาเสนอในโอกาสวันผู้สูงอายุ เพราะว่าเรื่องช่องปากนั้นเป็นเรื่องใกล้ตัว มีการใช้งานมาตลอดย่อมเสื่อมโทรมลงบ้างเป็นธรรมดา การดูแลก็ต้องใส่ใจเหมือนการดูแลสุขภาพร่างกายเช่นกัน สุขภาพช่องปาก เป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการมีสุขภาพร่างกายและคุณภาพชีวิตที่ดีในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในเรื่องการบดเคี้ยว การรับรสและกลิ่นอาหาร การพูดคุย การยิ้ม ฟันธรรมชาติมีผลต่อภาพลักษณ์ ความมั่นใจ ความสวยงาม ความรู้สึกเจ็บปวด หรือไม่สบาย เนื่องจากโรคของช่องปากจะส่งผลต่อการพักผ่อนนอนหลับ ความเครียด รวมทั้งมีผลกระทบต่อการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ปัญหาหลักของสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุ ได้แก่ การสูญเสียฟันจนไม่สามารถบดเคี้ยวได้ ส่วนในผู้สูงอายุที่มีฟัน ก็ยังพบปัญหาโรคและความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคฟันผุ รากฟันผุ ฟันโยกและปริทันต์อักเสบหรือรำมะนาด ที่จะนำไปสู่การสูญเสียฟันเพิ่มขึ้นได้ตลอดเวลา โรคในช่องปากเหล่านี้สามารถป้องกันและรักษาได้ ด้วยวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก ถ้าพบในระยะเริ่มต้น แต่ธรรมชาติของโรคในช่องปากในช่วงแรกมักจะไม่มีอาการแสดงชัดเจน... ผู้สูงอายุจึงควรหมั่นตรวจดูสภาพช่องปากของตนเอง ถ้ามองเห็นรูผุหรือรู้สึกว่ามีความผิดปกติ เช่น เสียวฟัน มีเศษอาหารติดบางบริเวณบ่อยกว่าปกติ เลือดออกจากเหงือก ฟันโยก หรือในผู้ที่ใส่ฟันเทียมบางส่วนแบบถอดได้ ซึ่งจะมีส่วนของตะขอและแผ่นพลาสติกของฟันเทียมบางส่วนวางทับบนตัวฟัน ควรต้องดูแลเป็นพิเศษ และพบทันตแพทย์เป็นระยะ การดูแลสุขภาพช่องปากเพื่อป้องกันการเกิดและลดความรุนแรงของโรค ผู้สูงอายุสามารถทำได้ด้วยตนเอง ตามข้อปฏิบัติดังนี้ 1.ทำความสะอาดช่องปากและฟัน ด้วยการแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 นาที เช้าและก่อนนอน ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ 2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำอันตรายต่อฟัน เช่น อาหารพวกแป้งและน้ำตาล ที่มีความหวาน เหนียว ตกค้างในปาก และเป็นสาเหตุของฟันผุง่าย หรืออาหารแข็งที่อาจทำให้ฟันแตก บิ่น 3.ละ เลิกพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การสูบบุหรี่ เพราะนอกจากมีผลต่อสุขภาพร่างกายแล้ว ยังพบว่าบุหรี่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคปริทันต์อักเสบ การอักเสบของเนื้อเยื่อในช่องปาก และกลิ่นปาก 4.ดูแลสุขภาพร่างกาย สุขภาพใจให้แข็งแรง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคเบาหวาน ถ้าควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี จะมีผลต่อความรุนแรงของโรคปริทันต์อักเสบ และการหายของแผลในช่องปาก และ 5.ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจเช็คสภาพในช่องปาก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ทั้งผู้ที่มีฟันธรรมชาติเหลืออยู่ หรือผู้ที่ใส่ฟันเทียมทั้งปาก การดูแลช่องปากอย่างสม่ำเสมอจึงไม่ใช้เรื่องยากและสามารถทำได้ด้วยตนเอง หากทำได้ตามข้อปฎิบัติก็สามารถมีฟันและเหงือกที่แข็งแรงไว้ใช้งานได้ไปนานๆแน่นอน สำหรับผู้สูงอายุ ที่สูญเสียฟันทั้งปากจนไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารได้แล้ว สามารถขอรับบริการเพื่อใส่ฟันเทียมทั้งปาก โนโครงการ ฟันเทียมพระราชทาน ได้ที่หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่ง ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป |
| << | พฤษภาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | ||||
| 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 |
| 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 | 17 |
| 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 |
| 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 | 31 |