
พิมพ์หน้านี้
|
(ร่าง) รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ปี 2547-2549 ด้านความหลากหลายทางเพศ[1] 1. สถานการณ์ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย ระบบความเชื่อ ความหมายเกี่ยวกับเรื่องเพศในสังคมไทยโดยทั่วไปเข้าใจว่าเพศที่ตรงตามธรรมชาติ มีเพียง 2 เพศคือ หญิงกับชายที่ต้องเกิดมาคู่กัน ฉะนั้นเมื่อเกิดมาเพศใด จะต้องมีวิถีการดำเนินชีวิตทางเพศให้เป็นไปตามบรรทัดฐานทางเพศที่กำหนดไว้เท่านั้น โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ เรื่องคุณค่าของการเป็นหญิงหรือเป็นชายของสังคม เช่น เมื่อมีเพศกำเนิด(sex) เป็น หญิง ควรจะรักสวยรักงาม มีความอ่อนหวาน นุ่มนวล รักนวลสงวนตัว เพื่อที่จะเป็นเมียและเป็นแม่ที่ดีในอนาคต เมื่อมีเพศกำเนิดเป็น ชาย ต้องมีความเป็นผู้นำ เข้มแข็ง มีเหตุผล เป็นหัวหน้าครอบครัว และต้องมีความรับผิดชอบหน้าที่ เช่น มีหน้าที่ในการเป็นทหารรับใช้ชาติ ฉะนั้นผู้ชายทุกคนก็ต้องเข้ารับการคัดเลือกการเป็นทหาร เป็นต้น ความเชื่อเรื่องความเป็นหญิงและความเป็นชาย (Gender) ตามความคาดหวังทางสังคมได้ถูกถ่ายทอดเข้าระบบความคิดของคนทั่วไปผ่านระบบสังคมในสถาบันต่างๆ ที่ตอกย้ำว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติ นับตั้งแต่ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา ระบบกฎหมาย ระบบการแพทย์ สถาบันศาสนา เป็นต้น ทำให้คนในสังคมส่วนใหญ่เชื่อและยอมรับว่า เพศของมนุษย์มีเพียง 2 เพศ คือชายและหญิงเท่านั้น และเชื่อว่า ความสัมพันธ์ทางเพศที่ถูกต้อง ดีงามคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างเพศในระบบครอบครัวเท่านั้น ในขณะที่ปรากฏการณ์ในสังคม มนุษย์แต่ละคนสามารถดำเนินชีวิตตรงความคาดหวังทางสังคมหรือแตกต่างไปจากนั้น รวมถึงการมีวิถีทางเพศ( sexuality) ที่หลากหลายมากกว่าความสัมพันธ์แบบรักต่างเพศเท่านั้น บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศถูกมองว่า เป็นคนที่ผิดปกติจากคนทั่วไป ขณะที่เรื่องราวของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศปรากฏมากขึ้นในสังคมทั้งในด้านบวกและด้านลบ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายระบบความเชื่อเดิม และส่วนหนึ่งทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า สังคมไทยได้เปิดกว้างสำหรับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ แม้ว่า ณ ปัจจุบัน กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำหนังสือรับรองทางวิชาการเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2545 โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่า คนรักเพศเดียวกันไม่ได้มีความผิดปกติทางเพศแล้วก็ตาม ในการดำเนินงานของเครือข่ายองค์กรสนับสนุนและปกป้องสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้รวบรวมสถานการณ์ปัญหาจากการทำงานร่วมกับหลายๆ องค์กรในด้านสิทธิของคนรักเพศเดียวกันในประเทศไทย พบว่า บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศยังเผชิญปัญหาถูกเลือกปฏิบัติและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ในระดับบุคคล ไปจนถึงในระดับเชิงโครงสร้าง 2. สถานการณ์ปัญหาเรื่องการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย · การถูกปิดกั้นโอกาสในการศึกษา และเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาที่มีอคติทางเพศ เงื่อนไขในการได้รับทุนเรียนต่อจากรัฐบาลปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น กะเทยหลายคนเคยสมัครสอบชิงทุนรัฐบาลไปเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น และสามารถสอบผ่านข้อเขียนได้สำเร็จ แต่ไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์ เพราะถูกตั้งคำถามที่สะท้อนการมีอคติทางเพศ ได้แก่ ทำไมจึงไว้ผมยาว ทำไมจึงแต่งตัวเป็นผู้หญิง ทำให้ผู้ตอบไม่สามารถตอบได้อย่างตรงไปตรงมา หรือต้องเลี่ยงตอบอย่างอื่น รวมถึงกฎ ระเบียบตามสถาบันการศึกษาที่ห้ามนักศึกษาแต่งชุดนักศึกษาข้ามเพศ การไม่อนุญาตให้นักศึกษาที่แต่งตัวเป็นหญิงเข้าสอบในวิชาเรียน และการห้ามนักศึกษาที่เป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเรียนในบางวิชาชีพ เช่น ครู เป็นต้น บทเรียนหรือตำราเรียนวิชาเพศศึกษาบางส่วนยังคงมีเนื้อหาที่ระบุว่า การเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเป็น ความเบี่ยงเบนทางเพศ หรือ ผิดธรรมชาติ ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งส่งผลถึงความเข้าใจของคนในสังคมวงกว้างที่จะยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศ · โอกาสในการทำงาน และความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ปัญหาในการสมัครเข้าทำงาน ถูกปิดปั้นทางเลือกในการประกอบอาชีพ กะเทยเมื่อสมัครงานแล้วมักไม่ถูกเรียกตัว เมื่อส่งใบสมัครและประวัติไปตามบริษัทต่างๆ โอกาสถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์มีน้อยกว่าคนทั่วไป เมื่อได้งานทำก็จะได้ค่าแรงต่ำ ทางออกที่ทำได้คือ การส่งใบสมัครงานไม่ใส่คำนำหน้าชื่อ จนเมื่อมีการเรียกไปสัมภาษณ์ มักจะถูกกระทำให้เป็นตัวตลกในการสัมภาษณ์งาน หลายคนสมัครงานกับบริษัทธุรกิจโดยทั้งในประเทศไทยและบริษัทระหว่างประเทศ เมื่อถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์จนผ่านแล้ว แต่ก็ต้องเจอปัญหาเมื่อมีการตรวจสอบเอกสาร เพราะตรวจสอบพบว่า มีคำนำหน้าชื่อเป็น นาย ไม่ใช่นางสาว ทำให้ไม่รับเข้าทำงาน ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสในการทำงาน เพียงเพราะมีคำนำหน้าไม่ตรงกับเพศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้กะเทยบางคน แม้จะมีการศึกษาสูง แต่ก็หางานทำไม่ได้ เพราะคนทั่วไปมองว่า กะเทยทำงานได้ในบางอาชีพเท่านั้น เช่น เต้นคาบาเร่ หรือขายบริการทางเพศ เมื่อสถานการณ์บีบคั้น ทำให้กะเทยบางคนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการขายบริการทางเพศในที่สุด กะเทยเป็นกลุ่มคนท้ายๆ ที่บริษัท/นายจ้างจะรับเข้าทำงาน และต้องผ่านการตรวจสอบมากกว่าคนทั่วไป เช่น การที่ต้องเป็นเพียงคนเดียวที่ทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา และถูกเรียกตัวให้ไปทำงานช้าที่สุด เพราะกะเทยคือตัวเลือกสุดท้ายที่จะรับเข้าทำงาน ทำให้บางคนต้องแสดงท่าทีเป็นชาย หรือต้องตัดสินใจผ่าตัดเอานมออก และแต่งกายเป็นชายเพื่อให้สอดคล้องกับเอกสารเพื่อไปสมัครงานและเพื่อให้ได้งานทำ การถูกบังคับให้แต่งกายเป็นชายไปทำงาน แม้ว่าจะเป็นกะเทยแปลงเพศแล้ว เช่น งานในโรงแรมบางแห่ง ไม่อนุญาตให้แต่งตัวเป็นผู้หญิงหรือแต่งหน้ามาทำงาน ให้ตัดผมสั้นแบบผู้ชายมาทำงาน เป็นต้น ถูกปิดกั้นโอกาสในการประกอบอาชีพบางอย่าง เช่น อาชีพแอร์โฮสเตส ที่รับเฉพาะคนที่เป็นผู้หญิง ขณะที่กะเทยบางคนมีความสามารถ เคยไปสมัครสอบ และผ่านการสัมภาษณ์แล้ว แต่ไม่สามารถจะทำงานได้ เพราะบัตรประชาชนเป็นนาย ไม่ใช่นางสาว บางคนต้องปลอมเอกสารว่าเป็นหญิงเพื่อให้ได้ทำงาน หรือต้องตัดสินใจไม่ไปตรวจร่างกายเพราะยังไม่ได้แปลงเพศ ปัญหาในการทำงานและโอกาสก้าวหน้าในการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง กรณีแพทย์ที่เป็นกะเทย(Transsexual) ไม่สามารถจะระบุคำนำหน้าชื่อได้ว่า นายแพทย์ หรือว่า แพทย์หญิง ทางออกที่ทำในปัจจุบันคือ มีการเรียกคำนำหน้าชื่อเป็นแพทย์อย่างเดียว คนที่เป็นกะเทยต้องใช้ความพยายามสร้างการยอมรับในความสามารถ สร้างการยอมรับกับลูกน้องในสายบังคับบัญชาและญาติๆ ของคนไข้สูงกว่าแพทย์ทั่วไป และเสี่ยงต่อการถูกรังเกียจหรือต่อต้านจากเพื่อนร่วมงาน ถูกเลือกปฏิบัติในการเลื่อนตำแหน่งงาน นายจ้างไม่ยอมบรรจุให้เป็นพนักงานประจำ โดยนายจ้างอ้างว่า ตำแหน่งที่ว่างเป็นตำแหน่งของผู้ชาย กะเทยไปทำไม่ได้ ถ้าจะให้ไปทำงานในตำแหน่งผู้หญิง ชื่อก็ยังเป็นนายอยู่หรือถูกบีบหรือลดตำแหน่งหน้าที่การงานจนต้องลาออก และขาดความมั่นใจในการไปสมัครทำงานในที่อื่นๆ · กฎหมายที่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ กฎหมายครอบครัว และการรับมรดก ไม่รับรองสถานะชีวิตคู่ของคนรักเพศเดียวกันในการจดทะเบียนสมรส และการรับมรดก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เรื่องของครอบครัวและการรับมรดก ที่รับรองสถานภาพการสมรสเฉพาะหญิงและชายให้กระทำการจดทะเบียนสมรสกันได้ และมีสิทธิในการรับมรดก ได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์จากรัฐ เช่น สิทธิการรับประโยชน์จากประกันสังคม สิทธิในการมีส่วนร่วมในการทำนิติกรรมของคู่ และได้รับการคุ้มครองกรณีแบ่งสินสมรสในกรณีที่มีการหย่ากันตามกฎหมาย ขณะที่คนรักเพศเดียวกันไม่ได้รับการรับรองว่ามีสถานะเป็นคู่ชีวิตในสังคม มีสถานะเป็นเพียงชายโสด หรือหญิงโสดเท่านั้น การกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองพัทยา ที่ปฏิบัติหน้าที่อันมิชอบด้วยกฎหมาย เมืองพัทยาเป็นเขตปกครองพิเศษเทียบเท่าเทศบาลนคร ในเขตอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย และประกอบไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาจากหลากหลายประเทศ และรวมถึงความหลากหลายของสถานบริการที่กระจายอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยาในยามราตรี ซึ่งสถานบริการต่างๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นพื้นที่ในการประกอบอาชีพหรือทำมาหากินของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในการทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ พนักงานแสดงโชว์ต่างๆ ในสถานบริการเช่น ผับ บาร์ คาราโอเกะ หรือร้านอาหารต่างๆ เป็นต้น สภาพปัญหาที่พบคือ เจ้าหน้าที่เทศกิจ และอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (ภาคประชาชน) ของสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา มีการจับกุมบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วยวิธีการใช้กำลัง รุนแรง เช่น ฉุด กระชาก เตะ ต่อย ตบตี และยึดบัตรประชาชน โดยตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่มีบทบัญญัติความผิดทางกฎหมาย เช่น ชายแต่งกายเป็นหญิง เตร็ดเตร่ยามวิกาล ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่นักท่องเที่ยว กระทำการที่ไร้ประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว เป็นต้น และนำตัวไปบันทึกประวัติ และเสียค่าปรับที่สถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา การกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต้องเสียค่าปรับโดยที่ไม่มีความผิดตามบทบัญญัติทางกฎหมาย และไม่เข้าใจว่า มีความผิดอะไร โดยบางคนถูกจับกุม 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งส่งผลกระทบการประกอบอาชีพและรายได้ที่จะต้องเอาไปจุนเจือครอบครัว คณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาค ในคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงได้ลงพื้นที่เมืองพัทยา เพื่อหารือในการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติอันเนื่องมาจากอคติที่มีต่อบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีข้อสรุปดังนี้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในลักษณะเครือข่ายการทำงานเพื่อสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกัน ระหว่างกลุ่ม/องค์กรที่ทำงานกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ทำกิจกรรมร่วมกับเมืองพัทยาในโอกาสต่างๆ การส่งเสริมด้านอาชีพ เปิดโอกาสให้บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้ารับการฝึกอบรมด้านอาชีพโดยไม่ปิดกั้น การสนับสนุนและประสานความช่วยเหลือด้านองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ จัดบริการตรวจสุขภาพ การส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อนในรูปแบบต่างๆ เช่น การส่งต่อผู้ป่วยเอดส์เป็นต้น นโยบายรัฐเรื่อง gender mainstreaming ของหน่วยงานภาครัฐยังไม่มุมมองเรื่องบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสอดแทรกเข้าไป ปัจจุบันองค์กรภาครัฐเริ่มมีความตระหนักถึงความจำเป็นที่องค์กรต้องสอดแทรกความเข้าใจเรื่องเพศภาวะ ความสำคัญในการมีมิติความเป็นหญิง ชายและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการพัฒนา เพื่อให้เกิดการทำงานพัฒนาอย่างตระหนักในเรื่องการส่วนร่วมและการเข้าถึงทรัพยากรของคนทุกเพศ แต่ก็ยังไม่มีมิติเรื่องของความหลากหลายทางเพศปรากฏอยู่ในเรื่องการพัฒนา พระราชบัญญัติเรื่องคำนำหน้าชื่อบุคคล ที่ระบุว่า เป็นชายต้องใช้คำนำหน้าว่า นาย ส่วนหญิงต้องใช้คำนำหน้าชื่อว่า นางสาว หรือ นาง เมื่อแต่งงาน ทำให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่มีคำนำหน้าชื่อว่า นาย นางสาว แต่มีลักษณะของเพศภาวะที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด เช่น ทอม กะเทยที่แต่งกายเป็นหญิง หรือแปลงเพศแล้ว เป็นต้น ต้องมีปัญหายุ่งยากในการติดต่อราชการ หรือเมื่อเกิดกรณีบัตรประชาชนหาย ไม่สามารถใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชนเดิมในการยืนยันความเป็นตัวตนได้ แต่มีกระบวนการที่ซับซ้อน ยุ่งยากมากขึ้น เช่น การต้องใช้เจ้าหน้าที่ราชการระดับ 7 มาค้ำประกัน ไม่สามารถใช้เอกสารอื่น เช่น ใบขับขี่ตนเองยืนยันได้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบในดำเนินชีวิตด้านอื่นๆ อีก เช่นในเรื่องการสมัครงาน เป็นต้น ผลการบันทึกการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ สด.43 ระบุว่า เป็นโรคจิต การที่บัตรประชาชนเป็น นาย เมื่อผ่านกระบวนการเกณฑ์ทหารแล้วไม่ผ่าน เอกสาร ผลการบันทึกการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ สด.43 ที่แต่ละคนที่ผ่านการเกณฑ์ทหารจะต้องได้รับ และนำไปใช้ในการติดต่อราชการหรือสมัครงาน มีการระบุสาเหตุของการไม่ผ่านเกณฑ์ทหารของกะเทยว่าเป็น โรคจิต ในลักษณะที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น ผู้วิกลจริต โรคจิตถาวร โรคจิตวิปริตถาวร โรคจิตประเภท4 จิตผิดปกติอย่างรุนแรงถาวรหรือแม้กระทั่งเขียนว่า กวนอิมอ่อนแอเกินไป การระบุดังกล่าว ส่งผลในอนาคตต่อโอกาสในการสมัครงานและได้งานทำของคนที่เป็นกะเทย ทำให้ทางเลือกในการประกอบอาชีพลดลง ปัญหาการทำหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ (พาสปอร์ตและวีซ่า) การที่เจ้าหน้าที่พยายามบังคับให้กะเทยหรือคนข้ามเพศ( Transgender) ต้องแต่งตัวแบบผู้ชายในกระบวนการในการทำพาสปอร์ต เช่น บังคับใส่สูตรผู้ชาย ต้องรวบผม ให้ล้างหน้าที่แต่งไว้ออก เพื่อถ่ายรูปและใบหน้ามีความสอดคล้องกับคำว่า นาย หรือ Mr.ตามเอกสาร ทำให้คนที่เป็นกะเทย หรือคนข้ามเพศ(Transgender) รู้สึกว่า ตนเองถูกลดคุณค่าของ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ลง เพราะไม่สามารถยืนยันความเป็นตัวตนของตนเองได้ ในการเดินทางหลายๆ ครั้ง เมื่อมีการตรวจพาสปอร์ตที่ต้องถ่ายรู้ให้มีลักษณะของผู้ชาย ทำให้ถูกเจ้าหน้าเพ่งเล็ง เพราะมีลักษณะไม่ตรงตามเพศในเอกสาร และสงสัยว่า มีการปลอมงเอกสาร กะเทยที่ทำพาสปอร์ตในเมืองไทย เมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศมักประสบปัญหาเรื่องการเช็คพาสปอร์ต เมื่อเข้าหรือออกในประเทศต่างๆ เนื่องจาก เจ้าหน้าที่( Immigration) ของแต่ละประเทศมักสงสัยว่า คนๆ นี้เป็นหญิงหรือชายกันแน่ เป็นตัวจริงหรือเปล่า ทำให้ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบและเสี่ยงต่อการถูกดูหมิ่น เหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น ถูกเจ้าหน้าที่ในบางประเทศมองด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนตัวประหลาด เมื่อกระทำความผิดกะเทยต้องถูกขังรวมกับนักโทษชาย เมื่อกะเทยกระทำความผิดและต้องรับโทษจำคุก โดยสถานะที่เป็น นาย ตามบัตรประชาชน จะต้องถูกนำไปขังในคุกหรืออยู่ในเรือนจำผู้ชาย ยังไม่มีการจัดสถานที่คุมขังที่แยกกะเทยเป็นกลุ่มเฉพาะ
การติดต่อทำประวัติคนไข้กับโรงพยาบาล และปัญหาการแยกผู้ป่วยเมื่อต้องนอนโรงพยาบาล การมีสถานะภายนอกไม่ตรงกับการเป็น นาย ตามบัตรประชาชน ทำให้กะเทย หรือคนข้ามเพศ (transsexual) หลายคนที่ผ่านการทำศัลยกรรมหน้าอก หรือแปลงเพศแล้ว ยังคงต้องนอนรวมในห้องผู้ป่วยชาย มีความรู้สึกถึงความไม่เป็นส่วนตัว ไม่ปลอดภัยต่อการถูกจับจ้องของเจ้าหน้าที่หรือผู้ป่วยชายคนอื่น ทำให้ไม่สะดวกใจในการเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเข้าห้องน้ำ และลำบากใจในการสื่อสารเพื่อขออุปกรณ์บางอย่าง เช่น โถฉี่ให้ตรงกับเพศที่แปลงแล้ว (เป็นหญิง)จากเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยชาย ตลอดจนสร้างความยากลำบากในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ในการแยกห้อง ว่าจะให้ผู้ป่วย ชาย ที่มีลักษณะเป็นหญิงนอนห้องผู้ป่วยเพศใด การขาดความละเอียดอ่อนต่อการให้บริการขั้นพื้นฐานต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ กรณีที่มีอาการป่วยด้านสุขภาพทางเพศ การเผชิญกับสายตาและคำถามที่มีลักษณะดูหมิ่นหรือเหยียดหยามของเจ้าหน้าที่ ทำให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศไม่กล้าเปิดเผยได้ว่า ตนเป็นคนรักเพศเดียวกันในการเข้ารับการรักษา หรือเลือกที่จะไม่ไปพบแพทย์เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น นอกเสียจากมีอาการหนักจริงๆ เช่น หญิงรักหญิง มีสถานะเป็นหญิงโสดในสังคม เมื่อมีอาการตกขาวและคันที่อวัยวะเพศ ไม่กล้าไปหาหมอหรือไม่กล้าบอกว่า เป็นหญิงรักหญิง หรือชายรักชายที่จะไปพบแพทย์ต่อเมื่อมีการติดเชื้อทางทวารหนักรุนแรงแล้ว และทำให้เสี่ยงต่อการได้รับการดูหมิ่น เหยียดหยามศักดิ์ศรีมากยิ่งขึ้น แพทย์ขาดความละเอียดอ่อนในการศึกษาประวัติคนไข้ กรณีคนไข้ที่ผ่าตัดเร่งด้วยเช่น ไส้ติ่งอักเสบ การที่แพทย์ไม่ได้ให้เวลาอ่านประวัติคนไข้ เมื่อเห็นลักษณะภายนอกแล้ว เข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนไข้ผู้หญิง หรือมีการใช้คำถามที่ทำให้คนไข้ที่เป็นกะเทย (Transgender/Transsexual) รู้สึกอึดอัดใจในการตอบ ประจำเดือนมาหรือยัง เพราะถ้ามีประจำเดือนอยู่จะยังผ่าตัดไม่ได้ การใช้มือล้วง คลำอวัยวะเพศของคนเป็น ทอม โดยไม่ขออนุญาต ทำให้คนไข้รู้สึกเหมือนกำลังถูกกระทำล่วงเกินทางเพศ การให้บริการในการทำศัลยกรรมหน้าอก ผ่าตัดแปลงเพศเกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยไม่มีข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานในการให้บริการชัดเจน ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้ตามเงื่อนไขทุนที่ตนเองมีอยู่ และปราศจากการคุ้มครองเมื่อเกิดความผิดพลาดในการทำศัลยกรรมทางการแพทย์ ทำให้เมื่อเกิดความเสียหายในการทำศัลยกรรม คนไข้ไม่ได้รับการคุ้มครองหรือได้รับค่าชดเชยต่อความผิดพลาด และต้องเสียเงินในการรักษามากกว่าการผ่าตัดแปลง ทำศัลยกรรมในครั้งแรก · ปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำธุรกรรมต่างๆ นอกเหนือจากการที่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญปัญหาเนื่องจากระบบโครงสร้างทางสังคมไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตและการติดต่อราชการแล้ว ในการใช้ชีวิตประจำวันยังต้องเผชิญปัญหาต่างๆ ที่ซับซ้อนมากกว่าคนทั่วไป ปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำ เนื่องจากระบบสังคมและกฎหมายรองรับเฉพาะคนเพียง 2 เพศคือหญิงกับชาย ทำให้ ทอม คือ หญิงที่มีรูปลักษณ์เหมือนชาย และ กะเทย ต้องประสบปัญหาว่า ในเรื่องการห้องน้ำสาธารณะ เพราะไม่แน่ใจว่าควรต้องเข้าห้องน้ำชายหรือหญิง และต้องพบกับสายตาเพ่งเล็งเมื่อเข้าในห้องน้ำ ทำให้ขาดความมั่นใจเวลาเข้าห้องน้ำ ปัญหาถูกห้ามเข้าโรงแรมและสถานบันเทิง เมื่อตรวจเช็คบัตรประชาชนว่าเป็น นาย แต่แต่งกายเป็นหญิง สถานบริการบางแห่งจะไม่ต้อนรับและถูกให้ออกจากโรงแรมหรือสถานบันเทิง เช่น โรงแรมในย่านพัทยา บริษัทประกันชีวิตไม่รับเป็นลูกค้าประกัน กะเทยมักถูกปฏิเสธในการรับทำประกันชีวิตจากบริษัทประกัน ภายหลังที่ได้ทำเรื่อง หรือยื่นหลักฐานเอกสารต่างๆ และทางบริษัทพบว่าเจ้าของบัตรประชาชนที่เป็น นาย แต่มีลักษณะภายนอกเป็นผู้หญิง มักไม่ได้รับการอนุมัติผ่าน โดยที่ไม่สามารถชี้แจงเหตุผลให้กับลูกค้าได้อย่างชัดเจนว่าเพราะอะไร จึงสันนิษฐานว่า สาเหตุน่าจะมาจากการที่บัตรประชาชนใช้คำนำหน้าว่าเป็น นาย แต่ในรูปถ่ายของบัตรประชาชนลักษณะเป็นผู้หญิง ไม่มีความน่าเชื่อถือในการทำนิติกรรม/ขอยื่นเรื่องเพื่อขอสินเชื่อกับธนาคาร การยื่นเรื่องขอสินเชื่อธนาคาร เช่น การยื่นขอกู้เงินซื้อบ้าน ทุกคนสามารถเดินเรื่องเพื่อขอสินเชื่อกับทางธนาคารได้ โดยการส่งข้อมูล ประวัติและเอกสารสำคัญต่างๆ ในระหว่างการติดต่อทางธนาคารจะเช็คประวัติ เมื่อพบว่าหลักฐานเอกสารเป็นชาย นาย แต่เจ้าของเรื่องมีน้ำเสียงเป็นหญิงหรือเป็นกะเทย มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับการเลือกปฏิบัติ ไม่อนุมัติสินเชื่อ เพราะถูกมองว่า เป็นบุคคลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ปัญหาการทำธุรกรรมทางการเงิน การเปิดบัญชีธนาคาร ทำได้โดยต้องใช้คำนำหน้าชื่อเป็น นาย นาง หรือนางสาวเท่านั้น เมื่อกะเทยหรือสาวประเภทสองเปิดบัญชีธนาคาร ชื่อที่ระบุในสมุดบัญชีธนาคารยังคงใช้คำนำหน้าชื่อเป็นนาย เมื่อต้องการอายัดบัตรเอทีเอ็ม เจ้าของบัญชีสามารถติดต่อไปที่ สภาพปัญหาที่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญ ส่งผลทำให้หลายๆ คนขาดความมั่นใจในการเข้ารับบริการด้านต่างๆ ของภาครัฐ ไม่กล้าที่จะไปสมัครงานหรือท้อแท้แม้ว่าจะมีการศึกษาที่ดี หรือได้รับการกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐในลักษณะที่เหยียดหยาม ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทำลายความมั่นใจในศักยภาพของตนเองของบุคคลที่มีความหลากหลายทาง และจำกัดเส้นทางการดำเนินชีวิตให้มีพื้นที่ได้ในบางสังคมเท่านั้น เช่น การทำงานด้านการแสดง ทำงานบริการ หรือความงาม ขณะที่อีกหลายๆ คนมีความสามารถและความชำนาญด้านอื่นๆ แต่ก็ถูกปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาตนเอง
3. การดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาของภาคประชาชน รัฐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 3.1 การดำเนินการของภาครัฐและภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่มีส่วนริเริ่มในการผลักดันนโยบายและกฎหมายเพื่อให้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เช่น กระทรวงกลาโหม สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ 10 องค์กร ได้แก่ กลุ่มเกย์การเมืองไทย กลุ่มสะพาน องค์บางกอกเรนโบว์ กลุ่มบ้านสีม่วง กลุ่มซิสเตอร์ กลุ่มเพื่อนพนักงานบริการ กลุ่มแสงจากใจ กลุ่มสายรุ้งโรงพยาบาลโพธาราม กองทุนสนับสนุนและปกป้องสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ โครงการเพื่อนชายเพื่อชายรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพใช้ชีวิตอย่างรับผิดชอบและปลอดภัย โดยมีการจัดประชุมหารือและสร้างความเข้าใจกับสังคมมาเป็นระยะๆ โดยตลอด 3.2 การดำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาค ประกอบด้วย นักวิชาการ นักกฎหมาย นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยเจริญพันธุ์ นักสิทธิมนุษยชน ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งตรวจสอบกรณีร้องเรียนที่มีการละเมิดสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยประสานความร่วมมือและทำงานร่วมกับเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งในการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการร้องเรียน การจัดสัมมนาระดมความคิดเห็น เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการป้องกันและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสรุปบทเรียนในการแก้ไขปัญหา การจัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา รวมทั้งการศึกษาวิจัย ที่เน้นประเด็นสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ 4. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 4.1 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชน เพิ่มเติมใน(ร่าง) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ในมาตรา 30 เดิมในรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 ดังนี้ มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชาย การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ ความพิการ อายุ สภาพทางกาย มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ได้มีการอภิปรายในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง และมีมติรับในหลักการที่จะต้องให้การคุ้มครองแก่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเท่าเทียมกับคนทั่วไป โดยขยายความหมายของคำว่า เพศให้ครอบคลุมความหมายถึง บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่ต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐ โดยทำเป็นบันทึกในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์จากสำนักเลขาธิการรัฐสภา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่บังคับใช้ในขณะนี้ มาตรา 30 ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนาการศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้ มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมถือเป็นการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม 4.2 เสนอร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนร่วมกับองค์กรเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ ได้รวบรวมสภาพปัญหากรเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศและได้เสนอต่อ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้พิจารณา ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ต่อมาคณะกรรมการธิการฯได้ (ร่าง) พระราชบัญญัติคำนำหน้านามบุคคล พ.ศ....โดยมีเนื้อหาดังนี้ มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า พระราชบัญญัติคำนำหน้านามบุคคล พ.ศ. ..... มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาตรา 3 หญิง อายุ 15 ปีขึ้นไป ยังไม่ได้สมรส ให้ใช้คำว่า นางสาว มาตรา 4 หญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วจะใช้คำนำหน้าว่า นาง หรือ นางสาว ได้ตามความสมัครใจ มาตรา 5 หญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วตามมาตรา 4 และเปลี่ยนคำนำหน้านามภายหลังการสมรสเป็น นาง และต่อมาได้ทำการจดทะเบียนหย่า ให้ใช้คำนำหน้านามว่า นางหรือ นางสาว ได้ตามความสมัครใจ มาตรา 6 ชายที่ผ่าตัดแปลงเพศจากเพศชายเป็นเพศหญิง โดยผ่านการรับรองจากแพทย์ให้ใช้คำนำหน้าตาม มาตรา 3 มาตรา 7 ผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจากเพศหญิงเป็นเพศชาย โดยผ่านการรับรองจากแพทย์และมีอายุ 15 ปี ขึ้นไปให้ใช้คำนำหน้านามว่า นาย ก็ได้ มาตรา 8 กฎหมาย กฎ ระเบียบใด ที่ขัดแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ มาตรา 9 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดย ดร. เหตุผลด้านเรื่องการขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติที่มีในในสังคม ทำให้เกรงว่าการออกกฎหมายดังกล่าวจะกระทบต่อกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับทะเบียนบุคคล กระทบกับระเบียบข้อบังคับต่างๆ ในสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายๆ ส่วนที่ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนที่เคารพในความหลากหลายทางเพศของบุคคลในสังคม ความกังวลใจว่าจะเกิดปัญหาการหลอกลวงในชีวิตคู่ โดยเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้อยู่บนหลักการสำคัญ 2 ประการคือ ความเสมอภาคชายและหญิง และการไม่ให้เลือกปฏิบัติกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่สร้างความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ แต่มีความกังวลในในการปรับรายละเอียดของกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีชายแปลงเพศแล้วเปลี่ยนคำนำหน้าเป็นหญิงแล้วไปแต่งงานโดยที่คู่ไม่รู้ว่าเป็นคนแปลงเพศ มีลูกไม่ได้ ทำให้เกิดการฟ้องร้องข้อหาหลอกลวง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะดังกล่าว ควรมีการระบุลักษณะเพศเดิมของบุคคลที่แปลงเพศไว้ด้วย ความกังวลใจว่าจะก่อให้เกิดการหลีกเลี่ยงการคัดเลือก เกณฑ์ทหารโดยไปผ่าตัดแปลงเพศหรือศัลยกรรมหน้าอก น.พ.อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สนช.อภิปรายว่า การที่มี พ.ร.บ.กำหนดคำนำหน้านาม เพื่อบอกลักษณะความแตกต่างระหว่างบุคคล เพศ และสถานภาพการสมรส แต่เมื่อ สนช.เสนอร่าง พ.ร.บ.คำนำหน้านามบุคคล จึงอยากให้พิจารณารอบคอบ โดยมีข้อสังเกต 5 ประการ คือ 1. คำนำหน้านามเป็นการแยกสถานภาพการสมรส หากหญิงที่สมรสแล้วเลือกใช้คำหน้านามเป็น นางสาว ซึ่งไม่รู้ว่าสมรสแล้ว หากจะสมรสอีกก็จะเป็นปัญหาการสมรสซ้อน 2. ร่าง พ.ร.บ.กำหนดว่าชายที่แปลงเพศเป็นหญิง หรือหญิงที่แปลงเพศเป็นชาย จะใช้คำนำหน้าชายหรือหญิงก็ได้ โดยผ่านการรับรองจากคณะกรรมการแพทย์ แต่ร่าง พ.ร.บ.นี้ กลับไม่มีรายละเอียดองค์ประกอบของคณะกรรมการดังกล่าว ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน 3. การผ่าตัดแปลงเพศเป็นชายหรือหญิงอาจเกิดปัญหาสมรสโดยสำคัญผิดได้ ซึ่งไม่สามารถแยกแยะชายหรือหญิงได้ 4. อาจเกิดปัญหาอาชญากรรม ซึ่งระหว่างคดีอาจมีการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าและอาจก่อให้เกิดความสับสนในการสอบสวนจับกุมได้ และ 5. ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้อาจมีปัญหาด้านสังคม การสมรส การเกณฑ์ทหาร และอุปสมบท ที่หญิงแปลงเพศเป็นชายแล้วใช้คำนำหน้าเป็นนายไปอุปสมบท ก่อให้เกิดความสับสน จึงอยากให้พิจารณาให้รอบคอบและรอบด้านก่อน 4.3 การติดตามความคืบหน้า กรณีใบ สด. 43 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนร่วมกับคณะทำงานเครือข่ายเพื่อการสนับสนุนและปกป้องสิทธิบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของหน่วยบัญชาการกำลังสำรอง กระทรวงกลาโหม ทราบว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาเพื่อแก้ไขกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ความก้าวหน้าในทางปฏิบัติ การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการในปี พ.ศ. 2549 หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง ได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่ระบุถ้อยคำว่าเป็น โรคจิต ในเอกสารบันทึกผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน ( สด.43 ) ประจำปีพ.ศ. 2549 ด้วยตระหนักว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยใช้ข้อความว่า ทรวงอกผิดปกติ ลักษณะไม่พึ่งประสงค์ทางทหารแทน 5. ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐและภาคประชาชนเพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ได้อย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไปในสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างความเข้าใจถึงเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคม เพื่อให้เกิดการเคารพในความแตกต่างหลากหลายของความเป็นมนุษย์ ประเทศไทยได้ลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติ (Charter of the United Nations) ซึ่งเป็น สนธิสัญญาระดับพหุภาคีที่ผูกพันประเทศภาคีในการรองรับหลักการเรื่อง สิทธิมนุษยชนและ เสรีภาพพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ นอกจากนั้นประเทศไทยได้ลงนามเป็นภาคีกับ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิการทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) กติกาได้บัญญัติว่า ข้อ 26 บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆในกรณีนี้ กฎหมายจะต้องห้ามการเลือกปฏิบัติใดๆ และต้องประกันการคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นผลจริงจังจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลใด เช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ มาตราข้างต้นได้วางหลักการไว้แบบปลายเปิด กล่าวคือ ข้อห้ามในการเลือกปฏิบัติมิได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในคำของตัวบทเพียงเท่านั้น โดยในประโยคแรกได้วางหลักคุ้มครองการเลือกปฏิบัติทุกประการโดยปราศจากเงื่อนไข ส่วนในประโยคที่สองได้กำหนดหลักการตัวอย่างเงื่อนไขที่ไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้ ในปี 1994 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ( The Human Rights Committee) ได้ ปรับบทตามกฏิกาในข้อ 26 ในคดี Toonen v Australia[3] ว่า คำว่า เพศ ในข้อ 26 นั้น รวมไปถึง ความหลากหลายทางเพศ (sexual orientation) อีกด้วย การแปลความของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเช่นนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นที่คาดหมายมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันมาตลอดว่าเป็นการแปลความตัวบทที่ถูกต้อง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าการเลือกปฏิบัติใดต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ถือได้ว่าเป็น การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทาง เพศ ตามข้อ 26 และตั้งแต่คดีนั้นเป็นต้นมา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ และหน่วยงานอื่นๆภายใต้สหประชาชาติก็ได้คอยสอดส่องดูแล ประเทศภาคีแห่งสหประชาชาติมาตลอดเพื่อไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยพื้นฐานของความหลากหลายทางเพศ นอกจากนี้ในระดับนานาชาติได้มีการกล่าวถึง หลักการว่าด้วยการใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลในแง่มุมเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ (Principles on Application of international and Gender Identity) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลในเรื่องที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ที่มีเป้าหมายให้มนุษย์ทุกคนได้รับการเคารพสิทธิที่มีมาโดยกำเนิดอย่างแท้จริง ข้อ 24, 26 กล่าวถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมในวัฒนธรรม และชีวิตครอบครัว กล่าวถึงสิทธิการมีส่วนร่วมในชีวิตครอบครัว กิจกรรมสาธารณะและวัฒนธรรมของชุมชนโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ โดยเหตุแห่งความหลากหลายทางเพศ เพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจในบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศภาคประชาชนและรัฐควรมีการดำเนินการในด้านต่างๆ ดังนี้ · รัฐต้องแก้ไขกฎหมายใดๆ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติและขัดกับหลักการที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนได้รับสิทธิและการคุ้มครองจากรัฐโดยเท่าเทียมกัน กฎหมายที่มีอยู่หากยังไม่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องหรือให้การคุ้มครองกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ จำเป็นต้องทำให้เกิดการคุ้มครองได้อย่างแท้จริง เช่น การให้การคุ้มครองสิทธิในการมีชีวิตคู่ของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ การปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. คำนำหน้าชื่อบุคคลที่มีการรับรองสถานะของผู้มีความหลากหลายทางเพศในฐานะบุคคลคนหนึ่ง รวมทั้งมีกระบวนการอื่นๆ เพื่อให้เกิดการแก้ไขเอกสารแสดงตนที่ออกโดยรัฐ เพื่อสะท้อนถึงเพศภาวะตามที่บุคคลนั้นรู้สึกและยอมรับ · ต้องมีการปรับปรุงระบบการศึกษาและเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ เพื่อส่งเสริมให้บุคคลเหล่านี้ได้รับสิทธิในฐานะพลเมืองทางสังคม โดยระบบการศึกษาต้องพิจารณาหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีอยู่ใหม่ ไม่ให้หลักสูตรการศึกษาไปตอกย้ำความเชื่อค่านิยมว่า คนมีเพียงสองเพศคือชายกับหญิงเท่านั้น ไม่ระบุหรือตอกย้ำว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นผู้ เบี่ยงเบนทางเพศ ผิดปกติทางเพศ · รัฐต้องทำงานร่วมกับภาคประชาชนในส่วนต่างๆ ของสังคม เพื่อสนับสนุนหรือส่งเสริมให้เกิดการศึกษาและการฝึกอบรม แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกภาคส่วนทั้งด้านกระบวนการทางกฎหมาย การแพทย์ การศึกษา และระบบสาธารณะสุข รวมทั้งการทำงานสื่อสารกับสังคมวงกว้าง เพื่อทำให้ลดอคติต่อบุคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เพิ่มความเข้าใจและลดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ · รัฐต้องตระหนักถึงความหลากหลายทางเพศของบุคคลในสังคม และนำไปสู่การปรับปรุงระบบบริการของรัฐด้านสาธารณสุข ที่คำนึงถึงความหลากหลายทางเพศของผู้รับบริการ ทั้งในด้านผู้ให้บริการทุกระดับ และด้านของการจัดระบบบริการ อุปกรณ์เครื่องมือ สถานที่ในการให้บริการที่ครบถ้วนกับความหลากหลายทางเพศของบุคคลในสังคม การเข้าถึงระบบบริการของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในทุกระดับชนชั้นในด้านการทำศัลยกรรม แปลงเพศ หรือหน้าอก โดยมีกระบวนการที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานและได้รับการยอมรับ [1] ข้อสรุปจากการเสวนาระดมความคิดเห็นเรื่อง ปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ(Homosexual and transsexual)จำนวน 5 ครั้ง ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้เข้าร่วมประชุมมีมติให้ความหมายว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางทางเพศ บุคคลที่ดำเนินชีวิตแบบหญิงหรือชายไม่สัมพันธ์กับเพศกำเนิด คือ หมายถึง กลุ่มหญิงรัก ชายรักชาย คนข้ามเพศ คนที่รักได้ทั้งสองเพศ และคนที่เกิดมามีอวัยวะเพศสองอย่างพร้อมกัน (ทางการแพทย์เรียก กะเทยแท้) (lesbians, Gay, Transgender , Bisexuals and intersex people) [2] ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 25 ตุลาคม 2550 [3] คดีนี้ องค์กรเกย์ในประเทศออสเตรเลียฟ้องรัฐบาลออสเตรเลียให้ยกเลิกกฎหมายที่ลงโทษบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลเพศเดียวกัน ปัจจุบันรัฐบาลออสเตรเลียได้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวแล้ว |
| << | ธันวาคม 2007 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||