
พิมพ์หน้านี้
|
ตะลึง! พบผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ(IDPs) รัฐคะเรนนี ประเทศพม่า เพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับหนึ่งของโลก จากรายงานเรื่อง Living Ghosts ของ Burma Issues ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคม 2551 ให้ข้อมูลว่า มากกว่า 1 ใน 4 ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัฐคะเรนนี ภาคตะวันออกของประเทศพม่าได้ถูกรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าบังคับให้โยกย้ายออกจากบ้านของตนเอง ในรอบ 6 ปีที่ผ่านมา มีกองกำลังทหารพม่าเพิ่มขึ้นในรัฐนี้อย่างต่อเนื่อง มีประชาชนคะเรนนีอย่างน้อย 27 % ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายใน (Internally displaced persons-IDPs) ซึ่งมีจำนวนมากกว่าในประเทศซูดาน ยูกันดา อิรัก โคลอมเบีย และคองโก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ จากตัวเลขล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 2550 มีชาวบ้านในรัฐคะเรนนีอย่างน้อย 81,000 คน จากประชากรทั้งหมดในรัฐ 300,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและเด็กมากถึง 56,700-64,800 คน หรือประมาณ 70-80 % ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายใน หรือเทียบได้กับ 27 % ของประชากรในรัฐทั้งหมด ผู้พลัดถิ่นภายในรัฐคะเรนนี แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ (1) ผู้พลัดถิ่นที่ยังหลบซ่อนตัวอยู่ในป่า 10,000 คน (2) ผู้พลัดถิ่นที่อาศัยอยู่ในเขตเจรจาหยุดยิงและอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (KNPP) 66,200 คน (3) ผู้พลัดถิ่นที่ถูกทหารพม่าบังคับให้โยกย้ายไปอยู่ในแปลงอพยพ (relocation sites) 4,800 คน Khu Thaw Reh ผู้ประสานงานของ นอกจากนั้นรัฐบาลอื่นๆในอาเซียน ในจีน ในอินเดีย จะต้องสนับสนุนให้สหประชาชาติเข้าไปตรวจสอบสถานการณ์ดังกล่าวด้วย เนื่องจากผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ต้องเผชิญกับการขาดแคลนอาหาร ที่พักอาศัย สุขภาพที่เลวร้าย และการขาดการศึกษาของเด็กๆ นอกจากนั้นยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีและการใช้ความรุนแรงของทหารพม่าด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นเขายังเรียกร้องให้รัฐบาลพม่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน ที่จะหาทางเจรจากับชนกลุ่มน้อยต่างๆในการที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเลวร้ายทางเศรษฐกิจและสังคม เขากล่าวต่อว่า ชาวบ้านที่ปราศจากอาวุธได้ถูกบังคับให้ต้องหลบหนีออกจากบ้านของตนเองตลอดมา ทหารพม่าได้เข้าโจมตีและทำการละเมิดสิทธิมนุษยชนในรูปแบบต่างๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า มีชาวบ้านจำนวนมากที่ไม่สามารถหนีออกจากบ้านได้ทัน พวกเขาจะถูกทหารพม่าบังคับให้ต้องทำงานตามโครงการที่ทหารพม่ามีอยู่ รายได้ที่เกิดขึ้นจะต้องตกเป็นของทหารพม่าเท่านั้น ชาวบ้านไม่มีสิทธิ ไม่มีโอกาสใดๆทั้งสิ้น ในรอบ 5 ปี ที่ผ่านมา จำนวนตัวเลขของผู้พลัดถิ่นภายในประเทศในรัฐคะเรนนีเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปี 2545 มีผู้พลัดถิ่นภายใน 57,000 คน และขึ้นสูงสุดในปี 2547 คือ 88,000 คน และลดลงมาในปี 2550 เหลือเพียง 81,000 คน จากการสำรวจพบว่าตัวเลขที่หายไปอย่างแน่นอนนั้น ส่วนหนึ่งมีผู้พลัดถิ่นภายในอย่างน้อย 100 คน ได้หลบหนีมายังค่ายผู้ลี้ภัยในจังหวัดแม่ฮ่องสอน บางคนก็หลบหนีมาเป็นแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยแล้ว อีกส่วนหนึ่งได้เสียชีวิตลง แต่ไม่ทราบจำนวนตัวเลขที่แน่นอน มีการคาดการณ์ว่าเมื่อสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ตัวเลขผู้พลัดถิ่นจะต้องเพิ่มขึ้นอีกอย่างแน่นอนและไม่มีที่สิ้นสุด อดิศร เกิดมงคล จาก Migrant Working Group เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนที่ติดตามสถานการณ์เรื่องแรงงานข้ามชาติจากประเทศพม่า ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ที่ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศพม่าเพิ่มมากขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการเข้ามาเป็นผู้ลี้ภัย และแรงงานข้ามชาติในสังคมไทย เพราะปรากฎการณ์์การย้ายถิ่นข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นมีความสัมพันธ์กันของผู้คนทั้งสามกลุ่มอย่างใกล้ชิด หากจำนวนตัวเลขผู้พลัดถิ่นเพิ่มขึ้น อาจจะส่งผลกระทบให้จำนวนผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน ที่ผ่านมาก็พบว่าแรงงานข้ามชาติจำนวนหนึ่งเคยเป็นผู้พลัดถิ่นภายใน ประเทศมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่เป็นชนกลุ่มน้อย เช่น กะเหรี่ยง คะเรนนี หรือไทใหญ่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดว่าสถานการณ์แรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัยมีผลกระทบโดยตรงจากปัญหาการใช้ความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนจากรัฐบาลทหารพม่าต่อประชาชน ไม่ใช่เพียงแต่เรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจจากประเทศต้นทางดังที่เข้าใจกัน การไม่ตระหนักถึงสภาพดังกล่าวย่อมทำให้นโยบายการจัดการของรัฐบาลไทยไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาในระยะยาวได้ จึงมีความจำเป็นที่รัฐบาลไทยจะต้องให้ความสำคัญกับสถานการณ์ผู้พลัดถิ่นภายในพม่า ที่มีผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง และปรับเปลี่ยนแนวนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากตัวเลขผู้พลัดถิ่นภายใน 5 อันดับแรกของโลกที่สำรวจพบ (เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดของประเทศ) ของปี 2550 เรียงตามลำดับ คือ
แต่จากข้อมูลการทำงานภาคสนามของ Burma Issues ในปี 2550 ที่ผ่านมา กลับพบว่าจำนวนเปอร์เซ็นต์ของผู้พลัดถิ่นภายในรัฐคะเรนนีได้แซงหน้าประเทศซูดาน ซึ่งเป็นประเทศที่มีผู้พลัดถิ่นภายในมากที่สุดของโลก ขึ้นไปอยู่อันดับหนึ่งแทนแล้ว แต่กลับพบว่าการช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นเหล่านี้กลับมีน้อยมากจนน่าตกใจ อย่างไรก็ตามถ้าดูเฉพาะจำนวนผู้พลัดถิ่นภายในประเทศพม่า ปี 2550 รวมทั้งหมด 503,000 คน (หรือคิดเป็น 0.97 % เมื่อเทียบกับประชากรทั้งประเทศ 52 ล้านคน) โดยไม่ได้เปรียบเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของแต่ละรัฐ จะพบว่า ผู้พลัดถิ่นในรัฐคะเรนนีจะอยู่ในอันดับสาม เมื่อเทียบกับผู้พลัดถิ่นในรัฐฉานตอนใต้มี 163,000 คน (หรือ 8 % เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดประมาณ 1,978,234 คน) ในรัฐกะเหรี่ยง 116,900 คน (หรือ 2 % เมื่อเทียบกับประชากรทั้งหมดประมาณ 6 ล้านคน) ชาวบ้านผู้พลัดถิ่นภายในรัฐคะเรนนีเหล่านี้ต้องการความช่วยเหลือเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วนในหลายๆด้าน แต่อย่างไรก็ตามทางออกที่ยั่งยืนสำหรับการแก้ปัญหาเรื่องนี้ พวกเราจำเป็นต้องหาแสวงหาหนทางในการที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนในประเทศพม่าทั้งระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม ข้อมูลดังที่กล่าวมาข้างต้นได้ถูกนำเสนอในรายงานฉบับล่าสุดปี 2551 ของ Burma Issues เรื่อง Living Ghosts ซึ่งเป็นการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตของชาวบ้านในรัฐคะเรนนีที่ต้องเผชิญกับการกดขี่ทารุณอย่างโหดร้าย ของรัฐบาลเผด็จการทหารพม่ามากกว่า 6 ปี ทั้งในเรื่องของสุขภาพที่ย่ำแย่ การขาดโอกาสทางการศึกษา ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของไร่ฝิ่น ยาเสพติด การกดขี่ทั้งกำลังทางทหารและพลเรือนกลุ่มอื่นๆ ข้อมูลเหล่านี้เป็นผลมาจากการคลุกคลีอยู่ในพื้นที่มายาวนานของเจ้าหน้าที่สนามของ Burma Issues ในรัฐคะเรนนี ระหว่างปี 2543-2550
สำหรับผู้สนใจอ่านรายงานฉบับเต็ม(ขณะนี้มีเฉพาะภาษาอังกฤษเท่านั้น) สามารถ download ได้ที่ http://www.burmaissues.org/En/reports/livingghosts.html หรือติดต่อขอรับหนังสือได้โดยตรงที่มูลนิธิส่งเสริมสันติวิถี (Peaceway foundation) สำหรับผู้ที่ต้องการข้อมูลเชิงลึกอื่นๆ นอกเหนือจากในรายงาน โปรดติดต่อ Khu Thaw Reh 089 8356128 (ใช้ภาษาคะเรนนี ภาษาพม่า) Saw Kweh Say 087 8423015 (ใช้ภาษากะเหรี่ยง ภาษาพม่า) Zetty Brake 086 1830627 (ใช้ภาษาอังกฤษ) บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ 087 8193488 สุชาดา สายหยุด 085 1549350 (ใช้ภาษาไทย) |
| << | เมษายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | |||