• epinkaew@hotmail.com
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachaipinkaew@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-30
  • จำนวนเรื่อง : 52
  • จำนวนผู้ชม : 10036
  • จำนวนผู้โหวต : 10
  • ส่ง msg :
more
ห้องเรียนร่วมสิทธิมนุษยชนออนไลน์
รวบรวมความรู้ ประสบการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและระหว่างประเทศ/ Compilation of my lesson-learnt regarding the human rights perception
Permalink : http://www.oknation.net/blog/ekachaipinkaew
วันพุธ ที่ 26 ธันวาคม 2550
(ร่าง)รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนด้านความหลากหลายทางเพศ 47-49
Posted by epinkaew@hotmail.com , ผู้อ่าน : 316 , 08:36:15 น.  
พิมพ์หน้านี้


(ร่าง)

รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ปี 2547-2549

ด้านความหลากหลายทางเพศ[1]

 

1. สถานการณ์ความเข้าใจเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศในประเทศไทย

ระบบความเชื่อ ความหมายเกี่ยวกับเรื่องเพศในสังคมไทยโดยทั่วไปเข้าใจว่าเพศที่ตรงตามธรรมชาติ มีเพียง 2 เพศคือ หญิงกับชายที่ต้องเกิดมาคู่กัน  ฉะนั้นเมื่อเกิดมาเพศใด จะต้องมีวิถีการดำเนินชีวิตทางเพศให้เป็นไปตามบรรทัดฐานทางเพศที่กำหนดไว้เท่านั้น โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ เรื่องคุณค่าของการเป็นหญิงหรือเป็นชายของสังคม เช่น เมื่อมีเพศกำเนิด(sex) เป็น ”หญิง” ควรจะรักสวยรักงาม มีความอ่อนหวาน นุ่มนวล รักนวลสงวนตัว เพื่อที่จะเป็นเมียและเป็นแม่ที่ดีในอนาคต เมื่อมีเพศกำเนิดเป็น “ชาย” ต้องมีความเป็นผู้นำ เข้มแข็ง มีเหตุผล เป็นหัวหน้าครอบครัว และต้องมีความรับผิดชอบหน้าที่ เช่น มีหน้าที่ในการเป็นทหารรับใช้ชาติ ฉะนั้นผู้ชายทุกคนก็ต้องเข้ารับการคัดเลือกการเป็นทหาร เป็นต้น

ความเชื่อเรื่องความเป็นหญิงและความเป็นชาย (Gender) ตามความคาดหวังทางสังคมได้ถูกถ่ายทอดเข้าระบบความคิดของคนทั่วไปผ่านระบบสังคมในสถาบันต่างๆ ที่ตอกย้ำว่า สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติ นับตั้งแต่ สถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา ระบบกฎหมาย ระบบการแพทย์ สถาบันศาสนา เป็นต้น ทำให้คนในสังคมส่วนใหญ่เชื่อและยอมรับว่า เพศของมนุษย์มีเพียง 2 เพศ คือชายและหญิงเท่านั้น และเชื่อว่า ความสัมพันธ์ทางเพศที่ถูกต้อง ดีงามคือ ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างเพศในระบบครอบครัวเท่านั้น ในขณะที่ปรากฏการณ์ในสังคม มนุษย์แต่ละคนสามารถดำเนินชีวิตตรงความคาดหวังทางสังคมหรือแตกต่างไปจากนั้น รวมถึงการมีวิถีทางเพศ( sexuality) ที่หลากหลายมากกว่าความสัมพันธ์แบบรักต่างเพศเท่านั้น

บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศถูกมองว่า เป็นคนที่ผิดปกติจากคนทั่วไป  ขณะที่เรื่องราวของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศปรากฏมากขึ้นในสังคมทั้งในด้านบวกและด้านลบ  สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสิ่งที่ท้าทายระบบความเชื่อเดิม และส่วนหนึ่งทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า สังคมไทยได้เปิดกว้างสำหรับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ 

แม้ว่า ณ ปัจจุบัน กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้ทำหนังสือรับรองทางวิชาการเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2545 โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่า คนรักเพศเดียวกันไม่ได้มีความผิดปกติทางเพศแล้วก็ตาม ในการดำเนินงานของเครือข่ายองค์กรสนับสนุนและปกป้องสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ได้รวบรวมสถานการณ์ปัญหาจากการทำงานร่วมกับหลายๆ องค์กรในด้านสิทธิของคนรักเพศเดียวกันในประเทศไทย พบว่า บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศยังเผชิญปัญหาถูกเลือกปฏิบัติและถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนตั้งแต่ในระดับบุคคล ไปจนถึงในระดับเชิงโครงสร้าง

 

2. สถานการณ์ปัญหาเรื่องการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศในสังคมไทย 

·         การถูกปิดกั้นโอกาสในการศึกษา และเนื้อหาในหลักสูตรการศึกษาที่มีอคติทางเพศ

เงื่อนไขในการได้รับทุนเรียนต่อจากรัฐบาลปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ เช่น กะเทยหลายคนเคยสมัครสอบชิงทุนรัฐบาลไปเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น และสามารถสอบผ่านข้อเขียนได้สำเร็จ แต่ไม่ผ่านการสอบสัมภาษณ์ เพราะถูกตั้งคำถามที่สะท้อนการมีอคติทางเพศ ได้แก่ “ทำไมจึงไว้ผมยาว ทำไมจึงแต่งตัวเป็นผู้หญิง” ทำให้ผู้ตอบไม่สามารถตอบได้อย่างตรงไปตรงมา หรือต้องเลี่ยงตอบอย่างอื่น รวมถึงกฎ ระเบียบตามสถาบันการศึกษาที่ห้ามนักศึกษาแต่งชุดนักศึกษาข้ามเพศ การไม่อนุญาตให้นักศึกษาที่แต่งตัวเป็นหญิงเข้าสอบในวิชาเรียน และการห้ามนักศึกษาที่เป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเรียนในบางวิชาชีพ เช่น ครู เป็นต้น  

บทเรียนหรือตำราเรียนวิชาเพศศึกษาบางส่วนยังคงมีเนื้อหาที่ระบุว่า การเป็นบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเป็น “ความเบี่ยงเบนทางเพศ” หรือ “ผิดธรรมชาติ” ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของคนกลุ่มนี้ ซึ่งส่งผลถึงความเข้าใจของคนในสังคมวงกว้างที่จะยังคงเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเป็นคนที่มีความหลากหลายทางเพศ

 

·         โอกาสในการทำงาน และความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน

ปัญหาในการสมัครเข้าทำงาน ถูกปิดปั้นทางเลือกในการประกอบอาชีพ

กะเทยเมื่อสมัครงานแล้วมักไม่ถูกเรียกตัว เมื่อส่งใบสมัครและประวัติไปตามบริษัทต่างๆ โอกาสถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์มีน้อยกว่าคนทั่วไป เมื่อได้งานทำก็จะได้ค่าแรงต่ำ ทางออกที่ทำได้คือ การส่งใบสมัครงานไม่ใส่คำนำหน้าชื่อ จนเมื่อมีการเรียกไปสัมภาษณ์ มักจะถูกกระทำให้เป็นตัวตลกในการสัมภาษณ์งาน หลายคนสมัครงานกับบริษัทธุรกิจโดยทั้งในประเทศไทยและบริษัทระหว่างประเทศ เมื่อถูกเรียกตัวไปสัมภาษณ์จนผ่านแล้ว  แต่ก็ต้องเจอปัญหาเมื่อมีการตรวจสอบเอกสาร เพราะตรวจสอบพบว่า มีคำนำหน้าชื่อเป็น “นาย” ไม่ใช่นางสาว ทำให้ไม่รับเข้าทำงาน ถือเป็นการปิดกั้นโอกาสในการทำงาน เพียงเพราะมีคำนำหน้าไม่ตรงกับเพศที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้กะเทยบางคน แม้จะมีการศึกษาสูง แต่ก็หางานทำไม่ได้ เพราะคนทั่วไปมองว่า กะเทยทำงานได้ในบางอาชีพเท่านั้น เช่น เต้นคาบาเร่ หรือขายบริการทางเพศ เมื่อสถานการณ์บีบคั้น ทำให้กะเทยบางคนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการขายบริการทางเพศในที่สุด 

กะเทยเป็นกลุ่มคนท้ายๆ ที่บริษัท/นายจ้างจะรับเข้าทำงาน และต้องผ่านการตรวจสอบมากกว่าคนทั่วไป เช่น การที่ต้องเป็นเพียงคนเดียวที่ทำแบบทดสอบทางจิตวิทยา และถูกเรียกตัวให้ไปทำงานช้าที่สุด เพราะกะเทยคือตัวเลือกสุดท้ายที่จะรับเข้าทำงาน ทำให้บางคนต้องแสดงท่าทีเป็นชาย หรือต้องตัดสินใจผ่าตัดเอานมออก และแต่งกายเป็นชายเพื่อให้สอดคล้องกับเอกสารเพื่อไปสมัครงานและเพื่อให้ได้งานทำ การถูกบังคับให้แต่งกายเป็นชายไปทำงาน แม้ว่าจะเป็นกะเทยแปลงเพศแล้ว เช่น งานในโรงแรมบางแห่ง ไม่อนุญาตให้แต่งตัวเป็นผู้หญิงหรือแต่งหน้ามาทำงาน ให้ตัดผมสั้นแบบผู้ชายมาทำงาน เป็นต้น

ถูกปิดกั้นโอกาสในการประกอบอาชีพบางอย่าง เช่น อาชีพแอร์โฮสเตส ที่รับเฉพาะคนที่เป็นผู้หญิง ขณะที่กะเทยบางคนมีความสามารถ เคยไปสมัครสอบ และผ่านการสัมภาษณ์แล้ว แต่ไม่สามารถจะทำงานได้ เพราะบัตรประชาชนเป็นนาย ไม่ใช่นางสาว บางคนต้องปลอมเอกสารว่าเป็นหญิงเพื่อให้ได้ทำงาน หรือต้องตัดสินใจไม่ไปตรวจร่างกายเพราะยังไม่ได้แปลงเพศ  

 

ปัญหาในการทำงานและโอกาสก้าวหน้าในการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง

กรณีแพทย์ที่เป็นกะเทย(Transsexual) ไม่สามารถจะระบุคำนำหน้าชื่อได้ว่า นายแพทย์ หรือว่า แพทย์หญิง ทางออกที่ทำในปัจจุบันคือ มีการเรียกคำนำหน้าชื่อเป็นแพทย์อย่างเดียว คนที่เป็นกะเทยต้องใช้ความพยายามสร้างการยอมรับในความสามารถ สร้างการยอมรับกับลูกน้องในสายบังคับบัญชาและญาติๆ ของคนไข้สูงกว่าแพทย์ทั่วไป และเสี่ยงต่อการถูกรังเกียจหรือต่อต้านจากเพื่อนร่วมงาน

ถูกเลือกปฏิบัติในการเลื่อนตำแหน่งงาน นายจ้างไม่ยอมบรรจุให้เป็นพนักงานประจำ โดยนายจ้างอ้างว่า ตำแหน่งที่ว่างเป็นตำแหน่งของผู้ชาย กะเทยไปทำไม่ได้ ถ้าจะให้ไปทำงานในตำแหน่งผู้หญิง ชื่อก็ยังเป็น“นาย”อยู่หรือถูกบีบหรือลดตำแหน่งหน้าที่การงานจนต้องลาออก และขาดความมั่นใจในการไปสมัครทำงานในที่อื่นๆ

 

·         กฎหมายที่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ

 กฎหมายครอบครัว และการรับมรดก ไม่รับรองสถานะชีวิตคู่ของคนรักเพศเดียวกันในการจดทะเบียนสมรส และการรับมรดก

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 เรื่องของครอบครัวและการรับมรดก ที่รับรองสถานภาพการสมรสเฉพาะหญิงและชายให้กระทำการจดทะเบียนสมรสกันได้ และมีสิทธิในการรับมรดก ได้รับการคุ้มครองสิทธิประโยชน์จากรัฐ เช่น สิทธิการรับประโยชน์จากประกันสังคม สิทธิในการมีส่วนร่วมในการทำนิติกรรมของคู่ และได้รับการคุ้มครองกรณีแบ่งสินสมรสในกรณีที่มีการหย่ากันตามกฎหมาย ขณะที่คนรักเพศเดียวกันไม่ได้รับการรับรองว่ามีสถานะเป็นคู่ชีวิตในสังคม มีสถานะเป็นเพียงชายโสด หรือหญิงโสดเท่านั้น

 

การกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีความหลากหลายทางเพศจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมืองพัทยา ที่ปฏิบัติหน้าที่อันมิชอบด้วยกฎหมาย

เมืองพัทยาเป็นเขตปกครองพิเศษเทียบเท่าเทศบาลนคร ในเขตอำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ถือว่าเป็นเมืองท่องเที่ยวขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงของประเทศไทย และประกอบไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาจากหลากหลายประเทศ และรวมถึงความหลากหลายของสถานบริการที่กระจายอยู่ในพื้นที่เมืองพัทยาในยามราตรี ซึ่งสถานบริการต่างๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นพื้นที่ในการประกอบอาชีพหรือทำมาหากินของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในการทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ พนักงานแสดงโชว์ต่างๆ ในสถานบริการเช่น ผับ บาร์ คาราโอเกะ หรือร้านอาหารต่างๆ เป็นต้น

สภาพปัญหาที่พบคือ เจ้าหน้าที่เทศกิจ และอาสาสมัครช่วยเหลือนักท่องเที่ยว (ภาคประชาชน) ของสถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา มีการจับกุมบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศด้วยวิธีการใช้กำลัง รุนแรง เช่น ฉุด กระชาก เตะ ต่อย ตบตี และยึดบัตรประชาชน โดยตั้งข้อกล่าวหาที่ไม่มีบทบัญญัติความผิดทางกฎหมาย เช่น “ชายแต่งกายเป็นหญิง” “เตร็ดเตร่ยามวิกาล” “ก่อความเดือดร้อนรำคาญแก่นักท่องเที่ยว” “กระทำการที่ไร้ประโยชน์ต่อการท่องเที่ยว” เป็นต้น และนำตัวไปบันทึกประวัติ และเสียค่าปรับที่สถานีตำรวจภูธรตำบลพัทยา การกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต้องเสียค่าปรับโดยที่ไม่มีความผิดตามบทบัญญัติทางกฎหมาย และไม่เข้าใจว่า มีความผิดอะไร โดยบางคนถูกจับกุม 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งส่งผลกระทบการประกอบอาชีพและรายได้ที่จะต้องเอาไปจุนเจือครอบครัว

คณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาค ในคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จึงได้ลงพื้นที่เมืองพัทยา เพื่อหารือในการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติอันเนื่องมาจากอคติที่มีต่อบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ มีข้อสรุปดังนี้

การส่งเสริมการมีส่วนร่วมในลักษณะเครือข่ายการทำงานเพื่อสร้างความเข้าใจและการอยู่ร่วมกัน ระหว่างกลุ่ม/องค์กรที่ทำงานกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ทำกิจกรรมร่วมกับเมืองพัทยาในโอกาสต่างๆ

การส่งเสริมด้านอาชีพ เปิดโอกาสให้บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศเข้ารับการฝึกอบรมด้านอาชีพโดยไม่ปิดกั้น

การสนับสนุนและประสานความช่วยเหลือด้านองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพ จัดบริการตรวจสุขภาพ การส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้เดือดร้อนในรูปแบบต่างๆ เช่น การส่งต่อผู้ป่วยเอดส์เป็นต้น

 

นโยบายรัฐเรื่อง gender mainstreaming ของหน่วยงานภาครัฐยังไม่มุมมองเรื่องบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสอดแทรกเข้าไป  ปัจจุบันองค์กรภาครัฐเริ่มมีความตระหนักถึงความจำเป็นที่องค์กรต้องสอดแทรกความเข้าใจเรื่องเพศภาวะ ความสำคัญในการมีมิติความเป็นหญิง ชายและการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในการพัฒนา เพื่อให้เกิดการทำงานพัฒนาอย่างตระหนักในเรื่องการส่วนร่วมและการเข้าถึงทรัพยากรของคนทุกเพศ แต่ก็ยังไม่มีมิติเรื่องของความหลากหลายทางเพศปรากฏอยู่ในเรื่องการพัฒนา

 

พระราชบัญญัติเรื่องคำนำหน้าชื่อบุคคล ที่ระบุว่า เป็นชายต้องใช้คำนำหน้าว่า “นาย” ส่วนหญิงต้องใช้คำนำหน้าชื่อว่า “นางสาว” หรือ “นาง” เมื่อแต่งงาน ทำให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่มีคำนำหน้าชื่อว่า “นาย” “นางสาว” แต่มีลักษณะของเพศภาวะที่ไม่ตรงกับเพศกำเนิด เช่น ทอม กะเทยที่แต่งกายเป็นหญิง หรือแปลงเพศแล้ว เป็นต้น ต้องมีปัญหายุ่งยากในการติดต่อราชการ หรือเมื่อเกิดกรณีบัตรประชาชนหาย ไม่สามารถใช้เพียงสำเนาบัตรประชาชนเดิมในการยืนยันความเป็นตัวตนได้ แต่มีกระบวนการที่ซับซ้อน ยุ่งยากมากขึ้น เช่น การต้องใช้เจ้าหน้าที่ราชการระดับ 7 มาค้ำประกัน ไม่สามารถใช้เอกสารอื่น เช่น ใบขับขี่ตนเองยืนยันได้ นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบในดำเนินชีวิตด้านอื่นๆ อีก เช่นในเรื่องการสมัครงาน เป็นต้น

 

ผลการบันทึกการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ สด.43 ระบุว่า เป็นโรคจิต

การที่บัตรประชาชนเป็น “นาย” เมื่อผ่านกระบวนการเกณฑ์ทหารแล้วไม่ผ่าน เอกสาร ผลการบันทึกการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการ สด.43 ที่แต่ละคนที่ผ่านการเกณฑ์ทหารจะต้องได้รับ และนำไปใช้ในการติดต่อราชการหรือสมัครงาน มีการระบุสาเหตุของการไม่ผ่านเกณฑ์ทหารของกะเทยว่าเป็น ‘โรคจิต’ ในลักษณะที่ไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เช่น  ผู้วิกลจริต โรคจิตถาวร โรคจิตวิปริตถาวร โรคจิตประเภท4 จิตผิดปกติอย่างรุนแรงถาวรหรือแม้กระทั่งเขียนว่า ‘กวนอิมอ่อนแอเกินไป’ การระบุดังกล่าว ส่งผลในอนาคตต่อโอกาสในการสมัครงานและได้งานทำของคนที่เป็นกะเทย ทำให้ทางเลือกในการประกอบอาชีพลดลง

 

ปัญหาการทำหนังสือเดินทางไปต่างประเทศ (พาสปอร์ตและวีซ่า)

การที่เจ้าหน้าที่พยายามบังคับให้กะเทยหรือคนข้ามเพศ( Transgender) ต้องแต่งตัวแบบผู้ชายในกระบวนการในการทำพาสปอร์ต เช่น บังคับใส่สูตรผู้ชาย ต้องรวบผม ให้ล้างหน้าที่แต่งไว้ออก เพื่อถ่ายรูปและใบหน้ามีความสอดคล้องกับคำว่า “นาย” หรือ “Mr.”ตามเอกสาร ทำให้คนที่เป็นกะเทย หรือคนข้ามเพศ(Transgender) รู้สึกว่า ตนเองถูกลดคุณค่าของ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ลง เพราะไม่สามารถยืนยันความเป็นตัวตนของตนเองได้ 

ในการเดินทางหลายๆ ครั้ง เมื่อมีการตรวจพาสปอร์ตที่ต้องถ่ายรู้ให้มีลักษณะของผู้ชาย ทำให้ถูกเจ้าหน้าเพ่งเล็ง เพราะมีลักษณะไม่ตรงตามเพศในเอกสาร และสงสัยว่า มีการปลอมงเอกสาร กะเทยที่ทำพาสปอร์ตในเมืองไทย เมื่อต้องเดินทางไปต่างประเทศมักประสบปัญหาเรื่องการเช็คพาสปอร์ต เมื่อเข้าหรือออกในประเทศต่างๆ เนื่องจาก เจ้าหน้าที่( Immigration) ของแต่ละประเทศมักสงสัยว่า คนๆ นี้เป็นหญิงหรือชายกันแน่ เป็นตัวจริงหรือเปล่า ทำให้ต้องเสียเวลาในการตรวจสอบและเสี่ยงต่อการถูกดูหมิ่น เหยียดหยามศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น ถูกเจ้าหน้าที่ในบางประเทศมองด้วยสายตาแปลกๆ เหมือนตัวประหลาด 

 

เมื่อกระทำความผิดกะเทยต้องถูกขังรวมกับนักโทษชาย

เมื่อกะเทยกระทำความผิดและต้องรับโทษจำคุก โดยสถานะที่เป็น “นาย” ตามบัตรประชาชน จะต้องถูกนำไปขังในคุกหรืออยู่ในเรือนจำผู้ชาย ยังไม่มีการจัดสถานที่คุมขังที่แยกกะเทยเป็นกลุ่มเฉพาะ

 

  • บริการด้านสาธารณะสุขไม่มีความละเอียดอ่อนต่อความหลากหลายทางเพศ

การติดต่อทำประวัติคนไข้กับโรงพยาบาล และปัญหาการแยกผู้ป่วยเมื่อต้องนอนโรงพยาบาล  การมีสถานะภายนอกไม่ตรงกับการเป็น “นาย” ตามบัตรประชาชน ทำให้กะเทย หรือคนข้ามเพศ (transsexual) หลายคนที่ผ่านการทำศัลยกรรมหน้าอก หรือแปลงเพศแล้ว ยังคงต้องนอนรวมในห้องผู้ป่วยชาย มีความรู้สึกถึงความไม่เป็นส่วนตัว ไม่ปลอดภัยต่อการถูกจับจ้องของเจ้าหน้าที่หรือผู้ป่วยชายคนอื่น ทำให้ไม่สะดวกใจในการเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือเข้าห้องน้ำ และลำบากใจในการสื่อสารเพื่อขออุปกรณ์บางอย่าง เช่น โถฉี่ให้ตรงกับเพศที่แปลงแล้ว (เป็นหญิง)จากเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยชาย ตลอดจนสร้างความยากลำบากในการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ในการแยกห้อง ว่าจะให้ผู้ป่วย “ชาย” ที่มีลักษณะเป็นหญิงนอนห้องผู้ป่วยเพศใด

การขาดความละเอียดอ่อนต่อการให้บริการขั้นพื้นฐานต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ กรณีที่มีอาการป่วยด้านสุขภาพทางเพศ การเผชิญกับสายตาและคำถามที่มีลักษณะดูหมิ่นหรือเหยียดหยามของเจ้าหน้าที่ ทำให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศไม่กล้าเปิดเผยได้ว่า ตนเป็นคนรักเพศเดียวกันในการเข้ารับการรักษา หรือเลือกที่จะไม่ไปพบแพทย์เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น นอกเสียจากมีอาการหนักจริงๆ เช่น หญิงรักหญิง มีสถานะเป็นหญิงโสดในสังคม เมื่อมีอาการตกขาวและคันที่อวัยวะเพศ ไม่กล้าไปหาหมอหรือไม่กล้าบอกว่า เป็นหญิงรักหญิง หรือชายรักชายที่จะไปพบแพทย์ต่อเมื่อมีการติดเชื้อทางทวารหนักรุนแรงแล้ว และทำให้เสี่ยงต่อการได้รับการดูหมิ่น เหยียดหยามศักดิ์ศรีมากยิ่งขึ้น

แพทย์ขาดความละเอียดอ่อนในการศึกษาประวัติคนไข้ กรณีคนไข้ที่ผ่าตัดเร่งด้วยเช่น ไส้ติ่งอักเสบ การที่แพทย์ไม่ได้ให้เวลาอ่านประวัติคนไข้ เมื่อเห็นลักษณะภายนอกแล้ว เข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนไข้ผู้หญิง หรือมีการใช้คำถามที่ทำให้คนไข้ที่เป็นกะเทย (Transgender/Transsexual) รู้สึกอึดอัดใจในการตอบ ประจำเดือนมาหรือยัง เพราะถ้ามีประจำเดือนอยู่จะยังผ่าตัดไม่ได้ การใช้มือล้วง คลำอวัยวะเพศของคนเป็น “ทอม” โดยไม่ขออนุญาต ทำให้คนไข้รู้สึกเหมือนกำลังถูกกระทำล่วงเกินทางเพศ

การให้บริการในการทำศัลยกรรมหน้าอก ผ่าตัดแปลงเพศเกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยไม่มีข้อกำหนดที่เป็นมาตรฐานในการให้บริการชัดเจน ลูกค้าสามารถเข้ารับบริการได้ตามเงื่อนไขทุนที่ตนเองมีอยู่ และปราศจากการคุ้มครองเมื่อเกิดความผิดพลาดในการทำศัลยกรรมทางการแพทย์ ทำให้เมื่อเกิดความเสียหายในการทำศัลยกรรม คนไข้ไม่ได้รับการคุ้มครองหรือได้รับค่าชดเชยต่อความผิดพลาด และต้องเสียเงินในการรักษามากกว่าการผ่าตัดแปลง ทำศัลยกรรมในครั้งแรก

 

·         ปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน และการทำธุรกรรมต่างๆ

นอกเหนือจากการที่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญปัญหาเนื่องจากระบบโครงสร้างทางสังคมไม่เอื้อต่อการดำเนินชีวิตและการติดต่อราชการแล้ว ในการใช้ชีวิตประจำวันยังต้องเผชิญปัญหาต่างๆ ที่ซับซ้อนมากกว่าคนทั่วไป

 

 ปัญหาเรื่องการเข้าห้องน้ำ

เนื่องจากระบบสังคมและกฎหมายรองรับเฉพาะคนเพียง 2 เพศคือหญิงกับชาย ทำให้ “ทอม” คือ หญิงที่มีรูปลักษณ์เหมือนชาย และ “กะเทย” ต้องประสบปัญหาว่า ในเรื่องการห้องน้ำสาธารณะ เพราะไม่แน่ใจว่าควรต้องเข้าห้องน้ำชายหรือหญิง และต้องพบกับสายตาเพ่งเล็งเมื่อเข้าในห้องน้ำ ทำให้ขาดความมั่นใจเวลาเข้าห้องน้ำ

 

ปัญหาถูกห้ามเข้าโรงแรมและสถานบันเทิง

เมื่อตรวจเช็คบัตรประชาชนว่าเป็น “นาย” แต่แต่งกายเป็นหญิง สถานบริการบางแห่งจะไม่ต้อนรับและถูกให้ออกจากโรงแรมหรือสถานบันเทิง เช่น โรงแรมในย่านพัทยา

Walking Street
ภูเก็ต สถานบันเทิงย่าน อาร์ ซี เอ เป็นต้น ทำให้รู้สึก บุคคลเหล่านี้ รู้สึกว่าตนเองเป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า ไม่มีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมบุคคลทั่วไป

 

บริษัทประกันชีวิตไม่รับเป็นลูกค้าประกัน

กะเทยมักถูกปฏิเสธในการรับทำประกันชีวิตจากบริษัทประกัน ภายหลังที่ได้ทำเรื่อง หรือยื่นหลักฐานเอกสารต่างๆ และทางบริษัทพบว่าเจ้าของบัตรประชาชนที่เป็น “นาย” แต่มีลักษณะภายนอกเป็นผู้หญิง มักไม่ได้รับการอนุมัติผ่าน โดยที่ไม่สามารถชี้แจงเหตุผลให้กับลูกค้าได้อย่างชัดเจนว่าเพราะอะไร จึงสันนิษฐานว่า สาเหตุน่าจะมาจากการที่บัตรประชาชนใช้คำนำหน้าว่าเป็น “นาย” แต่ในรูปถ่ายของบัตรประชาชนลักษณะเป็นผู้หญิง

 

ไม่มีความน่าเชื่อถือในการทำนิติกรรม/ขอยื่นเรื่องเพื่อขอสินเชื่อกับธนาคาร

การยื่นเรื่องขอสินเชื่อธนาคาร เช่น การยื่นขอกู้เงินซื้อบ้าน ทุกคนสามารถเดินเรื่องเพื่อขอสินเชื่อกับทางธนาคารได้ โดยการส่งข้อมูล ประวัติและเอกสารสำคัญต่างๆ ในระหว่างการติดต่อทางธนาคารจะเช็คประวัติ เมื่อพบว่าหลักฐานเอกสารเป็นชาย “นาย” แต่เจ้าของเรื่องมีน้ำเสียงเป็นหญิงหรือเป็นกะเทย มีความเป็นไปได้สูงที่จะได้รับการเลือกปฏิบัติ ไม่อนุมัติสินเชื่อ เพราะถูกมองว่า เป็นบุคคลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ 

 

ปัญหาการทำธุรกรรมทางการเงิน 

การเปิดบัญชีธนาคาร ทำได้โดยต้องใช้คำนำหน้าชื่อเป็น นาย นาง หรือนางสาวเท่านั้น  เมื่อกะเทยหรือสาวประเภทสองเปิดบัญชีธนาคาร ชื่อที่ระบุในสมุดบัญชีธนาคารยังคงใช้คำนำหน้าชื่อเป็นนาย เมื่อต้องการอายัดบัตรเอทีเอ็ม เจ้าของบัญชีสามารถติดต่อไปที่ Call Center เพื่อขออายัดบัตรได้ แต่กรณีที่เป็น “กะเทย” เจ้าหน้าที่ Call Center มักเข้าใจว่า ผู้ที่ติดต่อเข้าไปเป็นผู้หญิง ไม่ตรงตามฐานข้อมูล ชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารที่เป็นผู้ชาย ทำให้ ขั้นตอนการอายัดบัตรยุ่งยากมากขึ้น ใช้เวลาในการพิสูจน์ข้อมูลหรือต้องเดินเรื่องไปธนาคารพร้อมหลักฐานและพยานอื่นๆ เพื่อยืนยันว่า เป็นเจ้าของบัตรประชาชนและชื่อเจ้าของบัญชีธนาคารกว่าจะผ่านกระบวนการ เงินในธนาคารก็ถูกถอนออกจากบัญชีจนหมด เป็นต้น

สภาพปัญหาที่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศต้องเผชิญ ส่งผลทำให้หลายๆ คนขาดความมั่นใจในการเข้ารับบริการด้านต่างๆ ของภาครัฐ ไม่กล้าที่จะไปสมัครงานหรือท้อแท้แม้ว่าจะมีการศึกษาที่ดี  หรือได้รับการกระทำจากเจ้าหน้าที่รัฐในลักษณะที่เหยียดหยาม ซึ่งเป็นการลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ ทำลายความมั่นใจในศักยภาพของตนเองของบุคคลที่มีความหลากหลายทาง และจำกัดเส้นทางการดำเนินชีวิตให้มีพื้นที่ได้ในบางสังคมเท่านั้น เช่น การทำงานด้านการแสดง ทำงานบริการ หรือความงาม ขณะที่อีกหลายๆ คนมีความสามารถและความชำนาญด้านอื่นๆ แต่ก็ถูกปิดกั้นโอกาสในการพัฒนาตนเอง

 

3. การดำเนินการเพื่อแก้ปัญหาของภาคประชาชน รัฐ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

3.1 การดำเนินการของภาครัฐและภาคเอกชน

            หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่มีส่วนริเริ่มในการผลักดันนโยบายและกฎหมายเพื่อให้คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เช่น กระทรวงกลาโหม สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ โครงการสตรีและเยาวชนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย และเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ 10 องค์กร ได้แก่ กลุ่มเกย์การเมืองไทย กลุ่มสะพาน องค์บางกอกเรนโบว์ กลุ่มบ้านสีม่วง กลุ่มซิสเตอร์ กลุ่มเพื่อนพนักงานบริการ  กลุ่มแสงจากใจ  กลุ่มสายรุ้งโรงพยาบาลโพธาราม กองทุนสนับสนุนและปกป้องสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ โครงการเพื่อนชายเพื่อชายรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพใช้ชีวิตอย่างรับผิดชอบและปลอดภัย โดยมีการจัดประชุมหารือและสร้างความเข้าใจกับสังคมมาเป็นระยะๆ โดยตลอด

 

3.2 การดำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

            คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมโอกาสและความเสมอภาค ประกอบด้วย นักวิชาการ นักกฎหมาย นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญด้านอนามัยเจริญพันธุ์ นักสิทธิมนุษยชน ทำหน้าที่สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน          รวมทั้งตรวจสอบกรณีร้องเรียนที่มีการละเมิดสิทธิของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ โดยประสานความร่วมมือและทำงานร่วมกับเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ทั้งในการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากการร้องเรียน การจัดสัมมนาระดมความคิดเห็น เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการป้องกันและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน รวมทั้งสรุปบทเรียนในการแก้ไขปัญหา การจัดทำข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหา รวมทั้งการศึกษาวิจัย ที่เน้นประเด็นสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ

 

4. การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

4.1 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้เสนอร่างรัฐธรรมนูญภาคประชาชน เพิ่มเติมใน(ร่าง) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ต่อสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ในมาตรา 30 เดิมในรัฐธรรมนูญ ปี พ.ศ. 2540 ดังนี้

       มาตรา 30  บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

            ชายและหญิงและเพิ่มคำว่า “บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ”  มีสิทธิเท่าเทียมกัน

            การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ ความพิการ  อายุ สภาพทางกาย หรือสุขภาพสุขภาพทางกาย  สุขภาพทางจิต   สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสังคม   ความเชื่อทางศาสนา   การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้

มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม

 

            สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) ได้มีการอภิปรายในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง และมีมติรับในหลักการที่จะต้องให้การคุ้มครองแก่บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเท่าเทียมกับคนทั่วไป โดยขยายความหมายของคำว่า “เพศ”ให้ครอบคลุมความหมายถึง บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่ต้องได้รับการคุ้มครองจากรัฐ โดยทำเป็นบันทึกในเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ซึ่งในขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์จากสำนักเลขาธิการรัฐสภา

           

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ที่บังคับใช้ในขณะนี้ มาตรา 30 ระบุว่า

            บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน

            ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน

            การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนาการศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำมิได้

            มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคลสามารถใช้สิทธิและเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น ย่อมถือเป็นการปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม

 

4.2 เสนอร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนร่วมกับองค์กรเครือข่ายความหลากหลายทางเพศ ได้รวบรวมสภาพปัญหากรเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศและได้เสนอต่อ คณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและความมั่นคงของมนุษย์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้พิจารณา ร่างกฎหมายคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ต่อมาคณะกรรมการธิการฯได้ (ร่าง) พระราชบัญญัติคำนำหน้านามบุคคล พ.ศ....โดยมีเนื้อหาดังนี้

            มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติคำนำหน้านามบุคคล” พ.ศ. .....

มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับนับแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 3  หญิง อายุ 15 ปีขึ้นไป ยังไม่ได้สมรส ให้ใช้คำว่า  “นางสาว”

มาตรา 4  หญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วจะใช้คำนำหน้าว่า “นาง” หรือ “นางสาว” ได้ตามความสมัครใจ

มาตรา 5 หญิงที่จดทะเบียนสมรสแล้วตามมาตรา 4 และเปลี่ยนคำนำหน้านามภายหลังการสมรสเป็น “นาง” และต่อมาได้ทำการจดทะเบียนหย่า ให้ใช้คำนำหน้านามว่า “นาง”หรือ “นางสาว” ได้ตามความสมัครใจ

มาตรา 6 ชายที่ผ่าตัดแปลงเพศจากเพศชายเป็นเพศหญิง โดยผ่านการรับรองจากแพทย์ให้ใช้คำนำหน้าตาม มาตรา 3

มาตรา 7 ผู้ที่ผ่าตัดแปลงเพศจากเพศหญิงเป็นเพศชาย โดยผ่านการรับรองจากแพทย์และมีอายุ 15 ปี ขึ้นไปให้ใช้คำนำหน้านามว่า “นาย” ก็ได้

มาตรา 8 กฎหมาย กฎ ระเบียบใด ที่ขัดแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ ให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 9 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

 

สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดย ดร.จุรี วิจิตวาทการ ได้นำเสนอร่างดังกล่าวในวันที่ 24 ตุลาคม 2550 ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ซึ่งสมาชิกฯ ชายส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยอภิปรายให้เหตุผลแตกต่างกัน ดังนี้

เหตุผลด้านเรื่องการขัดกับธรรมเนียมปฏิบัติที่มีในในสังคม ทำให้เกรงว่าการออกกฎหมายดังกล่าวจะกระทบต่อกฎหมายอีกหลายฉบับ เช่น กฎหมายเกี่ยวกับทะเบียนบุคคล กระทบกับระเบียบข้อบังคับต่างๆ ในสังคม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายๆ ส่วนที่ขัดกับหลักการสิทธิมนุษยชนที่เคารพในความหลากหลายทางเพศของบุคคลในสังคม

ความกังวลใจว่าจะเกิดปัญหาการหลอกลวงในชีวิตคู่ โดยเห็นว่า กฎหมายฉบับนี้อยู่บนหลักการสำคัญ 2 ประการคือ ความเสมอภาคชายและหญิง และการไม่ให้เลือกปฏิบัติกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่สร้างความเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ แต่มีความกังวลในในการปรับรายละเอียดของกฎหมาย โดยเฉพาะกรณีชายแปลงเพศแล้วเปลี่ยนคำนำหน้าเป็นหญิงแล้วไปแต่งงานโดยที่คู่ไม่รู้ว่าเป็นคนแปลงเพศ มีลูกไม่ได้ ทำให้เกิดการฟ้องร้องข้อหาหลอกลวง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะดังกล่าว ควรมีการระบุลักษณะเพศเดิมของบุคคลที่แปลงเพศไว้ด้วย

ความกังวลใจว่าจะก่อให้เกิดการหลีกเลี่ยงการคัดเลือก เกณฑ์ทหารโดยไปผ่าตัดแปลงเพศหรือศัลยกรรมหน้าอก

..อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิก สนช.อภิปรายว่า การที่มี พ...กำหนดคำนำหน้านาม เพื่อบอกลักษณะความแตกต่างระหว่างบุคคล เพศ และสถานภาพการสมรส แต่เมื่อ สนช.เสนอร่าง พ...คำนำหน้านามบุคคล จึงอยากให้พิจารณารอบคอบ โดยมีข้อสังเกต 5 ประการ คือ

            1. คำนำหน้านามเป็นการแยกสถานภาพการสมรส หากหญิงที่สมรสแล้วเลือกใช้คำหน้านามเป็น นางสาว ซึ่งไม่รู้ว่าสมรสแล้ว หากจะสมรสอีกก็จะเป็นปัญหาการสมรสซ้อน

            2. ร่าง พ...กำหนดว่าชายที่แปลงเพศเป็นหญิง หรือหญิงที่แปลงเพศเป็นชาย จะใช้คำนำหน้าชายหรือหญิงก็ได้ โดยผ่านการรับรองจากคณะกรรมการแพทย์ แต่ร่าง พ...นี้ กลับไม่มีรายละเอียดองค์ประกอบของคณะกรรมการดังกล่าว ไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหน

            3. การผ่าตัดแปลงเพศเป็นชายหรือหญิงอาจเกิดปัญหาสมรสโดยสำคัญผิดได้ ซึ่งไม่สามารถแยกแยะชายหรือหญิงได้

            4. อาจเกิดปัญหาอาชญากรรม ซึ่งระหว่างคดีอาจมีการเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าและอาจก่อให้เกิดความสับสนในการสอบสวนจับกุมได้ และ

            5. ร่าง พ...ฉบับนี้อาจมีปัญหาด้านสังคม การสมรส การเกณฑ์ทหาร และอุปสมบท ที่หญิงแปลงเพศเป็นชายแล้วใช้คำนำหน้าเป็นนายไปอุปสมบท ก่อให้เกิดความสับสน จึงอยากให้พิจารณาให้รอบคอบและรอบด้านก่อน
         การเสนอประเด็นห่วงใยดังกล่าว ทางนายบัญญัติ จันทน์เสนะ รมช.มหาดไทย ได้ขอรับร่าง พ...กลับไปพิจารณาก่อนส่งกลับ สนช. ภายใน 30 วันตามข้อบังคับ[2]

 

4.3 การติดตามความคืบหน้า กรณีใบ สด. 43

            คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนร่วมกับคณะทำงานเครือข่ายเพื่อการสนับสนุนและปกป้องสิทธิบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ  ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินการของหน่วยบัญชาการกำลังสำรอง  กระทรวงกลาโหม  ทราบว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการศึกษาเพื่อแก้ไขกฎระเบียบที่ส่งผลกระทบต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ

            ความก้าวหน้าในทางปฏิบัติ การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการทหารกองประจำการในปี พ.ศ.  2549  หน่วยบัญชาการกำลังสำรอง  ได้กำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าโดยไม่ระบุถ้อยคำว่าเป็น “โรคจิต”  ในเอกสารบันทึกผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน ( สด.43 ) ประจำปีพ.ศ. 2549  ด้วยตระหนักว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน  โดยใช้ข้อความว่า “ทรวงอกผิดปกติ ลักษณะไม่พึ่งประสงค์ทางทหาร”แทน

 

 

5. ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐและภาคประชาชนเพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

เพื่อให้บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ได้อย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไปในสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการสร้างความเข้าใจถึงเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคม เพื่อให้เกิดการเคารพในความแตกต่างหลากหลายของความเป็นมนุษย์

            ประเทศไทยได้ลงนามในกฎบัตรสหประชาชาติ (Charter of the United Nations) ซึ่งเป็น สนธิสัญญาระดับพหุภาคีที่ผูกพันประเทศภาคีในการรองรับหลักการเรื่อง สิทธิมนุษยชนและ เสรีภาพพื้นฐานของความเป็นมนุษย์

            นอกจากนั้นประเทศไทยได้ลงนามเป็นภาคีกับ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิการทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) กติกาได้บัญญัติว่า

            ข้อ 26

            บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกันตามกฎหมาย โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใดๆในกรณีนี้ กฎหมายจะต้องห้ามการเลือกปฏิบัติใดๆ และต้องประกันการคุ้มครองบุคคลทุกคนอย่างเสมอภาคและเป็นผลจริงจังจากการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลใด เช่น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือความคิดเห็นอื่นใด เผ่าพันธุ์แห่งชาติหรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่น ๆ

มาตราข้างต้นได้วางหลักการไว้แบบปลายเปิด กล่าวคือ ข้อห้ามในการเลือกปฏิบัติมิได้ถูกจำกัดอยู่แต่ในคำของตัวบทเพียงเท่านั้น โดยในประโยคแรกได้วางหลักคุ้มครองการเลือกปฏิบัติทุกประการโดยปราศจากเงื่อนไข ส่วนในประโยคที่สองได้กำหนดหลักการตัวอย่างเงื่อนไขที่ไม่สามารถเลือกปฏิบัติได้

ในปี 1994 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ( The Human Rights Committee) ได้ ปรับบทตามกฏิกาในข้อ 26 ในคดี Toonen v Australia[3] ว่า คำว่า “เพศ” ในข้อ 26 นั้น รวมไปถึง ความหลากหลายทางเพศ (sexual orientation) อีกด้วย การแปลความของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเช่นนี้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เป็นที่คาดหมายมาก่อนว่าจะเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลานั้น แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันมาตลอดว่าเป็นการแปลความตัวบทที่ถูกต้อง ซึ่งนั่นก็หมายความว่าการเลือกปฏิบัติใดต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ ถือได้ว่าเป็น การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุผลทาง “เพศ” ตามข้อ 26 และตั้งแต่คดีนั้นเป็นต้นมา

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ และหน่วยงานอื่นๆภายใต้สหประชาชาติก็ได้คอยสอดส่องดูแล ประเทศภาคีแห่งสหประชาชาติมาตลอดเพื่อไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยพื้นฐานของความหลากหลายทางเพศ นอกจากนี้ในระดับนานาชาติได้มีการกล่าวถึง หลักการว่าด้วยการใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลในแง่มุมเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ (Principles on Application of international and Gender Identity) ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์การใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลในเรื่องที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ ที่มีเป้าหมายให้มนุษย์ทุกคนได้รับการเคารพสิทธิที่มีมาโดยกำเนิดอย่างแท้จริง

ข้อ 24, 26 กล่าวถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมในวัฒนธรรม และชีวิตครอบครัว กล่าวถึงสิทธิการมีส่วนร่วมในชีวิตครอบครัว กิจกรรมสาธารณะและวัฒนธรรมของชุมชนโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ โดยเหตุแห่งความหลากหลายทางเพศ

เพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจในบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศภาคประชาชนและรัฐควรมีการดำเนินการในด้านต่างๆ ดังนี้

·     รัฐต้องแก้ไขกฎหมายใดๆ ที่เป็นการเลือกปฏิบัติและขัดกับหลักการที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนได้รับสิทธิและการคุ้มครองจากรัฐโดยเท่าเทียมกัน กฎหมายที่มีอยู่หากยังไม่มีบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องหรือให้การคุ้มครองกับบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ จำเป็นต้องทำให้เกิดการคุ้มครองได้อย่างแท้จริง เช่น การให้การคุ้มครองสิทธิในการมีชีวิตคู่ของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ การปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. คำนำหน้าชื่อบุคคลที่มีการรับรองสถานะของผู้มีความหลากหลายทางเพศในฐานะบุคคลคนหนึ่ง รวมทั้งมีกระบวนการอื่นๆ เพื่อให้เกิดการแก้ไขเอกสารแสดงตนที่ออกโดยรัฐ เพื่อสะท้อนถึงเพศภาวะตามที่บุคคลนั้นรู้สึกและยอมรับ

·     ต้องมีการปรับปรุงระบบการศึกษาและเสริมสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศ เพื่อส่งเสริมให้บุคคลเหล่านี้ได้รับสิทธิในฐานะพลเมืองทางสังคม โดยระบบการศึกษาต้องพิจารณาหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีอยู่ใหม่ ไม่ให้หลักสูตรการศึกษาไปตอกย้ำความเชื่อค่านิยมว่า คนมีเพียงสองเพศคือชายกับหญิงเท่านั้น ไม่ระบุหรือตอกย้ำว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศเป็นผู้ “เบี่ยงเบนทางเพศ” “ผิดปกติทางเพศ”

·     รัฐต้องทำงานร่วมกับภาคประชาชนในส่วนต่างๆ ของสังคม เพื่อสนับสนุนหรือส่งเสริมให้เกิดการศึกษาและการฝึกอบรม แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐในทุกภาคส่วนทั้งด้านกระบวนการทางกฎหมาย การแพทย์ การศึกษา และระบบสาธารณะสุข รวมทั้งการทำงานสื่อสารกับสังคมวงกว้าง เพื่อทำให้ลดอคติต่อบุคลที่มีความหลากหลายทางเพศ เพิ่มความเข้าใจและลดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ 

·     รัฐต้องตระหนักถึงความหลากหลายทางเพศของบุคคลในสังคม และนำไปสู่การปรับปรุงระบบบริการของรัฐด้านสาธารณสุข ที่คำนึงถึงความหลากหลายทางเพศของผู้รับบริการ ทั้งในด้านผู้ให้บริการทุกระดับ และด้านของการจัดระบบบริการ อุปกรณ์เครื่องมือ สถานที่ในการให้บริการที่ครบถ้วนกับความหลากหลายทางเพศของบุคคลในสังคม การเข้าถึงระบบบริการของบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศในทุกระดับชนชั้นในด้านการทำศัลยกรรม แปลงเพศ หรือหน้าอก โดยมีกระบวนการที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานและได้รับการยอมรับ



[1] ข้อสรุปจากการเสวนาระดมความคิดเห็นเรื่อง “ปัญหาการเลือกปฏิบัติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ(Homosexual and transsexual)”จำนวน 5 ครั้ง ณ ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้เข้าร่วมประชุมมีมติให้ความหมายว่า บุคคลที่มีความหลากหลายทางทางเพศ บุคคลที่ดำเนินชีวิตแบบหญิงหรือชายไม่สัมพันธ์กับเพศกำเนิด คือ หมายถึง  กลุ่มหญิงรัก ชายรักชาย คนข้ามเพศ คนที่รักได้ทั้งสองเพศ และคนที่เกิดมามีอวัยวะเพศสองอย่างพร้อมกัน (ทางการแพทย์เรียก กะเทยแท้) (lesbians, Gay, Transgender , Bisexuals and intersex people)

[2] ที่มา : หนังสือพิมพ์ข่าวสด วันที่ 25 ตุลาคม 2550

[3] คดีนี้ องค์กรเกย์ในประเทศออสเตรเลียฟ้องรัฐบาลออสเตรเลียให้ยกเลิกกฎหมายที่ลงโทษบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลเพศเดียวกัน  ปัจจุบันรัฐบาลออสเตรเลียได้ยกเลิกกฎหมายดังกล่าวแล้ว


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1
amejorken วันที่ : 26/12/2007 เวลา : 11.00 น.
http://www.oknation.net/blog/maomao
*** " Don't wait to be loved, to love." "อย่ารอคอยให้มีคนรัก แล้วจึงมอบความรักแก่ผู้อื่น" By : Dj_sama  O(^_^O).. ==>มาทดสอบไอคิวกันที่http://freeweb4u.googlepages.com/iqtest

Happy New Year. ครับ ไม่มีทุกข์ ไม่มีโรค ไม่มีจน มีความสุข สมหวังตลอดไปครับ
วันนี้มาชวนไปทานข้าวต้มที่ภูเก็ตกับน้องเดือนครับ http://www.oknation.net/blog/nongdeun (ท่องเที่ยว)
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< ธันวาคม 2007 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31