
พิมพ์หน้านี้
|
การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของกลุ่มชาติพันธุ์ ในพื้นที่ภาคเหนือ : ประมวลประสบการณ์จากการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง สู่สถานการณ์การอพยพและการพลัดถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงภาคเหนือ[1] บทสรุปเนื้อหา ความเป็นมา สืบเนื่องจากการปฏิบัติงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ ร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยสถาบันชาติพันธุ์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย, ศูนย์ประสานงานองค์กรเอกชนพัฒนาชาวไทยภูเขา, สมัชชาชนเผ่าแห่งประเทศไทย, มูลนิธิวิเทศพัฒนา, The Canadian International Development Agency (CIDA) และ The Asia Pacific forum of National Human Rights Institutions (APF) โดยดำเนินโครงการพัฒนาและศึกษา (1) โครงการกระบวนทัศน์ และฐานคิดใหม่ในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงภาคประชาชน (25462548) โดยมีสัมฤทธิ์ผลคือ ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนแม่บทการพัฒนาบนพื้นที่สูงภาคประชาชน ซึ่งกระบวนการดังกล่าวเชื่อมร้อยกับการดำเนินการ (2) โครงการจัดทำข้อเสนอแนะเปรียบเทียบผ่านกระบวนการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการกำหนดชะตากรรมของตนเองต่อสิทธิการมีชีวิตอยู่และสิทธิการพัฒนา (2548-2549) โดยมีสัมฤทธิ์ผลคือ ข้อเสนอแนะแนวคิดและการปฏิบัติเกี่ยวกับการอพยพภายในประเทศ ในการดำเนินการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนผ่านการปฏิบัติงานข้างต้น กสม. และเครือข่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดำเนินกิจกรรมทางสิทธิมนุษยชนบนฐานการกำหนดชะตากรรมของชุมชนเอง (Rights-based and Self-determined approach) ในพื้นที่นำร่อง โดยพิจารณาจาก (1) เป็นกรณีปัญหาที่ส่งผลกระทบกับสิทธิมนุษยชนในวงกว้าง และ (2) เป็นตัวแทนของสภาพปัญหา หรือเป็นพื้นที่ศักยภาพที่จะขยายผลสัมฤทธิ์ต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อื่นๆ โดยในส่วนของพื้นที่ภาคเหนือ ได้ดำเนินการผ่านหลายกรณี อาทิ กรณีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการแย่งชิงที่ดินของกลุ่มนายทุนและเกษตรพาณิชย์[2], กรณีหมู่บ้านที่ถูกอพยพโยกย้ายเนื่องจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ หรือผลกระทบทางความมั่นคงภายในประเทศ[3] และกรณีหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการอพยพแต่มีศักยภาพในการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน[4] โดยผ่านกิจกรรมทั้งการเสริมสร้างอาสาสมัครสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ การขยายความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเด็นปัญหา และพื้นที่ตลอดจนการหนุนเสริม/จัดตั้ง และเชื่อมร้อยกับเครือข่ายต่างๆ โดยการร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับบุคลากรของสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาบันชาติพันธุ์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย เพื่อนำเสนอสภาพปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ พร้อมทั้งจัดกระบวนการเรียนรู้สู่สาธารณะอย่างต่อเนื่องเป็นระยะๆ กระบวนการดำเนินโครงการ ก. โครงการกระบวนทัศน์และฐานคิดใหม่ในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูง : สิทธิความมั่นคงของมนุษย์ และสิทธิทางวัฒนธรรม เป็นโครงการที่มีระยะเวลาในการดำเนินการ 2 ปีนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2546 ธันวาคม 2548 โดยมีการปฏิบัติงาน ดังนี้ (1) เป้าหมายของโครงการฯ คือ การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของกลุ่มประชาชนชายขอบ กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่สูงจากการปฏิบัติไปสู่การจัดทำนโยบาย โดยสร้างกระบวนการร่วมกันผ่านกระบวนการจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาชุมชน สิ่งแวดล้อม และการควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูงของภาคประชาชน (2) ยุทธศาสตร์ในการดำเนินกิจกรรมของโครงการฯ เน้นการสร้างกระบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม, การมีส่วนร่วมของประชาชน, การส่งเสริมความร่วมมือแบบพหุภาคีในลักษณะคณะทำงานร่วม, การสร้างกระบวนการเรียนรู้โดยเน้นฐานคิดด้านสิทธิมนุษยชน และการส่งเสริมความเท่าเทียมของกลุ่มหลากหลายทั้งมิติทางเพศ และวัฒนธรรม (3) การคัดเลือกพื้นที่ในการปฏิบัติงาน ในเบื้องต้นมีพื้นที่ๆ ได้รับคัดเลือกจากการประชุมของเครือข่ายผู้รู้ สมัชชาชนเผ่าแห่งประเทศไทย และองค์กรที่เกี่ยวข้อง จำนวน 3 พื้นที่ คือ บ้านวังใหม่ (ผาช่อ) ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง เป็นตัวอย่างของความล้มเหลวในการพัฒนา มีกลุ่มชาติพันธุ์ 3 ชนเผ่าที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้แก่ เมี่ยน ลัวะ และลีซู รวมทั้งคนไทยพื้นราบ ผู้คนเหล่านี้ถูกอพยพมาจากพื้นที่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ภายใต้นโยบายการพัฒนาของรัฐ ในการปราบปรามยาเสพติดและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติโดยที่ชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการอพยพโยกย้ายจากพื้นที่เดิมที่มีความอุดมสมบูรณ์ มาที่บ้านวังใหม่ที่มีสภาพเป็นป่าเต็งรังและดินลูกรังไม่เหมาะสมการอยู่อาศัยและการประกอบอาชีพ อีกทั้งรัฐไม่ได้เตรียมพื้นที่รองรับการอพยพดังกล่าว ชาวบ้านเหล่านี้จึงต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดำรงชีวิต อีกทั้งยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการด้านการศึกษาและสุขภาพ ระบบภูมิปัญญา และจารีตตามวิถีวัฒนธรรมดั้งเดิมได้ถูกละเลยไป กลุ่มคนผู้สูงอายุอยู่อย่างเงียบเหงาสิ้นหวังและสูญเสียความภูมิใจในอัตลักษณ์ทางชนเผ่าของตนเอง คนในวัยหนุ่มสาวต้องอพยพไปขายแรงงานนอกหมู่บ้าน และหญิงสาวบางคนต้องเข้าสู่กระบวนการค้าประเวณีอันเป็นเหตุของการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ การฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหาของชาวบ้านบางคน การเข้าไปพัวพันกับการค้ายาเสพติด นอกจากนี้ชาวบ้านวังใหม่ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับสัญชาติไทยโดยเฉพาะพี่น้องชาวลัวะ ซึ่งมีผลทำให้การดำรงชีวิตมีความยากลำบากมากขึ้น บ้านโป่งไฮ ต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ในช่วงแรกบ้านโป่งไฮซึ่งเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่แดงได้รับคัดเลือกให้เป็นกรณีศึกษาของการเป็นตัวอย่างของการพัฒนา ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปมาตลอด เนื่องจากได้มีการเปลี่ยนแปลงบริบทของชุมชนตามระยะเวลาที่เปลี่ยนไป และในบางช่วงการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวก็มีผลทำให้การเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีของการพัฒนากลับกลายเป็นความล้มเหลวในบางระยะ ซึ่งตามบริบททางประวัติศาสตร์ ชาวบ้านโป่งไฮได้อพยพมาจากบ้านปู่หมื่นบริเวณดอยผ้าห่มปกเพื่อแสวงหาความอุดมสมบูรณ์ของที่ทำกินที่บ้านโป่งไฮ ในช่วงนั้นปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จในการพัฒนาได้แก่ระบบความสัมพันธ์ที่ดีของคนในชุมชนที่อยู่กันอย่างเกื้อกูลและแบ่งปัน การทำการเกษตรแบบผสมผสานที่มีพืชหลายชนิดทำให้มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงมีบทบาทและมีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาต่างๆ เป็นอย่างดี เช่น การมีกิจกรรมในการต่อต้านยาเสพติดและการติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ที่เป็นรูปธรรม แต่หลังจากที่ระบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยวได้เข้ามาในชุมชนได้มีผลทำให้ชุมชนเปลี่ยนแปลงไป คือต้องพึ่งพิงกับระบบตลาดมากขึ้น และไม่สามารถพึ่งตนเองได้ สมาชิกของชุมชนบางส่วนต้องอพยพออกไปขายแรงงานนอกหมู่บ้าน หญิงสาวบางคนเข้าสู่กระบวนการค้าประเวณี ระบบความสัมพันธ์ที่ดีในชุมชนได้เปลี่ยนแปลงไป และมีความขัดแย้งเกิดขึ้นระหว่างคนในชุมชน นอกจากนี้การเข้ามาของการปลูกพืชเชิงพาณิชย์ยังก่อให้เกิดมลภาวะต่อชุมชนทั้งในอากาศ ดิน และน้ำ และยังส่งผลให้มีการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มมากขึ้น บ้านสันเจริญ ต.ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน เป็นหมู่บ้านของชนเผ่าอิ๋วเมี่ยน ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นชุมชนที่มีความเข้มแข็งในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรป่าและน้ำ การอยู่ร่วมกันอย่างผสมกลมกลืนระหว่างคนรุ่นเก่าในวิถีวัฒนธรรมแบบเดิมและคนรุ่นใหม่ในวิถีวัฒนธรรมแบบคนในเมือง จากประวัติศาสตร์การอพยพโยกย้ายของชุมชนและวิถีชีวิตในแต่ละยุคได้แสดงให้เห็นปัจจัยที่มีผลต่อการเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาได้แก่ การมีผู้นำที่เข้มแข็ง ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของคนในชุมชนที่ผูกพันกันในระบบเครือญาติ และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติที่แวดล้อมชุมชน ซึ่งทำให้ชาวสันเจริญมีรายได้เลี้ยงชีพตลอดทั้งปี และมีบทบาท มีส่วนร่วมในโครงการพัฒนาต่างๆ อย่างแข็งขัน ชาวสันเจริญสร้างข้อปฏิบัติที่เข้มแข็งของชุมชนในการควบคุมระบบความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน และระหว่างคนกับทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งกลายเป็นภาพลักษณ์ที่โดดเด่นของสันเจริญและเป็นที่ยอมรับของชุมชนใกล้เคียงทั้งที่เป็นคนไทยพื้นราบและกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง สันเจริญจึงเป็นหมู่บ้านที่มีสมมติฐานของโครงการฯ ในการค้นหา ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จของการพัฒนา ทั้งนี้หลังจากที่ปฏิบัติงานในช่วงแรก มีสถานการณ์ความขัดแย้ง ซึ่งส่งผลต่อการบังคับอพยพ และการกำหนดชะตากรรมของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ในบางพื้นที่ซึ่งคณะทำงานพิจารณาว่า ควรนำมาเป็นพื้นที่ทำงานของโครงการฯ อีก 2 แห่ง คือ บ้านห้วยวาด ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง เป็นกลุ่มหย่อมบ้านของชนเผ่าลาหู่ที่ถูกอพยพมาอยู่อาศัยรวมกัน จำนวน 4 หย่อมบ้าน(ป็อก) ซึ่งจำแนกเป็นจำนวนผู้อพยพในแต่ละหย่อมบ้าน ได้แก่ บ้านแม่เม่า 33 หลังคาเรือน 153 คน, บ้านแม่ต๋าง 29 หลังคาเรือน 122 คน, บ้านห้วยริน 14 หลังคาเรือน 57 คน และบ้านแม่ป่อย 9 หลังคาเรือน 28 คน โดยมีจำนวนผู้ถูกอพยพรวมกันทั้งสิ้น 85 หลังคาเรือน 360 คน[5] เป็นพื้นที่ถูกอพยพจากแนวคิดความมั่นคงของรัฐ และนโยบายปราบปรามยาเสพติด โดยขาดการตระหนักถึงแนวคิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการจัดการเพื่อความมั่นคงของชีวิต พื้นที่ลุ่มน้ำแม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย เป็นถิ่นที่อยู่ทำกินของผู้คนที่หลากหลายชาติพันธุ์ หรือกลุ่มคนที่แตกต่างกันทั้งด้านภาษา วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ และแบบแผนการทำมาหากิน โดยประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่(มูเซอ) อาข่า(อีก้อ) เมี่ยน(เย้า) กะเหรี่ยง และชาวไท-ยวน(คนเมือง) โดยสถานการณ์ขณะนั้นกลุ่มชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในเขตลุ่มน้ำแม่ยาว-ห้วยแม่ซ้าย ต.แม่ยาว มีปัญหาความขัดแย้งเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า โดยกลุ่มชาวไท-ยวนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบอ้างว่า วิถีชีวิตและแบบแผนการทำมาหากินของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่บนพื้นที่สูง หรือกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเขาทำลายพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร และพยายามดำเนินการอพยพ/โยกย้ายถิ่นที่อยู่ทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวให้มาอยู่ในเขตพื้นที่ปลูกสร้างสวนป่า ซึ่งเป็นพื้นที่ต่ำกว่าพื้นที่เดิม แต่กลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงไม่ค่อยจะยินยอม และพยายามต่อรองกับกลุ่มแกนนำที่ดำเนินการอพยพ โดยเฉพาะการจัดสรรที่ดินทำกิน สถานการณ์ดังกล่าว เป็นผลสืบเนื่องจากแนวคิดการจัดการทรัพยากรดินน้ำป่าของรัฐ โดยอ้างว่า พื้นที่ป่าภูเขาสูง คือ เขตพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธาร และแบบแผนการทำมาหากินของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในเขตภูเขาเป็นวิถีของการทำลายความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรดินน้ำป่า ซึ่งส่งผลกระทบอย่างสำคัญต่อการขาดแคลนน้ำในเขตพื้นที่ราบในช่วงฤดูแล้ง ปัญหาน้ำท่วมและโคลนถล่มในช่วงฤดูฝน พร้อมกับสรุปแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาว่า ต้องอพยพ/โยกย้ายถิ่นที่อยู่ทำกินของกลุ่มคนเหล่านั้นให้ลงมาอยู่ในเขตพื้นราบ หรือในเขตพื้นที่ป่าที่ทางราชการกำหนดไว้ในฐานะเขตพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ หรือพื้นที่ป่าโซนอี ซึ่ง กสม. และเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสถาบันชาติพันธุ์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เหล่านี้ควบคู่ไปด้วย ได้แก่ โครงการพัฒนาและศึกษาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการความขัดแย้งแบบสันติวิธี โดยใช้แนวคิดสิทธิมนุษยชนศึกษา กรณีการศึกษาทางชาติพันธุ์วรรณา และนิเวศวิทยาการเมืองของกลุ่มชาติพันธุ์ลาหู่ อาข่า เมี่ยน และไท-ยวน ลุ่มน้ำแม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย (2547 2548) และ โครงการพัฒนาและศึกษาเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมเพื่อศึกษาและจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเกี่ยวกับรูปแบบการส่งเสริมสิทธิชุมชนกับสิทธิทางสุขภาพของชาวบ้าน และแรงงานชาติพันธุ์ กรณีศึกษา หมู่บ้านและแรงงานชาติพันธุ์ในระบบเกษตรพาณิชย์ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ (2547-2548) (4) ผลการดำเนินการ ในพื้นที่ข้างต้นทั้ง 5 พื้นที่ มีกระบวนการ การวิเคราะห์ชุมชน และการเตรียมความพร้อมของชาวบ้านที่คล้ายคลึงกันโดยเริ่มจากการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน การพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ การจัดเวทีวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของชุมชนรวมทั้งการแสวงหาทางออกในการแก้ปัญหาร่วมกัน การสร้างกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน โดยใช้สื่อโปสเตอร์ และละครจำลองสถานการณ์ด้านสิทธิของชุมชน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมีความแตกต่างกัน คือ บ้านวังใหม่ (ผาช่อ) ชาวบ้านมีความตระหนักและเรียนรู้เรื่องสิทธิผ่านการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการ การจัดเวทีชุมชน และจากสื่อในระดับที่แตกต่างกัน โดยกลุ่มที่มีการเรียนรู้เรื่องสิทธิและนำมาใช้ได้มากที่สุด ได้แก่ กลุ่มชาวลัวะที่มีปัญหาด้านสถานะบุคคล ซึ่งต่อมาได้พัฒนาเป็นกิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมาย ตลอดจนแนวทางการสำรวจ และการพิสูจน์สถานะบุคคลเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง มีกลุ่มแกนนำที่เข้มแข็งมีบทบาท และมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องภายในกลุ่มเพื่อดำเนินการด้านสถานะบุคคลผ่านกิจกรรมลักษณะต่างๆ อาทิ การจัดทำระบบข้อมูลทั้งส่วนบุคคลและของกลุ่ม การเตรียมเอกสารที่สำคัญต่อการพิสูจน์สถานะบุคคล และการวางแผนการดำเนินงานด้านสถานะบุคคล เป็นต้น บ้านโป่งไฮ ชาวบ้านมีความตระหนักรู้ และเข้าใจเรื่องสิทธิขั้นพื้นฐานและมีความมั่นใจในการใช้สิทธิของตนเองในการพัฒนา สิทธิในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง และสิทธิทางวัฒนธรรม ผ่านกระบวนการทำงานร่วมกับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ๆ มีการทำงานอย่างต่อเนื่องจากชุมชน แกนนำชุมชนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อน ประสานงาน และระดมความร่วมมือในชุมชน บ้านสันเจริญ จากการประเมินผล พบว่า ยังมีการเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิในระดับค่อนข้างน้อยกว่าพื้นที่ทำงานอื่นๆ เนื่องจากลักษณะสังคมมีความเป็นปัจเจกสูง มีวิถีการผลิตแบบทุนนิยม มีพืชเศรษฐกิจหลายชนิด ชาวบ้านจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับกิจกรรมทำไร่สวน และด้วยความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรป่า และน้ำที่ทำให้ชาวบ้านมีแหล่งรายได้ทั้งปี ชาวบ้านจึงให้ความสนใจกับการพูดคุยเรื่องกิจกรรมเฝ้าระวังผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาบนฐานของสิทธิค่อนข้างน้อย แม้ว่าจะมีผู้นำที่เข้มแข็งและมีบทบาทในการทำงานร่วมกับโครงการฯ อย่างแข็งขันก็ตาม บ้านห้วยวาด ชาวบ้านตระหนักรู้เรื่องสิทธิน้อย ใช้สิทธิของตนเองในการมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น หรือข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาหรือสิทธิในการกำหนดชะตากรรมเฉพาะในการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เท่านั้น แต่ไม่แสดงออกในที่ประชุมที่มีตัวแทนจากหน่วยราชการมาร่วมประชุมเพราะมีความกลัวและไม่มั่นใจในการใช้สิทธิของตนเอง ในขณะที่กลุ่มแกนนำหมู่บ้านไม่มีบทบาทในการทำงานร่วมกับโครงการ หรือขับเคลื่อนงานในชุมชนบนฐานคิดของสิทธิแต่อย่างใด หากแต่กลับเพิ่มความขัดแย้งในชุมชนของตนเนื่องจากเป็นผู้นำที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางการ จึงได้รับการยอมรับจากชาวบ้านน้อย นอกจากนั้นชาวห้วยวาดยังแบ่งเป็นกลุ่มๆ ตามหย่อมบ้านที่เป็นต้นทางการอพยพ และมีความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มย่อย การดำเนินงานร่วมกับโครงการจึงอยู่ในระดับต่ำ บ้านจะแล ชาวบ้านมีปัญหาความขัดแย้งภายในชุมชนมีการเรียนรู้สิทธิผ่านการพูดคุยอย่างไม่เป็นทางการกับผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และการจัดเวที ตลอดจนการใช้สื่อโปสเตอร์ และละครจำลองสถานการณ์สามารถใช้สิทธิของตนในการต่อรองเจรจากับทางการ และการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อที่ประชุม หรือเวทีที่จัดขึ้นในชุมชน มีแกนนำชุมชนที่เข้มแข็งและมีส่วนร่วมในโครงการฯ แต่ยังขาดการสานงานหรือกิจกรรมที่เป็นข้อตกลงร่วมกันเนื่องจากมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มแกนนำ ข้อเสนอแนะจากการปฏิบัติงาน คณะทำงาน และองค์กรชุมชนที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแผนแม่บทการพัฒนาบนพื้นที่สูงภาคประชาชน เป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อรัฐในการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ดังนี้ (1) รัฐควรยกเลิกนโยบายการอพยพโยกย้ายเพราะเป็นการละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัยของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ได้อาศัยอยู่บนที่ของบรรพบุรุษมาอย่างยาวนาน และยังกระทบต่อการละเมิดสิทธิทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าว ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นการแก้ปัญหาตรงตามที่รัฐมุ่งหวังแล้วยังอาจมีผลทำให้เกิดปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นเนื่องจากภาวะกดดันจากความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ที่เกิดจากการบังคับของภาครัฐ (2) หากมีความจำเป็นต้องอพยพโยกย้าย รัฐควรมีการเตรียมการที่ดีทั้งในด้านที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย รวมถึงระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่กลุ่มชาติพันธุ์ผู้ที่ถูกอพยพจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ขัดสน (แต่จากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาพบว่า ทางราชการจัดให้ชาวบ้านอยู่ในที่ดินเสื่อมโทรม ขาดแคลนน้ำในการอุปโภค บริโภค จึงเป็นการสร้างปัญหาให้กับชุมชน และเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาอื่นๆอีกหลายประการ)นอกจากนี้ควรให้ชาวชุมชนมีส่วนร่วมในกระบวนการอพยพโยกย้าย ในการตัดสินใจจากข้อมูลที่เป็นจริงและครบถ้วน มีเอกสารชี้แจง ยืนยันหรือข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร มิใช่เป็นเพียงคำพูดหรือข้อตกลงที่กล่าวอ้างเป็นข้อจูงใจแต่ไม่เคยมีการปฏิบัติตามในภายหลัง (3) นโยบายในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงของรัฐควรมีความชัดเจนและสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงโดยอาจมีการศึกษาความเป็นไปได้ก่อนการดำเนินโครงการพัฒนาหรือก่อนการการอพยพโยกย้าย (4) รัฐควรมีการสื่อสารและให้ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติและประชาชนอย่างชัดเจนและทั่วถึง (5) ควรลดอคติทางชาติพันธุ์โดยเฉพาะในส่วนของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องด้วยการสร้างความตระหนักรู้ถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม ยอมรับในความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม อันเป็นลักษณะพื้นฐานของสังคมไทยจึงจะทำให้ปัญหาการละเมิดสิทธิของคนไทยที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เบาบางลง (6) ควรบังคับใช้นโยบายขจัดการทุจริตให้เกิดผลในทางปฏิบัติในทุกระดับเพราะเป็นปัญหาที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิทุกประเภทโดยเฉพาะกับกลุ่มชาติพันธุ์ ที่มีความรู้น้อยและถูกเลือกปฏิบัติจากอคติ ข. โครงการจัดทำข้อเสนอแนะเปรียบเทียบผ่านกระบวนการพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพการกำหนดชะตากรรมของตนเองต่อสิทธิการมีชีวิตอยู่และสิทธิการพัฒนา ดำเนินการในระยะเวลา 1 ปี นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2548 ธันวาคม 2549 โดยสรุปผลการปฏิบัติงาน คือ (1) เป้าหมายของโครงการฯ คือ การพัฒนาศักยภาพในการเจรจาต่อรอง การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับการศึกษาแนวทาง การดำเนินการเพื่อป้องกันการอพยพ และการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (2) ยุทธศาสตร์ในการดำเนินกิจกรรมของโครงการฯ คือ การทำงานเชิงรุก ส่งเสริมกระบวนการคิด จัดการ และตัดสินใจในการใช้ชีวิต การกำหนดชะตากรรม ตลอดจนการพัฒนา ซึ่งตระหนักว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิที่ต้องผูกพันต่อกัน โดยผ่านกิจกรรมทั้งการเสริมสร้างอาสาสมัครสิทธิมนุษยชนในพื้นที่ การขยายความร่วมมือระหว่างกลุ่มประเด็นปัญหาและพื้นที่ตลอดจนการหนุนเสริม/จัดตั้ง และเชื่อมร้อยกับเครือข่ายต่างๆ และการจัดทำข้อเสนอเชิงหลักการ ตลอดจนรูปธรรมที่นำสู่การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (3) การคัดเลือกพื้นที่ในการปฏิบัติงาน ในเบื้องต้นมีพื้นที่ๆ ได้รับคัดเลือกจากการประชุมของคณะทำงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง โดยพิจารณาการเชื่อมร้อยผลสัมฤทธิ์ของโครงการกระบวนทัศน์ และฐานคิดใหม่ในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงภาคประชาชน (25462548) และอยู่ในหลักเกณฑ์ คือ เป็นกรณีปัญหาที่ส่งผลกระทบกับสิทธิมนุษยชนในวงกว้าง และเป็นตัวแทนของสภาพปัญหา หรือเป็นพื้นที่ศักยภาพที่จะขยายผลสัมฤทธิ์ต่อการแก้ไขปัญหาในพื้นที่อื่นๆ โดยเมื่อพิจารณาให้ครอบคลุมการดำเนินงานของ กสม. และการพัฒนาข้อเสนอแนะดังกล่าว จัดแบ่งประเภทหรือลักษณะของพื้นที่ได้ 3 ลักษณะ คือ กรณีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบจากการแย่งชิงที่ดินของกลุ่มนายทุนและเกษตรพาณิชย์ ซึ่งอาจจะเป็นเหตุของการอพยพโดยทางอ้อม ได้แก่ บ้านโป่งไฮ ต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ กรณีหมู่บ้านที่ถูกอพยพโยกย้ายเนื่องจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ หรือผลกระทบทางความมั่นคงภายในประเทศ เป็นการอพยพโยกย้ายผ่านแนวคิดความมั่นคงของรัฐ การแย่งชิงทรัพยากรธรรม และนโยบายปราบปรามยาเสพติด โดยขาดการตระหนักถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ตลอดจนการจัดการเพื่อความมั่นคงของชีวิต ได้แก่ บ้านห้วยวาด ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง กรณีหมู่บ้านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงต่อการอพยพแต่มีศักยภาพในการสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน หรือเป็นพื้นที่เฝ้าระวังการบังคับโยกย้ายอันเนื่องมาจากการจัดการทรัพยากรของรัฐ ได้แก่ บ้านสันเจริญ ต.ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน (จากการประกาศแนวเขตอุทยานแห่งชาตินันทาบุรีศรีน่าน) (4) ผลการดำเนินการ โครงการฯ ได้จัดทำ การประมวล สังเคราะห์ และวิเคราะห์ประสบการณ์การถูกอพยพโยกย้ายในส่วนของประเด็นร่วมเพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และข้อสรุปกรอบแนวคิดการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อผู้พลัดถิ่นภายในประเทศข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการอพยพ ซึ่งประมวลจากประสบการณ์ของการอพยพ การตั้งถิ่นฐานใหม่ และการฟื้นฟูชุมชน ทั้งจากการจัดกระบวนการศึกษาเปรียบเทียบเชิงลึกควบคู่ไปกับการสร้างกระบวนการพัฒนาใน 3 พื้นที่ และการประมวลภาพรวมร่วมกับกลุ่มชุมชนที่เคยถูกอพยพจากสาเหตุต่างๆ อีกจำนวน 10 ชุมชน โดยพัฒนาเป็นข้อเสนอแนะแนวคิดและการปฏิบัติเกี่ยวกับการปฏิบัติเกี่ยวกับการอพยพภายในประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจาหารือกับหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพของชุมชนในการเจรจาต่อรองกรณีที่ต้องประสบกับปัญหาต่างๆ อันอาจจะทำให้ต้องอพยพโยกย้าย โดยหลักการใหญ่ๆ ที่มีอยู่ในข้อเสนอแนะดังกล่าว ประกอบด้วย หลักการที่หนึ่ง การหลีกเลี่ยงการอพยพในทุกรูปแบบ (ถ้าสามารถทำได้ และไม่เป็นอันตรายต่อชุมชนที่เกี่ยวข้อง) หลักการที่สอง ในกรณีที่จำเป็นต้องอพยพ ต้องกระทำบนฐานของความเคารพต่อสิทธิ ศักดิ์ศรี และเสรีภาพของความเป็นมนุษย์ หลักการที่สาม การให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมอย่างเป็นระบบ เพียงพอ และมีประสิทธิภาพ และ หลักการที่สี่ การพิจารณาการกลับคืน หรือการหวนคืนถิ่น กรณีที่เหตุผลของการอพยพดังกล่าวมีความเหมาะสม เนื้อหาสาระ และข้อค้นพบจากการปฏิบัติงานทั้ง 2 โครงการ ประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของนโยบายรัฐไทยกับกลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่า ตลอดจนชนพื้นเมืองส่วนใหญ่ถูกกำกับ หรือโน้มนำด้วยแนวคิด (1) ความเป็นเอกภาพของรัฐชาติ (2) ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนของรัฐาธิปัตย์ (3) การแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดิน (4) ความพยายามในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยปฏิเสธการอยู่ร่วมกันของชุมชนในพื้นที่อนุรักษ์ และ(5) การควบคุมและปราบปรามยาเสพติด ในขณะที่ปรากฏการณ์การอพยพโยกย้ายชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ในช่วงระยะเวลากว่าสองทศวรรษทำให้เห็นข้อเท็จจริงของการเลือกใช้กฎหมาย และนโยบายของรัฐต่อชุมชนผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ โดยการแสดงออกถึงการเลือกปฏิบัติและความไม่เท่าเทียมกันยิ่งชัดเจนมากขึ้น เมื่อหลังจากการอพยพชุมชนเหล่านั้นออกจากที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยของพวกเขาแล้ว ที่ดินเหล่านั้นก็ตกอยู่ในการครอบครองของนายทุน และผู้มีอำนาจอย่างถูกต้องทางกฎหมาย โดยที่ผ่านมารายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเกี่ยวกับกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยหลายองค์กรต่างก็ยืนยันว่า กลุ่มชาติพันธุ์ ชนเผ่า และชนพื้นเมืองยังคงเผชิญหน้ากับปัญหาหลักๆ 2 เรื่อง คือ สถานะบุคคลทางกฎหมาย และการขาดเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินที่พักอาศัย ในช่วงปี 2539 คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองแผนการอพยพชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทั้งทางการจัดการองค์ความรู้ และการสร้างความชัดเจนเรื่องของสิทธิของชุมชนในเขตพื้นที่ป่า และในเวลานั้นแนวคิด ป่าชุมชน ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง สิทธิทางจารีต วัฒนธรรมของชนเผ่าในการคุ้มครองที่อยู่อาศัย และพื้นที่ป่าถูกหยิบยกขึ้นมา พร้อมๆ กับการเกิดขึ้นของพระราชบัญญัติป่าชุมชนซึ่งยังไม่มีข้อยุติใดๆ โดยระหว่างนั้นภาคประชาชนก็ได้พยายามยกร่างแผนแม่บทสำหรับการพัฒนาบนพื้นที่สูงควบคู่กันไปด้วย ซึ่งโดยหลักการคือ การพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับนโยบายและการได้ใช้สิทธิในการตัดสินใจอย่างแท้จริง แต่ท้ายที่สุดแล้ว สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติก็ได้เสนอร่างแผนแม่บทการพัฒนาชุมชน สิ่งแวดล้อม และการควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูงที่ร่างโดยสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ต่อคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีมติรับรองแผนแม่บทดังกล่าว เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2545 โดยละเลยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ในขณะที่การบังคับใช้แผนแม่บทฉบับดังกล่าว ก็ส่งผลกระทบต่อชุมชนบนพื้นที่สูงจำนวนไม่น้อยกว่า 1,115 หมู่บ้าน ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ๆ ถูกกล่าวว่าเป็นเขตอนุรักษ์ หรือสงวนพันธุ์พืช และสัตว์ เป็นเขตลุ่มน้ำเกรด 1 เอ นั่นทำให้ชุมชนบนในพื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ต้องห้าม ตกอยู่ในสภาพของความกลัว และท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการถูกบังคับอพยพโดยปราศจากทางเลือกในการตั้งถิ่นฐานแต่อย่างใด ในหลายๆ กรณีหมู่บ้านขนาดเล็กๆ ก็มักจะถูกยุบรวมให้เป็นหมู่บ้านเดียวกัน และตั้งอยู่ในที่หนึ่งที่ใด โดยไม่ได้คำนึงถึงลักษณะความแตกต่างทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์แต่อย่างใด ในกระบวนการพัฒนาและศึกษาจากนโยบายการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูง จนถึงสถานการณ์การอพยพกลุ่มชาติพันธุ์บนพื้นที่สูงภาคเหนือนี้ ได้นิยามการอพยพทั้งในลักษณะการบังคับ และการยินยอมอพยพ โดยเทียบเคียงกับหลักการชี้แนะว่าด้วยการอพยพในประเทศ ซึ่งแม้ว่า โดยหลักการชี้แนะที่กล่าวถึงนี้จะไม่ได้กำหนดห้ามการอพยพโยกย้ายไว้ แต่โดยทางปฏิบัตินานาประเทศต่างก็ยืนยันว่า การอพยพโยกย้ายจากนโยบายหรือการบังคับของมนุษย์เป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่บัญญัติไว้ในพันธกรณีระหว่างประเทศทุกฉบับ และในทุกกรณีของการอพยพโยกย้าย กระบวนการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ และการชดเชยที่เป็นธรรมจะต้องพิจารณา ในปริมาณและระยะเวลาที่เหมาะสม แต่ในส่วนของนโยบายที่ส่งผลกระทบต่อการอพยพโยกย้ายต่อชุมชนของชนพื้นเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ หรือชนเผ่าในประเทศไทย มีทั้งกระบวนการเคลื่อนไหวที่ขับเคลื่อนโดยผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการบังคับใช้นโยบาย ความพยายามเชื่อมโยงคุณค่าของสิทธิมนุษยชนที่ระบุไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ หลักการสิทธิมนุษยชนสากล หรือกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมาปรับใช้กับกลไกการปฏิบัติในประเทศ ตลอดจนความระมัดระวังท่าทีทางการเมืองและภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่จะบังคับใช้นโยบายดังกล่าว ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้การบังคับใช้นโยบายที่อาจจะส่งผลต่อการอพยพชุมชน อาทิ แผนแม่บทการพัฒนาชุมชน สิ่งแวดล้อม และการควบคุมพืชเสพติดบนพื้นที่สูงถูกชะลอการบังคับใช้ หรือในบางพื้นที่ไปชั่วขณะ ซึ่งในระหว่างนั้น ก็มีกระบวนการสนับสนุนส่งเสริม การจัดทำ หรือแก้ไขกฎหมายต่างๆ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชนเริ่มมีมากขึ้นเรื่อยๆ อีกครั้ง จนกระทั่งปี 2548 คณะรัฐมนตรีมีมติรับรองแผนแม่บทหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่เพื่อใช้แทนแผนแม่บทการพัฒนาฯ บนพื้นที่สูง ซึ่งจะมีผลกระทบกับชุมชนจำนวน 10,888 หมู่บ้านใน 70 จังหวัดทั่วประเทศ โดยหลักการแผนแม่บทหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่นี้เป็นความพยายามในการจัดการกับชุมชนที่อยู่อาศัยในเขตป่าโดยไม่ใช้มาตรการบังคับอพยพแต่อย่างใด ผู้ที่สามารถพิสูจน์ได้ถึงการอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เขตป่ามานานจะได้รับการจัดสรรที่ดินจำนวน 5 ไร่ เพื่อใช้ทำการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าว ในขณะที่รัฐก็จะเวนคืนพื้นที่เสื่อมโทรมในเขตป่าเพื่อนำมาฟื้นฟูและอาจจะนำมาใช้เป็นป่าชุมชน ซึ่งจะเป็นแหล่งอาหารและรายได้ของชุมชนต่อไป ทั้งนี้โดยหลักการแล้ว อาจจะกล่าวได้ว่า ชุมชนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าวไม่ควรถูกอพยพโยกย้ายในลักษณะแบบบังคับขู่เข็ญ หรือโดยพลการอีกแล้ว ในทางตรงข้ามจะต้องได้รับการจัดสรรที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย และการพัฒนาคุณภาพชีวิตควบคู่ไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายหรือนโยบายที่ออกแบบมาดี หากไม่มีการบังคับใช้ที่ดีพอก็ไม่เป็นผลใดๆ นอกจากนั้นอาจจะมีการบังคับใช้โดยมองผ่านอคติ ซึ่งก็ส่งผลให้เกิดการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐาน และนำสู่ความรุนแรงอีกครั้ง และเพื่อให้หลักการดังกล่าวสามารถนำมาใช้ได้จริง สอดคล้องกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกลุ่มชนบนพื้นที่สูง ชนเผ่า และกลุ่มชาติพันธุ์อย่างแท้จริง มาตรการที่เหมาะสมดังต่อไปนี้ควรได้รับการพิจารณาได้แก่ (1) การพิจารณารับรองกฎหมายเกี่ยวกับป่าชุมชนที่เคารพต่อการจัดการแบบมีส่วนร่วม ตลอดจนการอยู่อาศัยและการทำกินตามวัฒนธรรม (2) การปักปันเขตพื้นที่ชุมชนในเขตพื้นที่ป่า และการออกโฉนดที่ดินของชุมชนร่วมกัน (3) การพิจารณามาตรการที่เหมาะสม มาตรฐานสำหรับการอพยพโยกย้าย การฟื้นฟู และค่าชดเชยกรณีที่ต้องอพยพโยกย้าย (4) การประยุกต์ใช้ประสบการณ์การทำงาน และข้อเสนอแนะแนวคิดและการปฏิบัติเกี่ยวกับการอพยพภายในประเทศที่ กสม. ร่วมกับเครือข่ายด้านสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ดำเนินการอยู่กับแผนแม่บทหมู่บ้านป่าไม้แผนใหม่ หรือนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง (5) การปฏิรูปกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ (6) การบังคับใช้แผนแม่บทสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง (7) การติดตามตรวจสอบการเสริมสร้างกระบวนการบังคับใช้อย่างแท้จริง [1] เรียบเรียง บรรณาธิการ และจัดทำ โดย คณะปฏิบัติงานร่วมตามโครงการผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ สถาบันชาติพันธุ์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย และ คณะอนุกรรมการด้านสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดทำโดยเบื้องต้นเป็นเอกสารประมวลประสบการณ์ และข้อค้นพบเบื้องต้นจากโครงการกระบวนทัศน์ และฐานคิดใหม่ในการพัฒนาชุมชนบนพื้นที่สูงภาคประชาชน (2546 2548) โครงการการจัดทำข้อเสนอแนะเปรียบเทียบผ่านกระบวนการพัฒนา และส่งเสริมศักยภาพการกำหนดชะตากรรมของตนเองต่อสิทธิการมีชีวิตอยู่และสิทธิการพัฒนาของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ ในพื้นที่เสี่ยงต่อการอพยพโยกย้ายอันเนื่องมาจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ (2548 2549) โดยความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สถาบันชาติพันธุ์ศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงราย มูลนิธิวิเทศพัฒนา, The Canadian International Development Agency และ The Asia Pacific Forum of National Human Rights Institutions (ธันวาคม 2546 ธันวาคม 2549) [2] บ้านโป่งไฮ ต.แม่สาว อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ [3] บ้านวังใหม่(ผาช่อ) ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง, บ้านห้วยวาด ต.ทุ่งผึ้ง อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง และบ้านจะแล ต.แม่ยาว อ.เมือง จ.เชียงราย [4] บ้านสันเจริญ ต.ผาทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน [5] ข้อมูลจากการสำรวจเดือนตุลาคม 2546 |
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||