
พิมพ์หน้านี้
|
รายงานสรุปความคืบหน้า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำท่าจีนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ[1] การสัมมนาระดับจังหวัด ครั้งที่ 1 ประจำปี 2551 โครงการศึกษาทบทวนการพัฒนาลุ่มน้ำท่าจีน อันเนืองมาจากพระราชดำริ วันที่ 8 มกราคม 2551 ณ โรงแรมชัยนาทธานี จังหวัดชัยนาท ******************* รายงานความคืบหน้าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำท่าจีนอันเนื่องมาจากพระราชดำริฉบับนี้เป็นบันทึกสรุปการสัมมนาระดับจังหวัด ครั้งที่ 1 ประจำปี 2551 โครงการศึกษาทบทวนการพัฒนาลุ่มน้ำท่าจีน อันเนืองมาจากพระราชดำริ ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 8 มกราคม 2551 ณ โรงแรมชัยนาทธานี จังหวัดชัยนาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารการดำเนินการและแนวทางการพัฒนาให้ประชาชนและสาธารณชนได้ทราบ (2) การรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพปัญหาและมาตรการป้องกันปัญหาการเกิดอุทกภัยในเขตลุ่มน้ำท่าจีน และ (3) การเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานโครงการฯ ตลอดจนสาธารณชนรับรู้ และร่วมแสดงความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะทางเลือกที่เหมาะสมในการพัฒนาลุ่มน้ำท่าจีนเพื่อบรรเทาการเกิดอุทกภัย โดยการสัมมนาดำเนินไปในลักษณะ (1) การทำความเข้าใจความเป็นมาของโครงการฯ (2) วัตถุประสงค์ของโครงการ (3) ขอบเขตการศึกษา (4) สภาพพื้นที่และปัญหา (5) การประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม และ (6) แนวคิดและการศึกษาเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำท่าจีน โดยสรุปเนื้อหาการสัมมนาดังนี้ ความเป็นมา โครงการศึกษาทบทวนการพัฒนาลุ่มน้ำท่าจีน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการศึกษาเพื่อหาแนวทางแก้ไขและป้องกันปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน โดยกรมชลประทาน สถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย[2] ดำเนินกระบวนการศึกษาและจัดทำกระบวนการทั้งหมด ในการรับฟังความคิดเห็นเรื่องการบรรเทาอุกภัยของลุ่มน้ำท่าจีนทางคณะดำเนินการยืนยันว่าไม่ได้มีธงในการดำเนินการใดๆ นอกจากการทำกระบวนการมีส่วนร่วมของการดำเนินการร่วมกัน โดยในส่วนของการดำเนินโครงการมีวัตถุประสงค์ คือ (1) การจัดทำแนวทางและแผนงานของการบรรเทาอุทกภัยในภาพรวมของลุ่มน้ำท่าจีน ซึ่งหมายถึงการทบทวนแผนในอดีต การศึกษาสภาพทางชลศาสตร์ การกำหนดมาตรการบรรเทาอุทกภัย การจัดทำมาตรการในระดับต่างๆ การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการน้ำ และการกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำในภาพรวม นอกจากนั้นยังต้องการ (2) เน้นการศึกษาความเหมาะสมของมาตรการเร่งด่วนของกรมชลประทาน โดยหาความชัดเจนในการจัดทำแบบ Conceptual Design และการประมาณราคา การศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้นด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการจัดทำแผนปฏิบัติการของมาตรการเร่งด่วน และการศึกษา ประเมินผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ด้วย ทั้งนี้ในการดำเนินการดังกล่าวจะมีการประชาสัมพันธ์อย่างโปร่งใส และการสร้างโอกาสการมีส่วนร่วมของสาธารชนอย่างกว้างขวาง โดยดำเนินการครอบคลุมลุ่มน้ำท่าจีนและพื้นที่เกี่ยวเนื่องที่มีผลกับอุทกภัย และโดยสรุปความเป็นมาของปัญหาลุ่มน้ำท่าจีน เริ่มตั้งแต่ปี 2545 เกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีน โดยมีปัญหาทางกายภาพโดยรวมมาจากความคดเคี้ยวของลำน้ำท่าจีนตอนล่างทำให้การไหลระบายของน้ำไม่ทันต่ออัตราการไหลรวมของน้ำจากแหล่งน้ำอื่นๆ ทั่วประเทศ นอกจากนั้นก็ยังได้รับอิทธิพลจากการขึ้นลงของน้ำทะเลด้วย โดยอัตราการไหลชะลอของน้ำในลักษณะดังกล่าวส่งผลกระทบต่อพื้นที่จังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี นครปฐม และสมุทรสาคร สภาพพื้นที่และปัญหา สืบเนื่องจากการปัญหาผลกระทบจากอุกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนอันเนื่องมาจากการไหลระบายของน้ำจากแม่น้ำท่าจีนลงสู่ทะเลได้ช้า การมีวิถีของลำน้ำที่คดเคียว และได้รับอิทธิพลการขึ้นลงของน้ำทะเล จนทำให้เกิดความเสียหายทั้งต่อสภาพพื้นที่โดยรวม การประกอบอาชีพทางการเกษตร ตลอดจนการดำรงชีวิตของประชาชนในวงกว้างซึ่งครอบคลุมใน 4 พื้นที่จังหวัด การดำเนินการที่ผ่านมา คณะผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งประกอบด้วย คณะทำงานลุ่มน้ำท่าจีนจังหวีดชัยนาท นครปฐม สุพรรณบุรี และสมุทรสาคร โดยเป็นทั้งคณะกรรมการกำกับฯ คณะอนุกรรมการลุ่มน้ำท่าจีนในพื้นที่ 4 จังหวัด และกรมชลประทานได้ร่วมกันหามาตรการ ทางออกในการดำเนินการหลายๆ ลักษณะ โดยสรุปร่วมกัน และอยู่ระหว่างการรับฟังข้อคิดเห็น ประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิตโดยรวม แนวคิดและการศึกษาเพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในลุ่มน้ำท่าจีน โดยเบื้องต้น คณะดำเนินการได้ศึกษา และประเมินแนวทางต่างๆ โดยสรุปนำเสนอได้ดังนี้ แนวทางที่หนึ่ง: การทำช่อง (คลอง) ลัด ผลดี: โดยช่วยให้น้ำระบายออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้นด้วยการย่นระยะทางการไหลช่วงน้ำท่วมมีประสิทธิภาพการระบายน้ำเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 เมื่อเทียบกับไม่มีโครงการ การทำเส้นทางลัดทำให้ระยะเวลาน้ำที่ท่วมน้อยลง ความเสียหายน้อยลง เศรษฐกิจของครัวเรือนและชุมชนดีขึ้นในภาพรวมทั้งลุ่มน้ำ นอกจากนั้นคันดินของช่องลัดก็สามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้ เพิ่มมูลค่าพื้นที่ในเชิงมีช่องทางการสัญจร ข้อกังวล: ย่อมทำให้เกิดการสูญเสียพื้นที่ทำกินในบริเวณพื้นที่ที่ขุดช่องลัด นอกจากนั้นในกระบวนการก่อสร้างซึ่งมีรายละเอียดของเทคโนโลยีสูง ย่อมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมบริเวณพื้นที่ก่อสร้างซึ่งจำเป็นจะต้องมีมาตรการควบคุมการก่อสร้างที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้มูลค่าการลงทุนของโครงการโดยรวมคิดเป็น 8,137 ล้านบาทต่ออายุของโครงการ 50 ปี แนวทางที่สอง: การขุดลอกแม่น้ำท่าจีน ผลดี: ทำให้น้ำระบายออกสู่ทะเลได้เร็วขึ้น มีประสิทธิภาพในการระบายน้ำเพิ่มขึ้นร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับไม่มีการขุดลอกและลดลงตามระยะเวลาการตกตะกอนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ในภาพรวมทำให้ระยะเวลาที่น้ำท่วมน้อยลง ความเสียหายน้อยลง เศรษฐกิจของครัวเรือน และชุมชนดีขึ้นในภาพรวมของทั้งลุ่มน้ำ ข้อกังวล: ยังไม่สามารถบริหารจัดการเรื่องการรุกล้ำของน้ำเค็มเข้ามาในแม่น้ำท่าจีน นอกจากนั้นยังส่งผลให้น้ำทะเลรุกเข้าไปตามแม่น้ำได้ไกลมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเกิดตะกอนจากการขุดลอก คราบน้ำมันจากเครื่องจักรที่ใช้ในการดำเนินการ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำและทรัพยากรประมง พืชริมแม่น้ำได้รับผลกระทบ และโดยสรุปแล้วมีการลงทุนทั้งสิ้น 1,600 ล้านๆ ทุกๆ 10 ปี แนวทางที่สาม: การปรับปรุงแหล่งเก็บกักน้ำในจังหวัดชัยนาทและสุพรรณบุรี (แก้มลิง) ผลดี: ช่วยเก็บกัก/ชะลอการไหลของน้ำก้อนลงคลองและแม่น้ำท่าจีน นอกจากนั้นยังทำให้มีน้ำสะสมไว้ใช้ในฤดูแล้งได้มากขึ้น 27 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีปริมาณน้ำที่เก็บกักได้เมื่อเทียบกับน้ำที่หลากท่วมพื้นที่คิดเป็นร้อยละ 1 ข้อกังวล: ปริมาณน้ำที่เก็บกักได้เมื่อเทียบกับน้ำที่หลากท่วมพื้นที่มีน้อย อีกทั้งท้องถิ่นเองต้องเป็นผู้บริหาร จัดการ และดูแลรักษาแหล่งกักเก็บน้ำ และมีค่าลงทุนโดยประมาณ 3,700 ล้านบาทด้วย แนวทางที่สี่: การทำคันกั้นน้ำ แม่น้ำท่าจีน บริเวณจังหวัดสมุทรสาคร ผลดี: ป้องกันน้ำท่วมจากแม่น้ำท่าจีนในพื้นที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำเดิม 50 ตารางกิโลเมตร การป้องกันน้ำเค็มจากแม่น้ำท่าจีนไม่ให้เข้าไปในพื้นที่เกษตรกรรมที่ใช้น้ำจืด อีกทั้งยังป้องกันการรุกล้ำของบ้านเรือนริมแม่น้ำด้วย ข้อกังวล: การสูญเสียทัศนียภาพริมแม่น้ำจากการมีคันกั้นน้ำ, การเกิดความขัดแย้งในการบริหารจัดการ การปิดและเปิดประตูน้ำ อีกทั้งผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม และชุมชนริมแม่น้ำที่ต้องถูกเวนคืน และโดยสรุปแล้วมีค่าลงทุนประมาณ 4,230 ล้านบาท แนวทางที่ห้า: การขุดลอกคูคลอง ผลดี: น้ำจากคูคลอกสายย่อยระบายออกสู่แม่น้ำท่าจีนได้เร็วขึ้น (ถ้าระดับน้ำในแม่น้ำท่าจีนไม่สูง) น้ำมีการหมุนเวียน ไม่กักขัง ลดความรุนแรงของน้ำเน่าเสียจากการไม่ระบาย การกักเก็บน้ำในคูคลองไว้ใช้ได้มากขึ้น และปริมาณน้ำที่กักเก็บได้เมื่อเทียบกับน้ำที่หลากท่วมพื้นที่ ประมาณร้อยละ 3 ถึงร้อยละ 5 ข้อกังวล: หากขุดคูคลองบางแห่งมากเกินไปจนไม่สมดุลกับคูคลองที่อยู่ใกล้เคียง อาจทำให้คูคลองที่ขุดลอกมากนี้ดึงน้ำจากคูคลองอื่นมาเก็บไว้ ซึ่งอาจทำให้คูคลองอื่นที่ขุดคูคลองไม่มากหรือไม่ได้ขุดลอกขาดน้ำได้ นอกจากนั้นยังมีโอกาสตื้นเขินได้หากมีการบ่าท่วมของน้ำซึ่งพักพาตะกอนมาตกทับถม อีกทั้งยังไม่สามารถดำเนินการแล้วเสร็จได้ทั้งระบบในคราวเดียวกัน เนื่องจากปริมาณคลองมาก และใช้งบประมาณสูง อีกทั้งหากเป็นกรณีที่อยู่นอกเขตชลประทาน หน่วยงานท้องถิ่นก็จะต้องรับภาระดำเนินการ และดูแลรักษาด้วย แนวทางที่หก: การเก็บกักน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำ ผลดี: ช่วยชะลอการระบายน้ำลงสู่คลองและแม่น้ำท่าจีน ตลอดจนลดความรุนแรงของการเกิดน้ำท่วมในภาพรวม และการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินที่มีตะกอนจากการพัดพามาพร้อมน้ำหลาก (ทั้งนี้ยังต้องมีการศึกษาในรายละเอียดของประสิทธิภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ที่จะนำมาใช้งาน) ข้อกังวล: หากกักเก็บน้ำเป็นเวลานานอาจทำให้น้ำในบริเวณนั้นเน่าเสีย หากระบายลงสู่แหล่งน้ำอื่นก็จะทำให้แหล่งน้ำอื่นเน่าเสียตามไปด้วย นอกจากนั้นยังทำให้สูญเสียพื้นที่ทางการเกษตรเพื่อนำมาเป็นพื้นที่เก็บกักน้ำ สูญเสียที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า และอาจจะนำมาซึ่งการแพร่กระจายของโรคที่เกิดจากน้ำ หรือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและพาหนะนำโรคอื่นๆ ด้วย (ทั้งนี้ยังต้องมีการศึกษาในรายละเอียดของประสิทธิภาพและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ที่จะนำมาใช้งาน) การดำเนินการ และข้อสรุปจากการสัมมนา ในการสัมมนาครั้งนี้ ผู้จัดทำการศึกษาเสนอกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วม ว่า จะใช้การประชาสัมพันธ์ การสื่อสาร 2 ทาง คือ การจัดเวที โดยมีองค์ประกอบของผู้เข้าร่วมจากคณะกรรมการลุ่มน้ำท่าจีนทั้ง 4 จังหวัดเข้าร่วมเวทีที่จังหวัดนครปฐมครั้งที่ 1 อีกทั้งจะมีการสำรวจเพิ่มเติมในบางพื้นที่(อาทิ จังหวัดนครปฐม) อีกครั้ง หลังจากนั้นจึงจัดเวทีครั้งที่ 2 จนได้ข้อสรุป แล้วจึงจัดเวทีในระดับจังหวัดที่ชัยนาทอีกครั้ง เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกันของลุ่มน้ำท่าจีนในพื้นที่ 4 จังหวัด การจัดเวทีครั้งแรกจะต้องมีการให้ข้อมูล การประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจในภาพรวมให้ทั้งภาครัฐและเอกชนทราบให้ทั่วถึงเพื่อสรุปมาตรการการแก้ไขปัญหาลุ่มน้ำ หลังจากนั้นจึงนำเข้าสู่เวทีคณะทำงานครั้งที่ 3 เพื่อพิจารณามาตรการเร่งด่วนที่กรมชลประทานจะดำเนินการ ในขณะเดียวกับก็มีการจัดเวทีระดับอำเภอที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วม หลังจากนั้นเมื่อได้มาตรการที่เหมาะสมจัดเวทีอีกครั้งช่วงเดือนเมษายน 2551 โดยสรุปผลจากการสัมมนาครั้งนี้ คือ
1. ความจำเป็นในการดำเนินการการจัดการลุ่มน้ำท่าจีน: ปริมาณน้ำมาก, การบริหารจัดการยังไม่มีประสิทธิภาพ, ปัญหาต้นน้ำปลายน้ำไม่เหมือนกัน และปัญหาการก่อสร้างจะต้องวิเคราะห์ทางด้านวิศวกรรม 2. การวิเคราะห์เบื้องต้นถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหา พบว่า หากทำคลองลัด จะทำให้น้ำวิ่งผ่านคลองลัด 10 กิโลเมตรจากเดิม 38 กิโลเมตร ทำให้ระบายน้ำได้เร็วขึ้น โดยคลองลัด 1 คลอง จะช่วยลดปัญหาน้ำท่วมได้ร้อยละ 10 และในกรณีการขุดลอกแม่น้ำท่าจีนจะใช้งบประมาณน้อยกว่าขุดคลองลัด ประสิทธิภาพดีกว่า แต่มีน้ำเค็มเข้ามาปนด้วย บังคับน้ำเค็มไม่ได้ไม่สามารถสร้างเขื่อนป้องกันน้ำเค็มได้เนื่องจากประชาชนไม่ยินยอมให้สร้างเขื่อนผลกระทบคลองจินดา
3. ประเด็นหารือเสนอแนะด้านสิ่งก่อสร้างและไม่ก่อสร้าง: (1) ด้านไม่สิ่งก่อสร้างประชาชนมีส่วนร่วมด้วยเช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (2) แนวคิดของผู้ว่าราชการจังหวัดริมสองฝั่งแม่น้ำท่าจีนสภาพเปลี่ยนแปลงไปทั้งธรรมชาติ บุกรุก สำรวจสภาพพื้นที่เปลี่ยนไป GPS เพื่อให้วางแผนในอนาคต (3) โครงการให้สร้างจิตสำนึกรณณรงค์ให้รักษาแม่น้ำลำคลอง ห้ามทิ้งขยะลงแม่น้ำทำให้คลองตื้นเขิน (4) ขุดคลองในช่วงปลายน้ำเพื่อระบายน้ำลงทะเลเร็วที่สุด เป็นมาตรการเร่งด่วน (5) ผันนำน้ำไปเก็บที่อ่างเก็บน้ำตำบลกระบกเตี้ย อำเภอเนินขาม เพื่อใช้ในการเกษตร (6) กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำควบคุมให้สัมพันธ์กับธรรมชาติตลอดไป (7) กรมชลประทานการขุดลอกคลองควรคำนึงถึงผลกระทบกับเกษตรกรในพื้นที่ที่ทำการเกษตร เช่นการขุดลอกคลองทำให้เกษตรกรที่เลี้ยงปลาในกระชังได้รับความเสียหาย (8) ควรคำนึงถึงต้นน้ำตั้งแต่บนดอยจนถึงปลายน้ำ (9) มาตรการแก้มลิงต้องให้ความสำคัญอย่างสม่ำเสมอ (10) การขุดลอกคลองมีส่วนสำคัญทำให้น้ำไหลสะดวกเร็วขึ้นดี (11) จัดทำเป็นนโยบายสาธารณะต่อไปในอนาคต (12) ให้เป็นยุทธศาสตร์จังหวัดเพื่อสนับสนุนงบประมาณในเรื่องงบประมาณป้องกันอุทกภัยน้ำท่วม และให้ทำต่อเนื่องตลอดไป ท้ายสุดแล้ว รองศาสตราจารย์ชอบ เข็มกลัด ในฐานะผู้แทนคณะศึกษา กล่าวว่า แนวทางการเสนอที่ได้จากการสัมมนาครั้งนี้จะนำไปศึกษาผลกระทบทั้งบวกและลบในพื้นที่ 4 จังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนและนำเสนอเป็นข้อเสนอเชิงปฎิบัติต่อเนื่อง และแผนรวมต่อไป [1] สรุปโดยการเรียบเรียงจากสัมมนาระดับจังหวัดครั้งที่ 1 โครงการศึกษาทบทวนการพัฒนาลุ่มน้ำท่าจีนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันที่ 8 มกราคม 2551 ณ โรงแรมชัยนาทธานี จ.ชัยนาท โดยอาสาสมัคร มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และนายเอกชัย ปิ่นแก้ว กลุ่มงานส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สำนักส่งเสริมและประสานงานเครือข่าย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ekachai@nhrc.or.th [2] คณะดำเนินงาน ประกอบด้วย รองศาสตราจารย์ชอบ เข็มกลัด คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, อาจารย์ยงยุทธ เหมือนวงศ์ญาติ และนายอวิรุทธ์ สุขสมอรรถ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการฯ
|
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||