
พิมพ์หน้านี้
|
บทสรุปสิทธิในการชะตากรรมของคนสะเมิง: การต่อยอดบทเรียน การปกป้องคุ้มครองบ้านเกิดของคนเล็กคนน้อยจากเมืองปายมาถึงสะเมิง Peoples exercise and enjoyment towards the Rights of Self-determination from the ground up: an offshoot from Pai, Mae Hong Sorn to Samoeng, Chiang Mai[๑] ********************* เริ่มต้นทำความเข้าใจบทเรียนร่วมกัน ๑.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)เป็นองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ โดยเป็น ๑ ใน ๘ องค์กรอิสระ กสม.ทำหน้าที่ทั้งการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ถูกต้องในสังคมไทย ๒.สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่มี่อยู่กับสังคมไทยมาช้านาน แต่เมื่อสังคมยังเล็กๆ คนยังน้อยๆ การกระทบกระทั่ง หรือการแย่งชิงทรัพยากรต่างๆ ยังมีน้อย เรื่องสิทธิมนุษยชนจึงเป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน แต่เมื่อมีการอยู่ร่วมกันมากๆ ขึ้น การกระทบกระทั่ง หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในหลายๆ รูปแบบก็มีมากขึ้น การกำหนดหน้าที่ต่างๆ ก็มีมากขึ้น ซึ่งบางอย่างย่อมควบคุมการใช้สิทธิต่างๆ อย่างแน่นอน ส่งผลให้เกิดกติกาการอยู่อาศัย โดยเจตนาอันดีของความพยายามสร้างระบบการอยู่อาศัยร่วมกันอย่างมีความสุข สิทธิมนุษยชน จึงกลายเป็นความจำเป็นที่เราจะต้องเรียนรู้ และสร้างความเข้าใจในการร่วมสร้างสังคมที่อยู่ดีมีสุขร่วมกันต่อไป ๓.โดยภารกิจภาพรวมการปฏิบัติงานของ กสม. นอกจากการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ในลักษณะการร้องเรียน การตรวจสอบกรณีร้องเรียน เพื่อระงับยับยั้งการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือสร้างมาตรฐานการเยียวยา แก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ยังมีการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นงานที่ยาก เข้าใจยาก และปฏิบัติก็ยาก คือ การส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นงานระยะยาวมาก และยังต้องใช้ทักษะในการทำงาน ตลอดจนการเอาใจใส่ และการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิดด้วย ๔.ในการปฏิบัติงานครั้งนี้ทาง กสม. เข้าใจดีว่า ที่ผ่านมามีการดำเนินการเฉพาะหน้าในหลายๆ กรณีที่เป็นป้ญหาความเดือดร้อน ทั้งเรื่องการตั้งร้านค้าจำหน่ายอาหาร และของที่ระลึกในพื้นที่ การก่อสร้างรีสอร์ทการท่องเที่ยวในพื้นที่ หรือแม้แต่การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ส่งผลกระทบให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในพื้นที่ด้วย บทเรียนในการทำงาน และการใช้ชีวิตในพื้นที่ อ.สะเมิง ๕. การทำงานเคลื่อนไหวของชาวบ้านในพื้นที่เริ่มจากการก่อตั้งกลุ่ม ฮักสะเมิง ทำงานช่วยเหลือ และแก้ไขปัญหาต่างๆ ในพื้นที่มาโดยตลอด โดยเริ่มต้นการทำงานตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ ทั้งนี้ก่อนหน้านั้นชาวบ้านได้รวมตัวช่วยเหลือกันในลักษณะต่างๆ โดยเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ การทำงานที่ผ่านมากลุ่มคนสะเมิงมีการทำสรุปบทเรียน และทำแผนชุมชนของพื้นที่ร่วมกันแล้ว โดยสรุปได้ว่า ๖.สาเหตุของปัญหา/ความกังวลต่างๆ ใน อ.สะเมิง: ขาดการกำหนดอนาคต/ชะตากรรมของตนเอง, ขาดการเรียนรู้บทเรียน ประวัติศาสตร์ การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ และวัฒนธรรมของคนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การเข้ามาของวัตถุนิยม/ทุนนิยมมากขึ้น, การแพร่กระจายของอบายมุขในพื้นที่, ขาดการสร้าง/พัฒนาแกนนำในการทำงาน, การเมืองในพื้นที่ยังมีความขัดแย้ง การขาดความรักใคร่สามัคคี, การกินใช้ทรัพยากรต่างๆ ในพื้นที่แบบไม่ดูแลรักษา, การขาดการจัดการขยะที่เป็นระบบ ไม่มีการลด หรือคัดแยกการใช้ขยะ หรือวัสดุเหลือใช้, ความตกต่ำของเศรษฐกิจ ผลิตผลทางการเกษตรราคาตกต่ำ การเป็นหนี้สินของชาวบ้านในพื้นที่, ประสิทธิภาพของครู และผู้จัดการศึกษา ขาดการเน้นย้ำเรื่องการสร้างคุณธรรม และจริยธรรมในการดำเนินการ, การขาดการพัฒนาด้านจิตใจ การร่วมมือสามัคคีในการทำงาน, คนไกลศาสนา/ความเชื่อ ขาดการปลูกฝังสิ่งต่างๆ เหล่านี้ (ผู้ชายเริ่มห่างไกลศาสนา และการพัฒนาทางด้านคุณธรรมมากยิ่งขึ้น), การจัดการงบประมาณของผู้แทนผู้บริหาร(อาทิ เทศบาล) ไม่ได้พัฒนา, การขาดแหล่งจำหน่ายสินค้า(หน้าร้าน) จำหน่ายผลิตผล และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร, การขาดการมีส่วนร่วมของชาวบ้านอย่างแท้จริง/ การขาดการทำประชาคมตามความเป็นจริง, การรับของใหม่ แล้วทิ้งของเก่า, ตลอดจนน้ำใจของเด็กและเยาวชน และการมีจิตใจอาสาเพื่องานสาธารณะ, การกระจายโอกาสทางการศึกษา, การหลอกลวงของเจ้าหน้าที่รัฐ (อาทิ การส่งเสริมพืชบางชนิด แล้วไม่สามารถจำหน่ายได้ หรือทำลายพื้นที่ทางการเกษตร), การทำลายความเชื่อประเพณีทางวัฒนธรรม (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบูชาไฟ, การทำขวัญควาย, กินข้าวก็ให้ใจขาวเหมือนข้าว กินน้ำก็ให้ใจใสเหมือนน้ำ, อื่นๆ), การบังคับให้ทำกิจกรรมตามโครงการอยู่ดีมีสุข,อื่นๆ ๗.โดยสรุปแล้ว ปัญหาและความกังวลต่างๆ ล้วนเกี่ยวโยงและส่งผลถึงกันตลอด การทำความเข้าใจภาพรวมของปัญหา และความกังวลดังกล่าว สะเมิงแม้ว่าจะเป็นพื้นที่ห่างไกลและ(แต่เดิม)เข้าถึงได้ยาก แต่จากความมั่งคั่ง อุดมสมบูรณ์ของทั้งทรัพยากรภายในพื้นที่ หรือแม้แต่ความอยากได้ อยากมีทั้งของคนในพื้นที่และนอกพื้นที่ ทำให้คนบางส่วนต้องประสบปัญหา ปวดใจ มากขึ้น ข้อเท็จจริงของการแก้ไขปัญหา เผชิญหน้ากับปัญหาแบบ ต้องเอาตัวรอด ทำให้ส่วนใหญ่เรายิ่งประสบปัญหาความเจ็บปวด และหลายๆ ครั้งก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างแท้จริง เกิดความทุกข์ ท้อ และเริ่มบอกว่า ช่างมันเต๊อะ หรือเป็นเวรเป็นกรรมของพวกเราที่เคยสร้างเอาไว้ เขาเลยมาเอาคืน การทำงานที่ต่างคนต่างทำเราย่อมประสบปัญหา และยิ่งยาก(ในปัจจุบันนี้)ในการแก้ไขปัญหา เพราะสิ่งที่เราเผชิญหน้ามันใหญ่หลวงมากกว่าที่จะแก้ปัญหาโดยลำพังได้ ที่ผ่านมาเราทำงานร่วมกันมาโดยตลอด กลุ่มฮักสะเมิงเป็นกลุ่มที่มีทุนทางการทำงานมาพอสมควร เริ่มจากการทำงานแก้ไขปัญหากันเอง ๘.ในส่วนของการทำแผนแม่บทของพื้นที่ อ.สะเมิง ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ พื้นที่มีปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดมาก ชาวบ้านรวมกลุ่มกันโดยเฉพาะผู้ปกครองหาทางออกร่วมกัน โดยการจัดค่ายเยาวชนช่วงปิดเทอมมีกลุ่มพี่อาสาสมัคร พี่สอนน้อง มีหน่วยงานต่างๆ ทั้งโรงพยาบาล, สถานีตำรวจ, กลุ่มศาสนา และอื่นๆ มีการจัดกิจกรรมดูแล บำบัด โดยงบประมาณขณะนั้นเราได้รับจากสำนักงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่ภาคเหนือ นอกจากนั้นยังทำประมาณการรายรับ รายจ่าย ดูแผนวัตถุดิบ การหารายได้ จึงเกิดกลุ่มปลูกกล้วย และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากกล้วยออกมา ในส่วนปัญหาสิ่งแวดล้อม เรามีโครงการกับศูนย์คุณธรรม ทำงานกับเด็ก คนจะอยู่กับสิ่งแวดล้อม ได้โดยความเอื้ออาทร ชาวบ้านใช้พื้นที่บ้านสบสานเป็นศูนย์การเรียนรู้ มีพะตีตาแยะเป็นผู้ให้ความรู้ การอยู่ระหว่างคนกับป่าเราต่างต้องใช้คุณธรรมต่อกัน การปลุกจิตสำนึก จากประสบการณ์ของชาวบ้านเรื่อง(ปัญหา)ทั้งหมดเชื่อมโยงหากัน สิ่งที่เกิดวันนี้ ก็คือ ผลของเมื่อวันวาน เราจึงช่วยกันทำแผนแม่บท การทำงานที่เรากำหนดร่วมกัน แต่ทั้งนี้ก็มีปัญหาใหญ่ๆ ที่ชุมชนไม่สามารถแก้ไขปัญหากันได้ โดยเฉพาะเรื่องของการออกโฉนดชุมชน การจัดการขยะ การเข้ามาของความเจริญต่างๆ ไม่มีการสอบถามภาคประชาชนในการดำเนินการ จากที่ผ่านมาแผนของชุมชน[๒]จึงยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง และเมื่อสรุปประสบการณ์จากการทำงานแล้ว ชาวบ้านเห็นว่ามาจาก (๑) ผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง และเสียสละ (๒) ความรู้ ความเข้าใจ และความร่วมมือจากคนในพื้นที่ทั้งหมด (๓) คนอยากช่วยตัวเองมากกว่าที่จะรอรับการช่วยเหลือจากคนอื่นๆ มีความมุ่งมั่น และ (๔) ความรู้ ความเข้าใจแผนชุมชน การหาทางออกของแผนการทำงานร่วมกัน ๙.การดำเนินการที่ผ่านมามีการสนับสนุนของหลายหน่วยงาน อาทิ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ด้านการจัดการสวัสดิการต่างๆ) และหน่วยงานอื่นๆ ในส่วนของข้อเสนอต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชาวบ้านต้องการให้หนุนเสริมเรื่องระบบความรู้ การพัฒนาศักยภาพของสมาชิกในพื้นที่ ตลอดจนการเป็นที่ปรึกษาแนะนำในการทำงานต่างๆ ในแนวทางสิทธิมนุษยชน การต่อยอด และขยายผลการเรียนรู้จากปายมาสู่สะเมิง ๑๐.ในเรื่องสิทธิในการพัฒนา และการกำหนดชะตากรรมของตนเอง ประชาคมคนเมืองปายและ กสม. ได้สร้างบทเรียนในการกำหนดชะตากรรมของคนเมืองปาย หลังจากที่มีการพัฒนาผังเมืองโดยรวมแล้ว โดยมีบทเรียนที่ทำให้การพัฒนาเมืองปายสำเร็จจาก (๑) การมีแกนนำทำงานที่เข้มแข็ง และต่อเนื่อง (๒) การพัฒนาองค์ความรู้ (ไม่หยุดหย่อน) (๓) การใช้ประสานพันธมิตร (๔) การยอมรับความเห็นที่แตกต่าง และสร้างแนวทางร่วมกันในการทำงาน และ (๕) การใช้สื่อชุมชน (วิทยุชุมชน)ในการทำงาน โดยประสบการณ์การทำงานของคนเมืองปายก็มีลักษณะการทำงานไม่ต่างจากที่อื่นๆ คือ การยืนยัน ความต้องการของชุมชน ร่วมกัน ๑๑.ผู้แทนชาวสะเมิงที่เข้าร่วมการประชุมปรึกษาหารือในวันนี้ มีความเห็นว่าทิศทางที่ชาวสะเมิงต้องการกำหนดชะตากรรมของตนเอง คือ
(๑) การดำเนินเรื่องฟ้องคดี การใช้สิทธิในกระบวนการยุติธรรม กฎหมายปกครอง (การเอาผิดกับเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำการนอกกฎหมาย / ใช้อำนาจโดยพลการ และสร้างความเสียหายให้กับชาวบ้านในพื้นที่) (๒) การเรียนรู้เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนข้ามพื้นที่/ การศึกษาดูงานในพื้นที่ (อาทิ อ.ปาย, อื่นๆ) (๓) การจัดประชุมปรึกษาหารือร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ในหลายๆ กรณี(ที่มีปัญหา) อาทิ การจัดระเบียบของตลาด และร้านค้า, การพิจารณาอัตราภาษีโรงเรือน, การทำแผน(ต่างๆ)แบบขาดการมีส่วนร่วม, การดำเนินโครงการอยู่ดีมีสุขมิใช่อยู่ร้อนนอนทุกข์, การใช้พื้นที่ทำกินตามวิถีชีวิต วัฒนธรรม, การจัดการทรัพยากรร่วมกัน(ที่ดินและน้ำ)ในพื้นที่ และอื่นๆ (๔) การจัดทำค่ายเด็กและเยาวชนการเรียนรู้ด้านสิทธิมนุษยชน (๕) การจัดทำแผนภาพรวมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์(เทียบเคียงจากแผนแม่บทของจังหวัด) (๖) การจัดทำเกษตรปลอดภัย (การสำรวจสารพิษปนเปื้อนในพื้นที่) [๑]บันทึกสรุปจากการประชุม ผลกระทบจากการพัฒนาในเขตพื้นที่ อำเภอสะเมิง วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๕๑ เวลา ๐๙.๐๐ ๑๕.๐๐ น. ณ ห้องประชุมโรงเรียนสะเมิงพิทยาคม อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ โดยคณะอนุกรรมการด้านสิทธิในการศึกษาและการพัฒนา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนายเอกชัย ปิ่นแก้ว กลุ่มงานส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สำนักส่งเสริมและประสานงานเครือข่าย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, อีเมล์: ekachai@nhrc.or.th [๒]การดำเนินการเรื่องแผนแม่บทชุมชนเดิม เกิดขึ้นหลังประมาณปี ๒๕๔๔ หลังจากมีความพยายามให้ชุมชนจัดการปัญหาของตนเองได้ การทำความเข้าใจแผนแม่บทชุมชน โดยกระบวนการเริ่มจากตรวจสอบรายรับ รายจ่ายของสมาชิกในชุมชน และแยกแยะประเภทการอุปโภค และการบริโภคสินค้า บริการ ในลักษณะต่างๆ หลังจากนั้นก็มีการดำเนินการกิจกรรม(นำร่อง/ ต้นแบบ/ทดลอง)เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทั้งนี้แผนชุมชนต้องมีชีวิต สามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น |
| << | มกราคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||