• epinkaew@hotmail.com
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : ekachaipinkaew@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-11-30
  • จำนวนเรื่อง : 52
  • จำนวนผู้ชม : 6682
  • จำนวนผู้โหวต : 9
  • ส่ง msg :
ห้องเรียนร่วมสิทธิมนุษยชนออนไลน์
รวบรวมความรู้ ประสบการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั้งภายในและระหว่างประเทศ/ Compilation of my lesson-learnt regarding the human rights perception
Permalink : http://www.oknation.net/blog/ekachaipinkaew
วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม 2551
เอกลักษณ์ชาติ(National Identity Orientation)
Posted by epinkaew@hotmail.com , ผู้อ่าน : 188 , 10:15:45 น.  
พิมพ์หน้านี้


สรุปรายงานประสบการณ์ และความรู้จาก

การเข้าร่วมกิจกรรมการปฐมนิเทศด้านเอกลักษณ์ของชาติ

แก่ผู้เกี่ยวข้องกับงานด้านวิเทศสัมพันธ์ รุ่นที่ ๖๔ (จังหวัดภูเก็ต)[๑]

วันที่ ๒๕ – ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

 

**********************

 

ความเป็นมา

 

โครงการจัดปฐมนิเทศด้านเอกลักษณ์ของชาติแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวิเทศเป็นโครงการที่พัฒนารูปแบบมาจากโครงการจัดปฐมนิเทศผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๘ จนถึงปัจจุบัน(๒๔-๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) นับเป็นเวลา ๒๓ ปี จำนวน ๖๓ รุ่น มีผู้ผ่านการปฐมนิเทศไปแล้ว จำนวน ๑๓,๔๑๙ คน โดยโครงการมีวัตถุประสงค์ต้องการให้ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ และผู้ที่ปฏิบัติงานด้านวิเทศสัมพันธ์ทำหน้าที่ช่วยเหลือบ้านเมืองโดยการเผยแพร่ชื่อเสียงและภาพลักษณ์ขอประเทศ โดยเฉลี่ยแล้วโครงการดังกล่าวจัดขึ้นปีงบประมาณละ ๓ รุ่น โดยทำในลักษณะการสัญจรไปตามภูมิภาคต่างๆ

 

โครงการดังกล่าวดำเนินการโดยคณะอนุกรรมการจัดปฐมนิเทศด้านเอกลักษณ์ของชาติแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวิเทศ ตามคำสั่งคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติที่ ๗/๒๕๕๐ ลงวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ โดยมีพลเอกจรัล  กุลละวณิชย์  เป็นประธานอนุกรรมการ

 

สรุปเนื้อหาจากการเรียนรู้

 

บทบาทของคนไทยกับงานด้านวิเทศ[๒]

 

ขอบเขตเนื้อหา: การเข้าถึงศักยภาพของประเทศในประชาคมโลก ความสำคัญของภาพลักษณ์ไทยต่อความเชื่อถือกับต่างประเทศ การสร้างเสริมและพัฒนาศักยภาพไทยในด้านต่างๆ คำแนะนำบทบาทแนวทางและการปฏิบัติของคนไทยในฐานะเป็นตัวแทนของประเทศต่อชาวต่างประเทศ เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์และความเข้าใจที่ดีของประเทศไทยในสายตาชาวโลก

 

วิทยากร คือ พลเอกจรัล  กุลละวณิชย์ ในฐานะประธานอนุกรรมการ เกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์ของชาติเมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่ผ่านมา (ปี ๒๕๒๑) จึงพยายามหาความหมาย และความแตกต่างระหว่างเอกลักษณ์และวัฒนธรรม ทั้งนี้ราวๆ ๒๕๒๖-๒๕ มีเหตุการณ์เล่าเรื่องราวต่างๆ ของประเทศไทยในทางเสื่อมเสียทั้งการค้ายาเสพติด การค้าแรงงานเด็ก และการค้าบริการทางเพศ (ซึ่งยังมีเรื่องของภัยคอมมิวนิสต์ ผู้หนีภัยจากการสู้รบ และอื่นๆ) กระแสภาพลักษณ์ของประเทศที่กล่าวถึงประเทศไทยในขณะนั้น “ไม่ดี” โดยสิ่งที่ต้องการให้มีเหมือนกันคือ “หากเป็นความจริงก็อาจจะต้องยอมรับและดำเนินการแก้ไข” ในขณะนั้นมีการจัดทำคณะทำงานประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสังคมต่างประเทศ  โดยทำหน้าที่หาข้อเท็จจริง(fact-finding mission) โดยหากเป็นปัญหาที่มีอยู่จริงก็ยอมรับว่ามีจริง หาทางแก้ไขภาพลักษณ์ในเชิงบวก (ซึ่งจะใช้ตัวอย่างการทำงานอีกด้านหนึ่งในประเทศ) ทั้งนี้หากไม่เป็นจริงก็ทำหน้าที่แก้ไข  ประสบการณ์ทั้งจากฮ่องกง, ออสเตรเลีย, สวิตเซอร์แลนด์ และสถานที่ต่างๆ ทั่วโลก การที่จะบอกว่า ประเทศไทยเป็นอย่างไร เราต้องรู้ว่าประเทศเราเป็นอย่างไร หากอะไรไม่ดีก็รับ และพยายามสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง หลังจากการปฏิบัติหน้าที่หาข้อเท็จจริงตามสถานที่ต่างๆ มาทั่วโลก คณะทำงานก็ประเมินร่วมกันว่า การปฏิบัติงานในลักษณะดังกล่าวเป็นการใช้ทรัพยากรทั้งกำลังเงิน เวลา และบุคลากรมากกว่าผลที่ได้รับกลับเข้ามา จึงหายุทธศาสตร์การทำงานใหม่โดยพยายามใช้คนไทยที่มีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ(ในขณะนั้นคนไทยเดินทางไปต่างประเทศปีละ ๓,๐๐๐ กว่าคน)ทำหน้าที่เป็นสื่อแทน นอกจากนั้นเนื่องจากข้อจำกัดด้านการใช้งบประมาณต่างๆ ก็พยายามใช้ระบบการทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกัน โดยการสัญจรไปตามสถานที่ต่างๆ ที่เป็นความร่วมมือ

 

ส่วนการวิเทศสัมพันธ์ คือ การมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศ โดยมีทั้งการสร้างความร่วมมือ ซึ่งผ่านการประสานงาน และการแข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงรุนแรงไปถึง การขับเคี่ยว การขัดแย้ง และการเกิดสงคราม หรือยุติความสัมพันธ์ โดยกระบวนการทำความเข้าใจกับอารยประเทศมีผู้ปฏิบัติงานทางการทูต ซึ่งหมายถึงผู้ที่นำข้อความไปแจ้งแก่ทั้ง ๒ ฝ่าย ผู้รับใช้ให้ไปเจรจาแทน หรือผู้ทำหน้าที่สื่อสาร โดยมีบทบาทบอกเล่าเรื่องราวที่ถูกต้อง พยายามปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ล้วนกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๑ ทั้งสิ้น โดยกำหนดไว้ในหลายมาตราทั้งเรื่องการเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ การป้องกันประเทศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และการปฏิบัติหน้าที่ การรับราชการทหาร ช่วยเหลือในการป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติสาธารณะ เสียภาษีอากร ช่วยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม และอื่นๆ ซึ่งในส่วนของนโยบายของรัฐบาล(๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑) ก็ระบุไว้ถึงลักษณะการดำเนินงานด้านวิเทศ โดยมุ่งเน้นเรื่องผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก นอกจากนั้นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๑ ยังระบุถึงบทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์(หมวดที่ ๒) ในฐานะระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข(ซึ่งต่างจากระบอบการปกครองในลักษณะกษัตริย์ของประเทศอื่นๆ) และสถาบันหลักๆ ของประเทศด้วย

 

ในส่วนของการเตรียมตัวไปต่างประเทศมิสิ่งต่างๆ ที่ต้องเตรียมการทั้งเรื่องการศึกษาแนวทางของประเทศด้านการต่างประเทศ (อาทิ รัฐธรรมนูญ กฎหมายต่างๆ นโยบายรัฐบาล นโยบายที่เกี่ยวข้อง แนวทางการปฏิบัติงานทางราชการ)  นอกจากนั้นต้องรู้จักตนเอง ทั้งเรื่องความเป็นไทย ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี เกียรติภูมิ ภาษาไทย ผลผลิต แหล่งท่องเที่ยว การเศรษฐกิจ ปัญหาของไทย ฯลฯ  นอกจากนั้นต้องรู้ภาษาต่างประเทศ มารยาทสากล และมนุษยสัมพันธ์ ตลอดจนการกล้าแสดงออก(assertiveness) และความรับผิดชอบ(accountability) ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ และทฤษฎีทางประวัติศาสตร์ (กำเนิดของชนเผ่าไทย) อาณาจักรที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ไทย และเผ่าพันธุ์ของคนไทย(ละว้า ละโว้ ไทยลาว ไทยพวน ภูไท(ผู้ไท) กะเหรี่ยง สะกอ ไทยขามตี่ ไทยอาหม จามปา ไทยใหญ่ ไทยลื้อ และอื่นๆ)[๓] เอกลักษณ์อีกอย่างของประเทศไทย คือ การมีภาษาทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียนเป็นของตนเอง (มีพยัญชนะ ๔๔ ตัว สระ ๒๑ ตัว วรรณยุกต์ ๕ เสียง) นอกจากนั้นยังมีศาสนาต่างๆ ถึง ๕ ศาสนา พร้อมทั้งกิจกรรมพิเศษตามช่วงเทศกาลต่างๆ นอกจากนั้นคือ ความภาคภูมิใจในชาติ ทั้งประวัติศาสตร์ ภาษาไทย ความเป็นเอกราช(Sovereignty) และศักดิ์ศรี (Dignity)

 

ทั้งนี้มีข้อเสนอแนะในการทำหน้าที่คือ ต้องคิดว่าพูดอะไร อย่าให้ผิดจากนโยบาย กฎหมาย ยุทธศาสตร์ชาติ พยายามพูดเรื่องที่ตอนเองรู้ชัดแจ้ง ถ้าไม่รู้ก็ต้องบอกว่าไม่รู้ แต่จะไปค้นมาให้โดยเต็มใจ แต่อย่าสัญญาถ้าทำไม่ได้  ทำด้วยความระมัดระวัง มีเกียรติ ทำด้วยความกล้าแสดงออก และความรับผิดชอบ  

 

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเทศไทย[๔]

 

ขอบเขตเนื้อหา: ครอบคลุมด้านความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ วิวัฒนาการของความเป็นชาติและประเทศของไทย ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ข้อมูลความรู้เชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับการพัฒนาการทางสังคม การเมือง การปกครอง และการศึกษาโดยเฉพาะชี้ให้เห็นผลกระทบในด้านต่างๆ จากการปฏิรูปการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทย เสริมสร้างวินัยและปลูกฝังการนิยมไทยให้แก่คนในชาติ พร้อมที่จะเผยแพร่ความเป็นไทยให้กับชาวต่างประเทศ

 

เริ่มจากการทำความเข้าใจกับคำว่า “ความเป็นชาตินิยม”  หมายถึง ความภูมิใจในสิ่งที่ชาติตนเองเป็นเจ้าของ การทำความเข้าใจข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเทศไทย ต้องลดทอนมุมเกี่ยวกับ “ความด้อย” (inferiority complex) และความเด่น (superiority complex) ออก แล้วพยายามสร้างจุดสมดุลเกี่ยวกับการนำเสนอข้อมูลของประเทศ

 

การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม[๕]

 

ขอบเขตเนื้อหา: พื้นฐานความเป็นมาของสังคมไทย สิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ การค้า การเงิน การคลัง และการพัฒนามาโดยลำดับ การดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก และแนวโน้มของเศรษฐกิจไทยในอนาคต การบริหารจัดการในด้านสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติแบบยั่งยืน การพัฒนาคน สังคมและการเมืองให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โอกาส และช่องทางต่างๆ ที่จะให้คนไทยได้ประโยชน์จากชาวต่างประเทศในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยสรุปเนื้อหาได้ดังนี้

 

โดยฐานการแลกเปลี่ยนให้ภาพรวมของสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ปฏิบัติงานด้านวิเทศ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมภาพลักษณ์ ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศไทยต่อนานาประเทศ โดยสภาพของเมืองภูเก็ตถือเป็นจุดดึงดูดทางการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศไทยแห่งหนึ่ง  ขนาดของพื้นที่ใกล้เคียงกับประเทศสิงค์โปร์ มีรายได้จากธุรกิจการท่องเที่ยว และทรัพยากรทางธรรมชาติ ภูเก็ตเป็นศูนย์กลางการค้า การท่องเที่ยว และการให้บริการ(World class destination) โดยมีทั้งคุณภาพชีวิตที่ดี เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษาท้องถิ่นแบบจำเพาะ มีการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมไปถึงกลุ่มจังหวัดด้วย โดยรวมไปถึงพังงา และกระบี่ (ปัจจุบันครอบคลุมไปถึงระนอง และตรัง) นอกจากนั้นยังเป็นจุดเชื่อมโยงไปถึงเส้นทางการค้าระหว่างประเทศด้วย  ก่อนหน้านั้นภูเก็ตอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ดีบุกเป็นทรัพยากรทำรายได้จำนวนมาก (ตั้งแต่ ๒๕๒๐) นอกจากนั้นก็มีแร่อื่นๆ อาทิ วุลแฟรม แทนทาไลท์ โวลัมไบท์ ทำให้นายทุนต่างชาติสนใจเข้ามาประกอบกิจการต่างๆ มากมาย จนปัจจุบันมีร่องรอยของขุมเหมืองเก่าๆ ในพื้นที่ภูเก็ตอีกมากกว่า ๒๐๐ ขุมเหมือง  หลังจากที่สินแร่ต่างๆ ลดน้อยลง ก็กลายเป็นยุคเริ่มต้นของการท่องเที่ยว (๒๕๒๐ – ๒๕๒๙) โดยหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องวางแผนการพัฒนาการท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยวทยอยเข้ามายังจังหวัดภูเก็ตเริ่มจากจำนวนเป็นพันจนมากขึ้นเรื่อยๆ การจัดการยังเป็นแบบบ้านๆ ยังไม่ซับซ้อน  รัฐบาลมองเห็นศักยภาพของเมืองภูเก็ตก็ทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ ๔ (๒๕๒๐-๒๕๒๔) โดยชี้ชัดในการพัฒนาการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต การพัฒนาธุรกิจโรงแรม ภัตตาคาร ตลอดจนธุรกิจบริการการท่องเที่ยวเริ่มแผ่ขยายตัวมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นปี ๒๕๒๘-๒๕๒๙ ก็มีการเดินขบวนประท้วง การคัดค้านการตั้งโรงงานแทนทาลัมจนเหตุการณ์ลุกลามเป็นความไม่สงบกลางเมืองภูเก็ต การวางเพลิงโรงแรม หลังจากนั้นชาวภูเก็ตก็ปฏิเสธการเข้ามาของอุตสาหกรรมขนาดหนัก ภาพของไข่มุกอันดามันก็เกิดขึ้นจนภูเก็ตพัฒนาเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวระดับโลก การแก้ไขปัญหาในช่วงต่างๆ ของภูเก็ต ทั้งจากการประสบภัยพิบัติธรรมชาติ(Tsunami) การเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ โดยจะต้องใช้กลยุทธ์พลิกแพลงต่างๆ ควบคู่ไปกับการวิเคราะห์ตัวเลข ทั้งปริมาณ และคุณภาพของนักท่องเที่ยว และนักลงทุน โดยกลุ้มเป้าหมายปัจจุบันที่มายังภูเก็ต คือ ชาวออสเตรเลีย ชาวแสกนดิเนเวีย (สวีเดน) ชาวยุโรป  เป็นต้น  ธุรกิจการให้บริการที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน คือ การให้บริการทางด้านสุขภาพ (Health care schemes) กิจกรรมที่ผ่านๆ มาทางอาทิ การทำ Road Show  การสร้างหอกระจายข่าว/เตือนภัย/ การฝึกซ้อมการหนีภัย (civil defenses) การทำ Health service and spa การสร้างอ่าวที่พักเรือ(Marina) การสร้าง Aquaminium (อาคารที่พักกลางน้ำ โดยมีท่าเทียบเรือเข้ามาในพื้นที่) การติดต่อสินค้าที่มีชื่อเสียงต่างๆ การกระตุ้นนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุนกิจการต่างๆ เศรษฐกิจของภูเก็ตจึงพัฒนาแบบก้าวกระโดดมาก ราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ก็เพิ่มขึ้นสูงมาก  ภูเก็ตจึงกลายเป็นแหล่งดึงดูดทั้งแรงงานภายในและระหว่างประเทศ ตลอดจนนายทุนระดับโลก 

 

แต่ทั้งนี้ก็มีผลกระทบจากการพัฒนาต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงของยวดยานพาหนะ การสร้างมลพิษทางเสียง และสายตา  การเข้ามาของคนต่างถิ่นจำนวนมาก(Irregular migration) การเสื่อมโทรมทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม และทรัพยากรธรรมชาติ มีการแย่งชิงทรัพยากรต่างๆ โดยกลุ่มผลประโยชน์(interested groups) การบุกรุกที่ดินทังของเอกชน และของรัฐ การเกิดคนไร้บ้านจำนวนมากขึ้น ตลอดจนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของนักท่องเที่ยว (นอกระเบียบ/กฎเกณฑ์)  การเข้ามาของแรงงานข้ามชาติ(ทั้งที่ถูก หรือผิดกฎหมาย) [ข้อมูลที่พบคือ ชาวเอเชียใต้เข้ามาทำงานมากยิ่งขึ้น เนื่องจากสามารถใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารได้ดี]  ความคับคั่งของสนามบิน การพัฒนาทางด้านโครงสร้างพื้นฐานการรองรับการให้บริการไม่ทันต่อความต้องการ  นอกจากนั้นขยะก็ล้นเมือง(เตาเผามีกำลัง ๒๕๐ ล้านกว่าตันต่อวัน ในขณะที่มีจำนวนขยะแต่ละวันมากกว่า ๕๐๐ ล้านตัน) สิ่งต่างๆ เหล่านี้สร้างมลภาวะให้เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบกับระบบนิเวศโดยรวม

 

ปัจจุบัน วิสัยทัศน์ของการพัฒนาเมืองภูเก็ต คือ การเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลก โดยการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมให้ยั่งยืน มีความเป็นธรรมชาติ และเคารพต่อวิถีวัฒนธรรมพื้นถิ่น เนื่องจากพิจารณาว่า ทรัพยากรทางการท่องเที่ยวจึงเป็นทรัพยากรที่ไม่หมดเปลือง หากมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ และรู้จักการบำรุงรักษา ฟื้นฟูทรัพยากรต่างๆ นอกจากนั้นในอนาคตอันใกล้ก็จะดำเนินการจัดทำแผนบูรณาการของเมืองตามยุทธศาสตร์ “การอยู่ดีมีสุข”

 

ประเทศไทยกับสถานการณ์ปัจจุบัน[๖]

 

ขอบเขตเนื้อหา:ให้ทราบถึงสถานภาพของประเทศไทยในภาวะปัจจุบันแสดงภาพรวมทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี การศึกษา และความมั่นคงภายใน และการป้องกันประเทศตลอดจนภัยในรูปแบบต่างๆ การแก้ไขปัญหาที่สำคัญและเร่งด่วนที่เกิดขึ้น อาทิ ปัญหาเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง ปัญหาคนว่างงาน ผู้อพยพพลัดถิ่น และผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ยาเสพติด การทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง การก่อการร้าย ปัญหาการผลิตและการส่งออกของสินค้าภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม  ปัญหาทางการเมือง ปัญหาสิทธิมนุษยชน ปัญหาสถานการณ์ชายแดนและปัญหาของประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อไทย ศักยภาพและการดำเนินการในการพัฒนาทรัพยากรต่างๆ ของชาติให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมข่าวสาร และวิวัฒนาการของโลก ตลอดจนคำแนะนำถึงความสงบเรียบร้อยที่จะเปิดโอกาสและช่องทางอันเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย

 

วิทยากรเริ่มสอนหนังสือตอนอายุ ๒๕ ปี และเริ่มออกมาเรียนรู้กับสังคมโดยรวมในวัย ๓๕ ปี สังคมโลกเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ข้อมูลข่าวสารมากมาย หลังจากนั้นจึงเริ่มทำงานกับหลายๆ ภาคส่วนในสังคมมากยิ่งขึ้น ชีวิตของการเรียนรู้ต้องเข้าถึงโลกทัศน์ วิธีการมอง การคิด ขนบธรรมเนียม และการใช้ชีวิต ตลอดจนรากฐานทางประวัติศาสตร์สังคม และวัฒนธรรม

 

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลก ข้อมูลข่าวสาร มิติข้อมูล/ความรู้ ความคิด นำพาไปสู่การมีโลกทัศน์ การวิเคราะห์ได้อย่างรอบด้าน นำไปสู่การมีวิสัยทัศน์(vision)ที่ดีได้  การเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านโลก(global village) ทำให้การไหลเวียนข้อมูลข่าวสาร และการสื่อสารต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  นักวิชาการส่วนใหญ่จะคล้ายๆ กับนกกระจอกเทศ(ostrich Syndrome) โดยคิดว่าตนเองทราบ และรับรู้ในทุกๆ สิ่งที่ตนมองเห็นอยู่ในรูดินที่เอาหัวซุกเข้าไป  แต่หลังจากที่เอาหัวออกจากรูได้แล้ว เริ่มสนใจเรียนรู้เรื่องต่างๆ มากยิ่งขึ้น จากการที่รู้อย่างเดียว(specialist) ก็กลายเป็นผู้ที่รู้ในหลายๆ เรื่องมากยิ่งขึ้น(generalist)

 

การวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันต้องเริ่มจากการใช้ข้อเท็จจริง(facts)มาก่อน หลังจากนั้นก็เริ่มวิเคราะห์(analysis) สถานการณ์สำคัญการเมืองรัฐบาลสมัคร(๑) ซึ่งอาจจะถูกกล่าวอ้างว่าเป็นหุ่นเชิด(nominee) โดยวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ก็เดินทางกลับประเทศไทย มีสถานการณ์ที่กล่าวอ้างว่าเป็น “มือที่มองไม่เห็น”(invisible hands) ในขณะที่นายยงยุทธ  ติยะไพรัช ก็ถูกใบแดงจาก กกต.ซึ่งหากศาลฎีกาพิจารณาว่ามีความผิดการทุจริตการเลือกตั้งจริงก็จะส่งผลกระทบต่อการยุบพรรคพลังประชาชน  ดังนั้นความเสถียรของรัฐบาลทั้งในเรื่องอายุการทำงาน ปัญหาที่รุมเร้า และการรบกับสื่อต่างๆ ก็มีมากขึ้น ในขณะที่ภ่าคราชการก็ถูกภาคการเมืองแทรกแซง การย้าย การล้างแค้น

 

ในขณะที่เศรษฐกิจภายในประเทศ ก็ยังผันผวนจากตัวแปรต่างๆ ไม่สิ้นสุด ทั้งความเชื่อมั่น การลงทุนพื้นฐาน และราคาสินค้า ในขณะที่เศรษฐกิจต่างประเทศเองก็มีการผันผวนของน้ำมันและซับไพร๋ม  เป็นเหตุการณ์ของข้าวยากหมากแพงที่เกิดขึ้นในทุกพื้นที่

 

นอกจากนั้นก็มีสถานการณ์การก่อการร้าย สถานการร์ไฟใต้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นภาพของการก่อการร้าย(terrorism) โดยแทรกซึมในหลายลักษณะรวมถึงการก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ(hedge terrorism) และสถานการณ์ภัยพิบัติตามธรรมชาติที่เกิดขึ้นมากยิ่งขึ้น กระจายตัวไปในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก

 

หากจะให้วิเคราะห์เห็น การเมืองปัจจุบันอยู่บนพื้นฐานของอำนาจและผลประโยชน์ สังคมไทยเป็นการทำการเมืองการปกครองแบบตัวแทน โดยโครงสร้างระบบการเมืองการปกครองมี ๓ เสาหลัก คือ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(Legislature/Parliament/Congress) ฝ่ายบริหาร(Executive/Cabinet) และฝ่ายตุลาการ(Judiciary)  นอกจากนั้นยังมีเสาหลักที่มองไม่เห็น(ในที่นี้หมายถึง สถาบันพระมหากษัตริย์)

 

ในส่วนของสถาบันสำคัญในสังคมไทย(ทางการเมือง) ประกอบด้วย สถาบันพระมหากษัตริย์ สถาบันรัฐสภา/สภานิติบัญญัติ สถาบันบริหาร/รัฐบาล สถาบันราชการ(อำมาตยาธิปไตย และศักดินา: ขุนนาง ทหาร ตำรวจ และพลเรือน) สถาบันตุลาคการ และสถาบันการเมือง และในส่วนของกระบวนการประชาธิปไตย มีการพัฒนาโดยเริ่มจากราชาธิปไตย อำมาตยาธิปไตย ประชาธิปไตย ธนาธิปไตย(ธุรกิจการเมือง) และวาณิชยา (นักธุรกิจ พ่อค้า และเสี่ย) การแบ่งเขตจำนวน ส.ส.ภาค (จำนวน ๔๐๐ คน) มีจำนวนดังนี้ ภาคเหนือ(๗๖ คน) ภาคกลาง(๙๕ คน) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (๑๓๘ คน) ภาคใต้(๕๔ คน) กรุงเทพฯ(๓๗ คน)

 

สภาพทางเศรษฐกิจไทย อัตราการเจริญเติบโตในปีต่างๆ คือ ๒๕๔๘(๔.๕) ๒๕๔๙(๕.๑) และ ๒๕๕๐(๔.๘) เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ มี ๒.๖๔ ล้านล้านบาท ในขณะที่เงินเฟ้อร้อยละ ๒.๕-๓  ส่วนหนี้สินสาธารณะมี ๓.๑๘ ล้านล้านบาท (หนี้ต่างประเทศ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท/ หนี้ภายในประเทศ ๒.๗๘ ล้านล้านบาท) หนี้ครัวเรือน ๑๓๐,๐๐๐ บาท/คน งบประมาณปี ๒๕๕๐ จำนวน ๑.๖๕ ล้านบาท โดยมีเศรษฐกิจไทยในภาพรวมเกินดุลบัญชีการค้า (ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท) เกินดุลบัญชีเดินสะพัด(ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท) โดยมีตลาดหุ้น-ตลาดทุนในดัชนีแกว่ง ๘๒๐-๘๕๐ และมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ๆ มากขึ้น

 

สภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน(อนาคต): สถานการณ์น้ำมัน น้ำมันดิบราคา ๙๗-๑๐๐ ดอลล่าร์สหรัฐฯ/บาเรล, น้ำมันดีเซล ๑๐๐ ดอลล่าร์สหรัฐฯ/บาเรล และน้ำมันดีเซล ๓๐ บาท/ลิตร โดยการเก็งกำไรกับ “กลุ่มกองทุนเก็งกำไรต่างชาติ-Hedge Fund” มีการกักตุนน้ำมัน-เก็งกำไรราคาน้ำมัน และตลาดหุ้น-ตลาดทุน  ตลาดหุ้น-ตลาดทุนมีดัชนีหลักทรัพย์ ๘๒๐-๘๕๐ โดยมีสภ่าวะเศรษฐกิจโกล(จีน ญี่ปุ่น สหรัฐ สหภาพยุโรป) ก็ส่งผลกระทบต่อไทยทั้งสิ้น โดยมีเงื่อนไขหนุนเสริมการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในหลายลักษณะทั้งการค้าเสรี (FTA) และจีเอสพี (สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร)

 

ดังนั้นการวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ต้องพิจารณาตัวแปร(ปัจจัย) ตัวละคร(ผู้เล่น) และสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ดังนั้นการเมืองไม่มีการปฏิรูปใดๆ นอกจากเงื่อนไข กติกา และการกลั่นกรองเท่านั้น  การเมืองเป็นลักษณะของนอมินีเท่านั้น

 

สถาบันพระมหากษัตริย์กับสังคมไทย[๗]

 

ขอบเขตเนื้อหา:ความหมายของคำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์และความผูกพันต่อสังคมไทย ประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ไทยในการรวบรวมคนไทยให้เป็นปึกแผ่น การสร้างชาติและการนำพาประเทศชาติให้พ้นภัยและวิกฤติการณ์ที่ผ่านมา และประโยชน์ที่คนไทย ประเทศไทยได้รับในปัจจุบันจากพระมหากรุณาธิคุณอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการปกครอง การเมือง สังคม เศรษฐกิจ การต่างประเทศ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม ซึ่งเพิ่มพูนความมั่นคงให้แก่ชาติ อาทิ แนวพระราชดำริในเรื่องการเอาชนะความยากจนและความแห้งแล้ง โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้น  คำนำแนะที่จะให้แก่ผู้เข้ารับการปฐมนิเทศสามารถอธิบายและชี้แจงความสำคัญของพระมหากษัตริย์ไทยทั้งในด้านพระอัจฉริยะภาพ พระราชกรณียกิจ และอื่นๆ ที่ประชาชาติไทยเทิดทูนว่า ทรงเป็นศูนย์รวมของคนไทย เป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งชาติ และทรงเป็นเอกลักษณ์ของชาติอย่างแท้จริง

 

“ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร”(พระราชนิพนธ์ในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖) สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ยั่งยืน โดยการดำรงความเป็นชาติ เอกลักษณ์ของชาติ และความเป็นปึกแผ่นทางสังคม โดยในความเป็นชาติ ประกอบด้วย การมีจริยธรรม บุพการี และคุณความดี ซึ่งมีการศึกษา ซึ่งประกอบด้วยครูอาจารย์ และความรู้ความสามารถเป็นเบ้าหลักหล่อหลอม

 

“จงยืนหยัดอยู่ได้ ด้วยใจกล้า อย่าให้ผู้ใดมาลบล้างมโนสำนึกประการนี้ไปจากคนไทย” การเปลี่ยนแปลงคำเรียก “สยาม” เป็น “ไทย” ทำให้เกิดการหลอมรวม หรือลบล้างความหลากหลายในประเทศชาติ แต่ต้องรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน (Modest and humble) ในการดำเนินชีวิต การสร้างความสามารถเฉพาะตัวในการดำเนินการแม้ว่าจะมีงบประมาณไม่มากนัก (Small and Beautiful)

 

 

เอกลักษณ์และวัฒนธรรมของชาติ[๘]

 

ขอบเขตเนื้อหา: การทำความเข้าใจ “เอกลักษณ์ของชาติ” คือ ลักษณะที่ดีเด่นและเกื้อกูลกันของสถาบันหลักอันสำคัญของสังคมไทยทำให้คนไทยมีคุณลักษณะเฉพาะแตกต่างไปจากสังคมอื่น อันได้แก่ สถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และวิถีทางในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขความเข้าใจในเรื่องเอกลักษณ์ วัฒนธรรม ศิลปะ ขนบธรรมเนียมประเพณี เหตุผลและความจำเป็นในการกระตุ้นจิตสำนึกเพื่อปลูกฝังและเสริมสร้างแนวคิดในเรื่อง “เอกลักษณ์ของชาติ” ให้แก่คนในชาติและสามารถอธิบายต่อไปได้ โดยสรุปเนื้อดังนี้

 

ประเทศไทยสถาปนาเป็นรัฐอธิปไตยมานานกว่า ๗๖๐ ปี โดยมีสัญลักษณ์ปัจจุบันคือ ธงไตรรงค์ (สามสี) ซึ่งประกอบด้วยสีแดง(หมายถึงสถาบันชาติ) ขาว(หมายถึงสถาบันศาสนา) และน้ำเงิน(หมายถึงสถาบันกษัตริย์) ทั้งนี้โดยความหมายพื้นฐานแล้ว เอกลักษณ์ของชาติทับซ้อนกับวัฒนธรรม(ในบางส่วน) โดยความหมายของเอกลักษณ์ครอบคลุมกว้างกว่าความหมายของวัฒนธรรม

 

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสภาให้ความหมายวัฒนธรรม คือ สิ่งที่ทำความเจริญงอกงามให้หมู่คณะ ซึ่งหมายรวมถึงการดำเนินวิถีชีวิตทั่วไป  ในขณะที่เอกลักษณ์ของชาติ) คือ ลักษณะที่เหมือนกัน/ร่วมกันลักษณะที่เด่นรวมกันของชาติ ทำให้มีความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง (อาทิ เอกลักษณ์ของคนไทย)  โดยความหมายที่กำหนดร่วมกันว่า “เอกลักษณ์ของชาติ หมายถึง ลักษณะที่แสดงถึงความเด่นและดีงามเฉพาะที่ร่วมกันของชาติเกี่ยวกับประชาชนในรัฐที่มีลักษณะจำเพาะแบบประเทศไทย มีประชากรที่มีความหลากหลาย มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง และมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ”

 

ลักษณะจำเพาะของประเทศไทย(ศักยภาพของชาติ) คือ (๑) เป็นที่ตั้งของจุดเชื่อมโยง/จุดศูนย์กลาง(hub)ของทวีปเอเชีย (๒) มีทรัพยากรธรรมชาติ มีภูมิประเทศที่สวยงาม และดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ (๓) ประชากรมีความรู้ ความสามารถ และประสบความสำเร็จได้ในหลากหลายสาขา (๔) มีสถาบันศาสนาที่หล่อหลอมเป็นคุณธรรม ซึ่งประชากรมีสิทธิและเสรีภาพเต็มที่ในการเลือกนับถือศาสนาใดๆ ก็ได้ คุณค่าของศาสนาต่างๆ ก็คือ ความสามัคคี โดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์พระอุปถัมภก (๕) การมีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ปกครองแบบทศพิธราชธรรมระยะเวลานานกว่า ๗๐๐ ปี  ในส่วนของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขโดยมีระยะเวลานานกว่า ๗๕ ปี(หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๔๗๕ ซึ่งต่อมาก็มีรัฐธรรมนูญฉบับแรกในวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕)

 

โดยสรุปแล้ว เอกลักษณ์ของชาติมีความสำคัญ คือ การเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างความสามัคคีและความสมานฉันท์ของคนในชาติ เป็นทุนและพลังขับเคลื่อนในการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต(๔ เสาหลัก) โดยมีหลักการและแนวคิดในการดำเนินการด้านเอกลักษณ์ของชาติ คือ การเคารพความหลากหลาย(การสร้างการอยู่ร่วมกันได้) การพัฒนาอย่างเป็นองค์รวม(การเชื่อมโยงบูรณาการดีขึ้น พร้อมๆ กันทั้งสังคมในทุกๆ ด้าน)

 

มรดกของชาติ[๙]

 

ขอบเขตเนื้อหา: การทราบและสำนึกถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมอันแสดงถึงอารยธรรม จริยธรรม วิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชนในชาติซึ่งเป็นเครื่องวัดความเป็นอารยะ และบ่งชี้ลักษณะของความเป็นไทย ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชาติ คำแนะนำที่จะให้รู้จักหวงแหนทำนุบำรุงสงวนรักษามรดกของชาติเหล่านี้ให้คงไว้สืบไป ตลอดจนคำแนะนำที่จะให้ผู้เข้ารับการปฐมนิเทศนำไปเผยแพร่ถึงอารยธรรมของชาติได้ โดยสรุปดังนี้

 

ภาพรวมของมรดกโลกพบอยู่ใน ๑๓๘ ประเทศทั่วโลก(จาก ๑๔๑ ประเทศบนแผนที่โลก) ซึ่งในที่นี้หมายรวมถึง มรดกทั้งทางธรรมชาติและทางวัฒนธรรม โดยมรดกทางวัฒนธรรมมีสัดส่วนมากกว่ามรดกทางธรรมชาติ ในส่วนของประเทศไทย มรดกของชาติมีความหมายครอบคลุมไปถึงวัฒนธรรม ภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมา โดยมีการจัดทำรวบรวม ๑๐๐ อย่างมรดกไทย ซึ่งรวบรวมอัตลักษณ์ต่างๆ แบบไทยเป็นเอกลักษณ์ไทย อาทิ การยิ้มและไหว้แบบไทย อาหารไทย การประดับตกแต่งอาหารแบบไทย ผลไม้ไทย โบราณสถาน โบราณวัตถุ เป็นต้น

 

โดยเทคนิคของการทำความเข้าใจเกี่ยวกับมรดกของชาติ ก็คือ “การให้” โดยยิ่งเป็นผู้ให้ความสุขก็ย่อมได้รับความสุขจากการให้กลับมา กระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาให้สมบูรณ์แบบจะต้องมี 3H(Head, Heart and Hands) ส่วนการควบคุมตัวให้เป็นคนดีจะดำเนินการผ่าน WATCH (Word, Action, Thought, Character and Heart) การดำเนินการเพื่อเผยแพร่ลักษณะที่ดีของความเป็นไทย จะต้องทำให้เห็นลักษณะที่ดีของบุคคลนั้นๆ ก่อน หลังจากนั้นจึงจะทำให้เกิดการยอมรับ นับถือ ความศรัทธาในตัวผู้นำได้ ดังนั้นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพก็คือ การสร้างการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ โดยพยายาม “ให้ธรรมะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมิใช่ภาระ” ใช้หลักสูตรผ้าขี้ริ้ว (การใช้(รักษา)ศีลให้เหมือนกับการใช้(รักษา)ผ้าขี้ริ้ว) เพื่อเน้นการสร้างพฤติกรรม การอ่อนน้อมถ่อมตน การสร้างสมาธิในการใช้ชีวิต

 

ในพระพุทธศาสนาถือว่า ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือชีวิต หรือการเรียนรู้ในวิถีชีวิต ความรู้ คือ การสร้าง ดังนั้นการศึกษาที่ถูกต้องคือ การใช้ชีวิตที่เป็น และสามารถสร้าง หรือแสวงหาความรู้ต่างๆ ได้โดยตนเอง  พระพุทธเจ้าเลือกยุทธศาสตร์การขจัดทุกข์ นำไปสู่ปัญญาและการอยู่ร่วมกัน ในขณะที่ฝรั่งเลือกยุทธศาสตร์การสร้างสุข นำไปสู่กิเลสตัณหา การแย่งชิง และการทำลาย

 

ที่ผ่านมาเราถูกทำให้ขาดความมั่นใจในชาติ เนื่องจากการครอบงำกว่า ๑๐๐ ปีที่ผ่านมาจากฝรั่งทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางการศึกษา วิชาการ วัฒนธรรม และการสื่อสาร ทำให้เราต้องอยู่ในวงจรที่ต้อง “ซื้อ-หา”โดยตลอด ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้จริง การศึกษาที่ออกแบบมาจากส่วนกลางอย่างเดียว ทำให้เกิดการพัฒนาไม่เท่าเทียมกัน และการกดทับทางความรู้ต่างๆ

 

การสร้างวงจรการเรียนรู้ที่ดีเหมาะสมอาจจะเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องคิดร่วมกัน ดังตัวอย่างเช่น (๑) การอำนวยการให้เกิดพื้นที่การสร้างความรู้ ตัวอย่างเช่น การพัฒนาของ YouTube ในการจัดทำพื้นที่ของการสร้างการเรียนรู้แบบไม่รู้จบ (many to many learning space) โดยการจัดสร้างโครงสร้างการจัดการกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม (๒) การใช้ระบบการสร้างความดีที่สร้างสรรค์ (Meraki) ซึ่งเป็นการใช้ตัวชี้วัด “ความดี” ในการสร้างสรรค์ความดีต่อไป (มีตัวอย่างที่ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกาแล้ว) (๓) การแก้ไขปัญหาต่างๆ จะต้องมองให้เห็นทั้งระบบ ไม่สามารถแก้ไขได้เป็นชิ้นๆ (System Dynamics Approach) (๔) การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ทางปัญญา(Intellectual Property) (๕) การทำระบบ TLO (เพื่อพัฒนาลิขสิทธิ์ทางปัญญา) และ (๖) การสร้างระบบลิขสิทธิ์ และกรรมสิทธิ์ในงานต่างๆ (๖) การสร้าง People Networking (๗) การสร้างหลักสูตร Cultural Management Program (การจัดการทางวัฒนธรรม) (๗) IQ80 (๘) Chicken Food (๙) 5/17 MOE (๑๐) Constructivism และ (๑๑) Taiwan-Tajern (๑๒) National Library(archive) (๑๓) Best Coffee and V&A Museum (๑๔) 24-7 (๑๕) One Stop Service (๑๖) Zoo in Japan (๑๗) Art Inspiration (๑๘) 5000:1 (๑๙) Music (๒๐) Movie (๒๑) Mobile (๒๒) Animation (๒๓) Tawan 365 days (๒๔) Phuket as Knowledge city (๒๕) Farm Chockchai (๒๖) Thinkatorn (๒๗) Think Market (๒๘) MIT (๒๙) Japan-packaging+culture (๓๐) Korea-Game and Entertainment (๓๑) Technical and Process (๓๒) การปฏิบัติและการสร้างสรรค์ โดยมองที่วิสัยทัศน์เป็นหลักมากกว่าปัญหา โดยมองเรื่องความพอเพียงแล้วเริ่มต้น และสร้าง inspiration + training + connecting + creating โดยยึดหลักคุณธรรม(คุณจะต้องทำด้วย) เป็นต้น

 

มารยาทไทยในสังคมต่างประเทศ

 

ขอบเขตเนื้อหา: การทราบและเข้าใจคุณค่าของขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคมไทย ความเป็นผู้มีกริยามารยาทงดงาม รู้จักกาลเทศะ ความอ่อนน้อม อ่อนหวาน และความมีคุณสมบัติผู้ดีของคนไทย  ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่มีอารยธรรมและศิลปวัฒนธรรมมาช้านาน  และเป็นความภาคภูมิใจของคนในชาติ การนำเอามารยาทไทยไปผสมผสานใช้กับสังคมต่างประเทศอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาวการณ์อันจะก่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อคนไทยและชาติไทยโดยส่วนรวมและรวมถึงข้อยกเว้นหรือข้อไม่พึงปฏิบัติเมื่ออยู่ในสังคมต่างประเทศ  ตลอดจนคำแนะนำให้ทราบถึงการไม่ละทิ้งขนบธรรมเนียม ประเพณีไทย แล้วรับปฏิบัติตามสังคมโลกโดยสิ้นเชิงด้วยความเข้าใจว่าเป็นเรื่องล้าหลังไม่ทันสมัย

 

ความรู้เรื่องเกี่ยวกับศาสนาในประเทศไทยและการทำสมาธิ

 

ขอบเขตเนื้อหา: การให้ความรู้ในภาพรวมเกี่ยวกับศาสนาต่างๆ คุณลักษณะที่เหมือนกันของหลักธรรมคำสอน องค์ประกอบแห่งศีล สมาธิ ปัญญา และความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องของสมาธิ โดยเน้นให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข

 

ต้นคิดมหาวิทยาลัยพุทธศาสนาแห่งโลกตั้งขึ้นในปี ๒๕๒๘ โดยเริ่มจากกลุ่มนักคิดในประเทศอินเดีย โดยพยายามให้บริหารงานโดย องค์การพุทธศาสนาสัมพันธ์ของโลก โดยการร่วมประชุมในหลายๆ ประเทศ โดยในส่วนของประเทศไทยนำเสนอเหตุผลว่า “มีประชากรร้อยละ ๘๐ เป็นพุทธ, องค์พระประมุขแห่งชาติตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบันเป็นพุทธมามกะ, มีวัดประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าวัด และพระภิกษุสงฆ์อีกจำนวนมาก”

 

สมาธิเป็นการสร้างระเบียบการบริหารจัดการภายในตัวของเราเอง (จิตใจของเราเอง) โดยมีคำเรียกในหลายลักษณะ

 

การท่องเที่ยวไทย[๑๐]

 

ขอบเขตเนื้อหา: การเรียนรู้เกี่ยวกับแนวนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย  ลักษณะเอกลักษณ์ทางธรรมชาติและสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ความน่าสนใจ ความสะดวกสบาย สนุกสนาม ประทับใจ ความรู้ ความปลอดภัย และความคุ้มค่าในการท่องเที่ยวนั้น ตลอดจนเรื่องอาหารและสินค้า การจัดการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในเชิงอนุรักษ์ ข้อพึงปฏิบัติ ข้อห้าม ข้อยกเว้น และคุณลักษณะของนักท่องเที่ยวที่ดีเทคนิคและวิธีการชักชวนนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ  การวิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และผลกระทบจากการท่องเที่ยวและแนวทางการแก้ไขคำแนะนำถึงกำหนดการท่องเที่ยวในรอบปีตามโอกาสแห่งฤดูกาล เพื่อให้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

 

ประเด็นหลักในการนำเสนอคือ ความสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การทำงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และสถานการณ์การท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต  โดยสรุป คือ ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยว(ทั้งภายในและระหว่างประเทศ)ร้อยละ ๘ ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมทั้งประเทศ(ปี ๒๕๔๗) โดยก่อให้เกิดการสร้างงาน การสร้างอาชีพทั้งทางตรงและทางอ้อม ๑.๗ ล้านคน (ปี ๒๕๔๗) ซึ่งถือว่าเป็นรายได้หลักอันดับสูงสุดของประเทศในปี ๒๕๔๗(๓๘๔,๓๖๐ ล้านบาท) โดยนำชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฟฟ้า แผงวงจรไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสิ่งทอ  ทั้งนี้มีการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยทำหน้าที่หลักในการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศ โดยเดิมคือ องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (๒๕๐๒-๒๕๒๒) และกลายเป็นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) ตั้งแต่ปี ๒๕๒๒ หลังจากนั้นปี ๒๕๔๕ จึงเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงท่องเที่ยวและการก๊ฬา โดยมุ่งเน้นด้านการตลาด และการส่งเสริมการท่องเที่ยว (ตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๔๕) โดยมีวันคล้ายวันก่อตั้งคือ ๑๘ มีนาคม ของทุกๆ ปี  ปัจจุบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (เดิมคือองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว) มีอายุ ๔๘ ปี(ข้อมูลปี ๒๕๕๑) บทบาทที่ผ่านมาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจการท่องเที่ยวในภูมิภาค อาทิ Visit Thailand and Amazing Thailandโดยโครงสร้างการทำงานของ ททท. มีผู้บริหารสูงสุด คือ ผู้ว่าการ มีสำนักงานที่ต่างประเทศ ๒๑ แห่ง โดยมีที่ญี่ปุ่น, เกาหลี,จีน,อินเดีย,สิงค์โปร์, ออสเตรเลีย อังกฤษ โรม เยอรมัน รัสเซีย สต็อคโฮมส์ ดูไบ อเมริกา โดยมีระยะเวลาการหมุนเวียนบุคลากรทุกๆ ๔ ปี  ในส่วนของสำนักงานภายในประเทศแบ่งออกเป็น ๒๒ สำนัก โดยหนึ่งจุดให้บริการจะดูแลในหลายพื้นที่

 

โดยเป้าหมายและวิสัยทัศน์ คือ การเป็นแหล่งท่องเที่ยวมีคุณภาพ หลากหลาย รองรับกลุ่มเป้าหมายได้ในหลายประเภท โดยปัจจุบันมีเป้าหมาย ๙๐ ล้านคน/ครั้ง และมีรายได้ประมาณ ๓ แสนล้านบาทสำหรับรายได้จากนักท่องเที่ยวภายในประเทศ และในกรณีของนักท่องเที่ยวต่างประเทศ มีรายได้ประมาณ ๑ ล้านล้านบาทจากนักท่องเที่ยว ๑๔.๘ ล้านคน โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นทั้งนักท่องเที่ยวทั่วไป (อาทิ ครอบครัว สตรี บริษัท ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ expats) และกลุ่มความสนใจพิเศษ (อาทิ กอล์ฟ ดำน้ำ สุขภาพ ฮันนีมูน ศาสนา การศึกษา การท่องเที่ยวทางน้ำ/Yatch and Marina)  นอกจากนั้นยังมีแนวโน้นที่จะส่งเสริมประเทศให้เป็น Tourism Hub ด้านอื่นๆ (บริการทางสาธารณสุข แบบ Thai Hospitality)

 

โดยปัจจุบันนโยบาย หรือแนวน้าในการสร้างความสุขผ่านทางสินค้าทางการท่องเที่ยว (7 Amazing Products) ในปี ๒๕๕๑ โดยเน้น (๑) วิถีไทยหัวใจแผ่นดิน(Thai-ness: experience the art of Thai living) (๒) มรดกแห่งแผ่นดิน(Treasures: explore the treasures of the Thai kingdom) (๓) หลากหลายทะเลไทย(Beach: embrace the sun, surf and serenity of Thai beach) (๔) ชีวิตร่วมสมัย ความสุขใจที่แตกต่าง (Trends: excite yourself with a myriad Thai trends) (๕) รักษ์ ห่วงใย ใส่ใจธรรมชาติ (Nature: encounter the sheer beauty of Thai nature) (๖) สุขภาพนิยม (Health&Wellness: elevate your senses with Thai health and wellness) (๗) เทศกาลความสุข สีสันหรรษา (Festivities: enchant yourself with year-round Thai festivities)

 

ในส่วนของจังหวัดภูเก็ต ในปี ๒๕๔๙ มีนักท่องเที่ยวประมาณ ๔,๔๙๙,๓๒๔ คน โดยเรียงจากมากไปน้อย คือ ออสเตรเลีย(โดยมีเหตุผลคือ การหลบภัยหนาว ที่ออสเตรเลียโดยภูมิประเทศมีเกาะบัง เที่ยววัฒนธรรมคนไทย กลัวความไม่ปลอดภัยที่บาหลี) อังกฤษ สิงค์โปร์ เกาหลี ญี่ปุ่น อื่นๆ โดยในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวมีสายการบินมาภูเก็ต ๕๖๓ เที่ยวบิน/สัปดาห์ โดยเป็นภายในประเทศ ๒๗๐ เที่ยวบิน และต่างประเทศ ๒๙๓ เที่ยวบิน ซึ่งมีทั้งที่เป็นเที่ยวบินตรงจากประเทศต่างๆ และที่มาจากส่วนกลางของกรุงเทพฯ ด้วย การสำรวจปี ๒๕๔๙ มีห้องพักโรงแรมประมาณ ๓๔,๒๙๗ ห้อง(เฉพาะในโรงแรม ๕๗๐ แห่ง) โดยในปีหลังๆ ก็มีโรงแรมสร้างเพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก

 

ปัจจุบัน ภูเก็ตมีปัญหาที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวทั้งการหลอกลวง การเอารัด เอาเปรียบ ต้นตุ๋นนักท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ การจราจรที่แออัดคับคั่งมากยิ่งขึ้น การขาดแคลนบริการการขนส่งสาธารณะ การบุกรุกทำลายป่า ทำลายสิ่งแวดล้อม บุกรุกภูเขา ป่าสงวน ปัญหาการให้บริการที่ท่าอากาศยาน ขยะและสิ่งปฏิกูลล้นเมือง การขาดแคลนน้ำจืดที่สะอาด ปัญหาด้านสาธารณะสุข โดยเฉพาะโรคต่างๆ ที่แรงงานชาวพม่าเป็นพาหนะนำโรค (อาทิ โรคเท้าช้าง โรควัณโรค ฯลฯ) การขาดแคลนบุคลากรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

 

ศิลปะของงานวิเทศสัมพันธ์[๑๑]

 

ขอบเขตเนื้อหา: เป็นการแนะนำให้ทราบถึงเทคนิค ขั้นตอน และวิธีการต่างๆ ในการประสานงานและการติดต่อต้อนรับชาวต่างประเทศที่เกิดทางไปยังประเทศไทย การวางแผนโครงการและกำหนดกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจอันดีระหว่างกันขณะพำนักอยู่ในประเทศไทย โดยสามารถอธิบายพื้นฐานเกี่ยวกับประเทศไทยด้านต่างๆ ได้และสอดแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี และเรื่องที่ควรทราบเกี่ยวกับเอกลักษณ์ของชาติในกิจกรรมต่างๆ ที่ชาวต่างประเทศสมควรได้รับทราบข้อมูลความรู้ที่ถูกต้องเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและความรู้สึกที่ดีต่อคนไทย รัฐบาลไทย และประเทศไทย

 

วิทยากรพยายามสร้างกระบวนการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมโดยการตั้งวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ร่วมกัน คือ การสร้างบทเรียนผ่านประสบการณ์ โดยภาพลักษณ์ของงานวิเทศถูกมองว่าเป็นเรื่องของภาษาต่างประเทศ และให้บริการแบบไม่มีขอบเขต ซึ่งต้องหนุนหลังให้ผู้บริหารองค์กรสามารถใช้ภาษาต่างประเทศในการทำงานได้เป็นอย่างดี การทำงานแบบไม่มีที่สิ้นสุด ในรูปแบบหลากหลาย การทำงานวิเทศต้องมีทั้งเนื้อหาและความสามารถทางภาษา โดยกระบวนการทำงานต้องเริ่มจากการเตรียมการ การวางแผน การประสานงาน การเชื่อมโยงการปฏิบัติงานให้ครบวงจร และต้องมีความเข้าใจกับลักษณะของ “บุคคล” และ “วัฒนธรรม” ที่เกี่ยวข้อง

 

ลักษณะของงานวิเทศ คือ (๑) การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า/ พลิกสถานการณ์ต่างๆ (๒) การวางแผนป้องกันมิให้เกิดสภาพปัญหาซ้ำๆ ขึ้นจากเหตุผลเดิมๆ (๓) การป้องกันมิให้เกิดปัญหา/สถานการณ์ที่อาจจะทำให้เกิดปัญหา (ประเมินหาจุดติดตั้งที่เหมาะสม และติดเครื่องมือทำงาน) (๔) การป้องกันปัญหาโดยระบบ (๕) การจัดหาเครื่องมือหรือระบบในการป้องกันปัญหานั้นๆ  ดังนั้นการทำงานวิเทศต้องไร้ขอบเขตในการทำงาน

 

การจัดการด้านวิเทศต้อง (๑) เตรียมตัวตลอดเวลา (๒) การทำความเข้าใจโจทย์ที่ชัดเจน (๓) การเตรียมการบุคลากรที่เกี่ยวข้อง (โดยเฉพาะผู้บริหารองค์กร) (๓) การศึกษา และรับรู้เรื่องราวต่างๆ (๔) การเพิ่มความรู้จากการฟัง และสังเกตความสนใจของต่างชาติ (๕) ตั้งรับให้ความรักกับคน โดยมีใบหน้ายิ้มแย้ม ชอบพบปะผู้คน สื่อสารภาษาได้ดีทั้งภาษาไทย/กาษาต่างประเทศ มีหัวใจให้บริการแบบไทยด้วยใจ (๖) รู้ให้เท่าทันสังคมต่างประเทศ ทั้งเรื่องภาษา วัฒนธรรม การช่างสังเกตต่อความแตกต่าง และการสนุกกับการได้ปรับตัวได้อย่างสมดุล โดยจะต้องจำไว้เสมอว่า “วิเทศ คือ หน้าตา และปัญญาของประเทศ”

 

การจัดทำแผนอย่างเป็นระบบ/ครบวงจร การเตรียมและการต้อนรับจะต้อง (๑) มีแม่งาน รู้ภาพรวม พร้อมออกคำสั่ง (๒) การสื่อสารให้รู้ภาพรวมร่วมกัน (๓) การอุดช่องโหว่ คิดให้รอบคอบ และเชื่อมให้ทัน (๔) การลองคิดใหม่ๆ สร้างกิจกรรมที่สร้างความประทับใจ มีตัวอย่างเช่น

 

วันที่

งาน/กิจกรรม

deadline

ผู้รับผิดชอบ

หมายเหตุ

 

 

 

 

 

 

การสร้างความประทับใจ จะทำได้จากการเข้าใจภาษา/วัฒนธรรมผู้มาเยือน  การดูแลแม้เรื่องเล็กๆ และการทำให้รู้จักไทยอย่างแนบเนียน  และพยายามสร้างสรรค์ส่งใหม่ๆ ด้วย นอกจากนั้นยังต้องคิดให้ต่างอย่างคึกคัก (อาทิ เลือกสถานที่ วางแผนกิจกรรมที่น่าประทับใจ และการจัดให้เหมาะกับฐานะ)

 

นอกจากนั้นจะต้องมีการเตรียมการกรณีที่เกิดปัญหาต่างๆ ไว้บ้าง หากเตรียมการทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว ในช่วงการจัดงานก็เตรียมการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ทั้งนี้เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ก็ให้คำนึงถึงตัวแปร ปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะเริ่มทำงานให้ซักซ้อม สื่อสารกันให้ดี การปฏิบัติงานในแต่ละวันก็ประชุม แลกเปลี่ยนสถานการณ์ และพยายามหาทางในการแก้ไขปัญหา และหลังจากเสร็จงานก็สรุปงานเพื่อสร้างระบบการทำงานที่ชัดเจน  ทบทวนความสำเร็จ ล้มเหลว ความประทับใจ จุดผิดพลาด จุดที่น่าประทับใจ  การปฏิบัติงานของวิเทศเน้นการมีใจบริการ สาธารณะ โดยไปไหนต้องเรื่องไม่มาก และยินดีร่วมมือด้วยดีโดยเร็ว  ทั้งนี้ให้พึงระลึกไว้เสมอว่า ข้อเด่นของวิเทศ คือ (๑) การรู้เรื่องแนวโน้มต่างๆ ในสังคมโลกก่อนบุคคลอื่นๆ เนื่องจากสามารถสื่อสารภาษาต่างประเทศได้ และ (๒) การมีประสบการณ์ ได้สัมผัสข้อมูล หรือระดับของข้อมูลในเชิงนโยบาย และมีโอกาสได้เพิ่มเติม “เนื้อหาสาระ” มากกว่าบุคคลอื่นๆ

 

การต่างประเทศ[๑๒]

 

ขอบเขตเนื้อหา: สภาวะของไทยในปัจจุบันในภาพรวมทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา และความมั่นคงด้านต่างๆ ปัญหาการต่างประเทศที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเมือง สังคม และเศรษฐกิจของไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ผลประโยชน์ และแนวนโยบายด้านการต่างประเทศของไทยในระดับชาติ การดำเนินการตามนโยบายการต่างประเทศของส่วนราชการต่างๆ และภาคเอกชน เพื่อให้เกิดผลดีและความมั่นคงด้านต่างๆ ทุกด้าน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ

 

ความหมายของการต่างประเทศ ก็คือ การทำความเข้าใจกาลเทศะในเรื่องการทูต และการต่างประเทศ โดยมียุทธศาสตร์/ยุทธวิธีในการปฏิบัติต่างๆ กันออกไป  ซึ่งโดยทั่วไปต้องมีการประเมินสถานการณ์ ผู้ที่เกี่ยวข้องในลักษณะต่างๆ แล้วหายุทธวิธีในการปฏิบัติที่ทำให้บรรลุ/ได้มาซึ่งความต้องการ  ซึ่งต้องเคารพต่อกฎกติกาที่กำหนดไว้ร่วมกัน (อาทิ กฎหมายระหว่างประเทศ และอื่นๆ) นี่คือภาพของ “การต่างประเทศ”

 

ลักษณะของความเป็นประเทศก็คือ มีการกำหนดกฎเกณฑ์ใหญ่ๆ (อาทิ รัฐธรรมนูญ) และกฎเกณฑ์ย่อยๆ(อาทิ กฎหมายอาญา) การดำเนินการในระดับปฏิบัติก็จะมีกลไกต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งข้าราชการ หรือผู้มีหน้าที่ปฏิบัติโดยตรง และเป็นกลไกในภาพรวมมากยิ่งขึ้น  โดยลักษณะของประเทศต่างๆ มีความแตกต่าง และลักษณะจำเพาะดังกล่าว เมื่อมีการกำหนดลักษณะต่างๆ ในการอยู่ หรือการใช้ชีวิตในความสัมพันธ์ร่วมกันก็มีการสร้างกฎกติกาหรือการเข้าพรรคเข้าพวกมาอยู่ร่วมกัน  โดยอยู่บนฐานของการต่อรองให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ตามความต้องการ

 

การที่มีความรู้ในหลายๆ เรื่อง ติดตามสถานการณ์โดยตลอด และพยายามทำความเข้าใจซึ่งเป็นลักษณะธรรมชาติของงานวิเทศ เนื่องจากมีโอกาสสัมผัสกับเหตุการณ์ต่างๆ โดยตลอดก่อนคนอื่นๆ ทำให้สามารถประเมิน วิเคราะห์ลักษณะของสถานการณ์และการดำเนินการต่างๆ แต่ก็ต้องพึงระมัดระวังในความจริงที่รู้(มาก่อนคนอื่นๆ) ว่า “เป็นเพียงความจริงบางส่วนเท่านั้น หรือความจริงทั้งหมด”(กรณีของการออกอากาศของ CNN หรือกรณีที่สื่อในประเทศมักออกเรื่องราวของเมืองหลวงของประเทศเท่านั้น)

 

การพยายามเท่าทันในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันทันด่วนภายใต้กระแสโลกาภิวัฒน์จะต้องทำความเข้าใจลักษณะ/เอกลักษณ์ของตนเองให้ชัด มิเช่นนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงไปแบบไม่หยุดหย่อน การดำเนินการการเมืองระหว่างประเทศที่ผ่านมามีการสร้างมาตรฐาน/มาตรการต่างๆ ในการดำเนินการ ทั้งเรื่องแนวคิดสิทธิมนุษยชน การรวมกลุ่มของประเทศตามภูมิศาสตร์ การแพร่กระจายของความกลัวในวงกว้าง(จากเหตุการณ์การก่อการร้าย-Terrorism) หรือแม้แต่การเริ่มตรวจสอบลักษณะของการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ในการดำเนินการ (อาทิ การมีอาวุธนิวเคลียร์) นอกจากนั้นยังต้องคิดถึงทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ (โดยเฉพาะเชื้อเพลิง) การบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย การจัดการด้านสังคม อาชญากรรมข้ามชาติ (อาทิ การค้ามนุษย์, Cyber Crime, อื่นๆ)  การเปลี่ยนแปลงของความสัมพันธ์เหล่านี้ ทำให้การต่างประเทศต้องทบทวน ประเมินผล และวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ใหม่ๆ ในการดำเนินการ โดยจัดลำดับความสำคัญ/ความเหมาะสมของกิจกรรมที่จะดำเนินการ อาทิ การทำความร่วมมือระหว่างประเทศในลักษณะการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การลดกำแพงภาษี การลดช่องว่างการพัฒนาระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน (Prospered by neighbor) การป้องกันอาชญากรรมระหว่างประเทศ โดยมีกรอบความร่วมมือในหลายๆ มิติ (โดยพิจารณาตามแต่ผลประโยชน์ที่ต้องการของประเทศ แล้วก็เลือกที่จะสร้างความสัมพันธ์) ตัวอย่างเช่น ASEAN Mechanism (ซึ่งตั้งขึ้นจาก Political View มากกว่า)

 

หลังจากนั้นวงความสัมพันธ์ก็ขยายใหญ่ไปเรื่อยๆ ทั้งวงของทวิภาคี ไตรภาคี หรือพหุภาคี ซึ่งก็หมายถึงสหประชาชาติ ซึ่งโดยทั่วไปก็มีความพยายามสานเครือข่าย การทำข้อตกลง หรือข้อห้ามต่างๆ ให้สอดคล้องกัน ท่าทีทางการทูตและการต่างประเทศจึงเกิดขึ้น การดำเนินการจะต้องหามาตรการที่ทำให้ได้ซึ่งกันและกัน (Non zero, some gain) การต่างประเทศจึงมีหัวใจหลักคือ การรักษา และส่งเสริมผลประโยชน์ของประเทศบนพื้นฐานการรักษาและส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย

 

การดำเนินการด้านต่างประเทศ ต้องใส่ใจรายละเอียดในการดำเนินการ โดยพิจารณาทั้งความแตกต่างทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม

 

ปัญหาที่ชาวต่างประเทศสนใจ[๑๓]

 

ขอบเขตเนื้อหา: เป็นการระดมความเห็น คำถาม และประสบการณ์ทั้งจากผู้เข้าร่วม และวิทยากร

 

ประเด็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ในกรณีของเขาวิหาร ในเชิงประวัติศาสตร์ คดีความ การเมืองระหว่างประเทศระหว่างกัมพูชา และไทย เป็นการแสดงออกในลักษณะของการเมืองในเวทีโลกมากกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (หมายถึง การแสดงออกของอำนาจอธิปไตยในลักษณะของประเทศชาติ มิใช่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล)  การวิพากษ์วิจารณ์ในเวทีโลกเป็นเพียงแค่การสร้างศักดิ์ศรีของประเทศเองมากกว่า

 

ในประเด็นการแต่งดำ หรือการไว้ทุกข์สำหรับการเสด็จสู่สวรรคาลัยของสมเด็จฯ พระพี่นางฯ จะใช้การอธิบายได้ว่า In memory of H.R.H. Princess Galyani Vadhana passed away หรือ the Royal Cremation for Galyani Vadhana

 

ต่อคำถามการก้าวสู่ตำแหน่งสำคัญๆ ของคนไทยในองค์การระหว่างประเทศ (อาทิ ดร.ศุภชัย  พาณิชย์ภักดิ์, ดร.สุรินทร์  พิศสุวรรณ) จะนำมาซึ่งการพัฒนาประเทศไทยในลักษณะ (๑) การสร้างภาพลักษณ์ (๒) การประสานประโยชน์ (๓) การเชื่อมโยงศักยภาพ และเครือข่ายทรัพยากรต่างๆ (๔) การเปิดช่องทางการค้าขาย การพัฒนาเศรษฐกิจ การสร้างอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ (bargaining power) นอกจากนั้นในต่างประเทศ(โดยเฉพาะสื่อมวลชน)คงอยากจะรู้จักกับประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

 

ต่อข้อซักถามการเดินทางไปต่างประเทศ จะมีมารยาทหลายอย่างที่ต้องรู้ทั้งการ toast (การยกแก้วเครื่องดื่มขอขอบคุณผู้ที่เกี่ยวข้อง), การทำความเข้าใจกับบุคคลที่จะไปพบ รสนิยมส่วนตัว ของขวัญหากให้เป็นทางการก็มีจำนวนตามสถาบันหรือการทำงานแบบทางการ แต่ของที่ให้โดยส่วนตัวเตรียมการได้ตามใจ   

 

การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน[๑๔]

 

ขอบเขตเนื้อหา: เน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำงานร่วมกัน โดยทำความเข้าใจประสบการณ์การทำงาน และการใช้ชีวิตในต่างประเทศ

 

โดยทั่วไปการทำงาน หรือประสบการณ์การใช้ชีวิตกับต่างประเทศ วัฒนธรรมต่างประเทศไม่เหมือนกัน วิทยากร(พล.อ.จรัล)เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศครั้งแรกปี ๒๕๑๓ โดยทางราชการกำหนดให้เป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการสาบานตนของนายเจียง  ไคเชก  ประธานาธิบดีของไต้หวัน (Presidential Inauguration) โดยตอนนั้นแต่งตัวแบบธรรมดาโดยใส่สูทสีอ่อน (สีที่เป็น formal คือ ดำ, Navy Blue และเทา) และไม่ได้ศึกษาล่วงหน้า ซึ่งต้องแก้ปัญหาสถานการณ์ล่วงหน้า ทั้งนี้คนไทยส่วนใหญ่ยังมีระบบคิด/ชุดความคิด(mindset)ในเรื่องการแสดงออก หรือการพูด(Right to do things or to speak out) นอกจากนั้นยังมีความต่างเรื่องระบบการพึ่งพาตนเองให้ได้ ทั้งในเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรม (fix it yourself)  แต่วัฒนธรรมไทย(ตะวันออก)มีภาวการณ์อดกั้นในการใช้ชีวิตมากกว่าคนตะวันตก ในขณะที่สังคมตะวันตกโดยส่วนใหญ่ยังให้โอกาสในการโต้เถียง/แสดงความคิดเห็นขัดแย้งกัน โดยไม่ติดกับเรื่องอารมณ์ความรู้สึกแต่อย่างใด ในส่วนสถานการณ์ความไม่สงบ(ความรุนแรงภายในประเทศ) ในสายตาของประชาคมโลกเองก็มีความหวาดกลัวในเหตุการณ์ต่างๆ (โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้) ลักษณะการติดต่อสื่อสารต้องใช้ความจริงใจ/จริงจังในการสื่อสารมากยิ่งขึ้น

 



[๑] เรียบเรียง สรุปโดยเอกชัย  ปิ่นแก้ว  กลุ่มงานส่งเสริมสิทธิมนุษยชน สำนักส่งเสริมและประสานงานเครือข่าย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โทร.๐๒๒๑๙ ๒๙๘๐ ต่อ ๕๐๕๖ อีเมล์: ekachai@nhrc.or.th

[๒] แลกเปลี่ยนโดย พลเอกจรัล  กุลละวณิชย์  ประธานอนุกรรมการการจัดปฐมนิเทศด้านเอกลักษณ์ของชาติแก่ผู้เกี่ยวข้องกับงานด้านวิเทศ, วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

[๓] ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากบันทึกขอสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กำเนิดของคำว่า “สยาม” , ประวัติศาสตร์สุโขทัย อยุธยา และอาณานิคมต่างๆ ในพื้นที่ ความเสื่อม การปฏิวัติรัฐประหาร(การผลัดแผ่นดิน, การแย่งอำนาจ)

[๔] แลกเปลี่ยนโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริรัตน์  แอดสกุล  คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

[๕] แลกเปลี่ยนโดยนายนิรันดร์  กัลยาณมิตร  ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

[๖] รองศาสตราจารย์ ดร.ไชยา  ยิ้มวิไล  อนุกรรมการจัดปฐมนิเทศด้านเอกลักษณ์ของชาติแก่ผู้เกี่ยวข้องกับงานด้านวิเทศ, ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

[๗] ม.ล.ปนัดดา  ดิศกุล  อนุกรรมการจัดปฐมนิเทศด้านเอกลักษณ์ของชาติแก่ผู้เกี่ยวข้องกับงานด้านวิเทศ ที่ปรึกษาด้านความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ดำรงราชานุภาพ, ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

[๘] นำการแลกเปลี่ยนโดยนายทินกร  ภูวะปัจฉิม  ผู้อำนวยการสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ

[๙] นำการแลกเปลี่ยนโดย นายชูศักดิ์  วรพิทักษ์, วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

[๑๐] นำการแลกเปลี่ยนโดยนางสาวรัญจวน  ทองรุต  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ เขต ๔ (ภูเก็ต พังงา และกระบี่), ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

[๑๑] พรทิพย์  กาญจนนิยต ผู้อำนวยการมูลนิธิการศึกษาไทย-อเมริกัน(ฟูลไบรท์), ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

[๑๒] ดร.จริย์วัฒน์  สันตะบุตร รองปลัดกระทรวง กระทรวงการต่างประเทศ, ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

[๑๓] นางเยาวลักษณ์  แพ่งสภา, พลเอกเอกชัย  ศรีวิลาศ, ดร.ดุสิต  พัวทัศนานนท์ และ รศ.ดร.ไชยา  ยิ้มวิไล คณะกรรมการจัดปฐมนิเทศด้านเอกลักษณ์ของชาติแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านวิเทศ, ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑

[๑๔] พล.อ.จรัล  กุลละวณิชย์ ประธานอนุกรรมการฯ, ดร.ดุสิต  พัวทัศนานนท์ ที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร(พล.อ.จรัล  กุลละวณิชย์) และ ดร.นิคม  จารุมณี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต, ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 3
นายหมอดี(แท้) วันที่ : 03/03/2008 เวลา : 10.51 น.
http://www.oknation.net/blog/NARKA

ไทยมี57ชาติพันธ์มั๊ง ราวๆนี้
จะสร้างเอกลักษณ์อย่างไร
ต้องไปเอาของหลวงวิจิตรฯมาทำ นั่นน่าจะถูกต้องกว่า มาคิดทำกันใหม่เดี๋ยวหลง
ความคิดเห็นที่ 2
Lyrics วันที่ : 03/03/2008 เวลา : 10.18 น.
http://www.oknation.net/blog/lunla