• ชาร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : khaohom007@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 111
  • จำนวนผู้ชม : 54478
  • จำนวนผู้โหวต : 5771
  • ส่ง msg :
เอ็กซิท
ภาพสวยสวยเรียงร้อยไว้กับคำคิดของคนแสวงหา ในยุคการเมืองไร้ราก
Permalink : http://www.oknation.net/blog/exit
วันพุธ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551
ภูพระบาท วันนี้ที่รอคอยการประกาศให้เป็นมรดกโลก
Posted by ชาร , ผู้อ่าน : 777 , 09:21:10 น.  
พิมพ์หน้านี้


 

ข่าวคราวเรื่องราวที่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งผลักทั้งดันให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยที่ไม่รอเพื่อนให้ได้มีส่วนร่วม ช่วยให้นึกขึ้นได้ว่ายังมีสถานที่อยู่อีก 2 แห่ง ของบ้านเรา ที่เดินหน้ากันมาตั้งแต่ปี 2547 และจัดทำเอกสารส่งไปให้ศูนย์มรดกโลกเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว

แห่งแรกก็คือ เส้นทางวัฒนธรรมปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ เชื่อมต่อกับโบราณสถานที่เกี่ยวข้อง ส่วนแห่งที่สองก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเมื่อปีที่แล้วยูเนสโกก็ยังไม่ได้ประกาศให้เป็นมรดกโลก ถึงวันนี้ของปีนี้ก็ยังคงเป็นวันนี้ที่รอคอย โดยหวังใจว่าปีนี้จะได้ให้ความสนใจดินแดนแถบนี้บ้าง ซึ่งเมื่อปีที่แล้วดูเหมือนว่ายูเนสโกจะให้ความสนใจกับพื้นที่ส่วนอื่นของโลกมากกว่า

ชื่อของ ภูพระบาท โดยส่วนตัวยอมรับว่าไม่ได้คุ้นหน้าคุ้นตากันมาก่อน มารู้จักกันก็เมื่อปี 2548 ตอนที่ได้ลาพักไปลัดเลาะตระเวนเที่ยวเมืองอิสาน ปีนี้มีโอกาสได้ผ่านไปอีกครั้ง สอบถามคนร่วมทางที่หอบหิ้วงานไปทำด้วยกันครบถ้วนทุกคนแล้ว ได้ความว่าไม่มีใครรู้จักคุ้นเคยกับที่นี่มาก่อน ก็เลยถือสิทธิประสาคนเคยมายกตัวเป็นผู้นำทางเข้าไปเที่ยวชม

ภูพระบาทเป็นชื่อของอุทยานประวัติศาสตร์ ที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2535 อยู่ที่บ้านติ้ว หมู่ที่ 6 ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี การเดินทางถ้าเริ่มต้นจากตัวจังหวัดอุดรธานี ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ที่จะไปหนองคาย ขับมาประมาณ 13 กม. ที่บ้านดงไร่จะมีทางแยกด้านซ้าย เข้าทางหลวงหมายเลข 2021 ไปอำเภอบ้านผือ ระยะทาง 43 กม. เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2438 จับเส้นทางที่จะไปอำเภอน้ำโสม ไปได้อีกประมาณ 8 กม. จะถึงสามแยกบ้านติ้ว มองหาป้ายทางไปอุทยานฯ เจอแล้วตรงไปอีกประมาณ 4 กม. ก็จะถึงปากทางเข้าอุทยานฯ มีเจ้าหน้าที่รอเก็บค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว

 

การเดินทางมาภูพระบาทถนนลาดยางขับสะดวกและรถก็เข้าได้ถึงตัวอุทยานฯ แต่เข้ามาข้างในแล้วการเที่ยวชมต้องใช้การเดินเท้าแต่อย่างเดียว อรรถรสที่ได้ความแตกต่างจากอีกหลายสถานที่ก็คือการได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของคนกลางผืนป่าธรรมชาติในพื้นที่วนอุทยานภูพระบาทบัวบก ทางเดินถูกจัดทำไว้ให้สะดวกแก่การเดิน บางช่วงอาจมีความลาดชันให้พอได้บรรยากาศของการเดินป่าบ้าง แต่ก็ไม่เกินกำลังที่คนหลากหลายวัยจะเดินไหว

ด้วยความที่คนมีเวลาเท่ากันแต่ใช้เวลาได้ไม่เท่ากัน เส้นทางจึงถูกออกแบบให้คนเดินเท้าได้เลือกตามความพอใจ วงรอบสั้น ๆ ที่ใช้เวลา 40 นาที เที่ยวชมเพิงหินธรรมชาติพอเพลิน วงรอบกลางที่เลือกมาแล้วทั้ง 2 ครั้ง ที่ไปเยือน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ที่ไปได้เห็นภาพเขียนสีโบราณ และจุดชมวิวผาเสด็จ วงรอบใหญ่ ที่ต้องเดินรวมเอาวงรอบเดินอีกซีกด้านหนึ่งเข้าไปด้วย ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และวงรอบสุดท้ายเป็นวงรอบที่ใหญ่กว่า เหมาะสำหรับผู้ที่พร้อมจะนอนค้างคืน แต่ที่นี่ไม่มีบริการบ้านพัก มีเพียงสถานที่ไว้ให้กางเต๊นท์ที่ติดตัวไปนอนได้ เวลาที่ได้ว่ามานี้เป็นแค่ประมาณการสำหรับใช้เดินชมเท่านั้น ยังไม่รวมเวลาสำหรับการเพ่งพิศ ดื่มด่ำ และการนั่งพัก เอาไว้ด้วย

 

ถ้าพูดถึงภูพระบาทแล้วจะนึกถึงอะไรดี ข้อมูลที่หาได้ทางธรณีวิทยาบอกว่าเมื่อหลายล้านปีมาแล้วดินแดนแถบนี้ยังปกคลุมไปด้วยธารน้ำแข็ง แต่เมื่อธารน้ำแข็งละลายเคลื่อนตัวลงแล้วเกิดการกัดกร่อนทางธรรมชาติ ก็เลยเกิดเป็นเพิงหิน โขดหิน รูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดขึ้นมากมาย เรื่องราวแบบนี้มีให้เห็นได้อยู่ในหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นภูผาเทิบที่มุกดาหาร ผาแต้มที่อุบลราชธานี หรือสวนหินผางามที่ชัยภูมิ ฯลฯ

ความต่างที่เกิดขึ้นกับภูพระบาทก็คือ ข้อมูลทางด้านโบราณคดีที่บอกว่า เมื่อประมาณ 2,500 – 3,000 ปี คนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้ขึ้นมาล่าสัตว์และหาของป่าในดินแดนแห่งนี้ และทิ้งร่องรอยเป็นภาพเขียนสีแดงรูป ฝ่ามือ คน สัตว์ รูปทรงเรขาคณิต ไว้ตามผนังเพิงหินทรายที่นี่ จวบจนเวลาล่วงเลยผ่านเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์แล้วในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-16 ก็มีคนเข้ามาที่นี่แล้วทำการดัดแปลงเพิงหินทรายให้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนาพุทธและฮินดู แบบศิลปะมีตั้งแต่ยุคทวารวดี - ลพบุรี เรื่อยมาจนถึงศิลปะแบบล้านช้าง แล้วก็เกิดมีเรื่องเล่าพื้นบ้านที่อ้างอิงถึงและตั้งเป็นชื่อเรียกของเพิงหินทรายเหล่านี้

ที่ดูจะรู้จักคุ้นเคยกันมากหน่อยก็คือ หอนางอุสา ที่แสตมป์ชุดอนุรักษ์มรดกไทยเมื่อปี 2549 เลือกให้เป็นแสตมป์ดวงเอกในชุด 4 ดวง ตีราคาไว้ที่ 15 บาท ขณะที่ดวงอื่นมีราคาเพียง 3 บาท

การที่จะให้ออกรสชาติในการไปเที่ยวชมเพิงหินที่ภูพระบาทก็คือการได้รู้เรื่องเล่าพื้นบ้านไว้บ้าง ซึ่งมีอยู่ว่า นางอุสาเป็นสาวสวยที่มีกลิ่นตัวหอม พระยาพานเจ้าเมืองพานไปขอจากพ่อแม่มาเลี้ยงเป็นพระธิดาตั้งแต่ยังเด็ก ความที่ยิ่งโตยิ่งสวย นับวันพระยาพานก็ยิ่งหวงลูกสาว นอกจากใครมาขอก็ไม่ให้แล้ว ยังสร้างหอให้นางอุสาอยู่อย่างที่เห็น

วันหนึ่งนางอุสาลงเล่นน้ำในลำธาร เก็บดอกไม้มาร้อยมาลัยแล้วปล่อยลอยน้ำไป ท้าวบารสเจ้าชายเมืองปะโคเวียงงัวเก็บได้จึงออกตามหาเจ้าของ จนมาเจอนางอุสาพบรักกันแล้วก็ลักลอบได้เสียกัน พระยาพานรู้เรื่องเข้าก็โกรธจะประหาร แต่มีคนขอไว้ก็เลยใช้วิธีท้าท้าวบารสสร้างวัดให้เสร็จใน 1 วัน คนแพ้ต้องถูกตัดหัว แต่พระยาพานก็กลับเป็นฝ่ายแพ้เสียเอง ท้าวบารสจึงได้พานางอุสากลับเมือง ซึ่งก็มีชายาอยู่ก่อนแล้ว นางอุสาโดนกลั่นแกล้งจนทนไม่ไหวหนีกลับมาตรอมใจตายที่เมืองพาน ท้าวบารสตามมาเจอจึงนำศพนางอุสาไปฝังไว้ที่หินก้อนหนึ่ง จากนั้นก็ตรอมใจตายตาม และศพก็ถูกฝังไว้เคียงข้างกับนางอุสา ฟังจบเรื่องแล้วก็คิดประมาณไปว่าเป็นโรมีโอกับจูเลียตฉบับอิสานของไทย

หินรูปดอกเห็ดที่เรียกว่าหอนางอุสานี้ถ้าไปดูด้วยตาจะเห็นว่าไม่ได้เป็นธรรมชาติเสียทั้งหมด มีร่องรอยของการสกัดหินของคนสมัยก่อน และการเอาหินมาผสมกับดินก่อเป็นผนัง แล้วยังมีการสร้างใบเสมาไว้ล้อมรอบ ซึ่งเป็นลักษณะของพุทธสถาน

  

เพิงหินที่มีชื่อเรียกตามเรื่องเล่าพื้นบ้านว่า หีบศพพ่อตา หีบศพท้าวบารส และหีบศพนางอุสา ตามลำดับ

 

ถ้ำพระที่มีร่องรอยภาพเขียนสีรูปทรงเรขาคณิตของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และภาพปฏิมากรรมสลักนูนสูง พระพุทธรูปทั้งนั่งและยืน อายุสมัยทวารวดี - ลพบุรี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16

 

ส่วนพระในถ้ำนี้และสิ่งบูชาเป็นของคนสมัยปัจจุบัน

 

เพิงหินที่มีชื่อเรียกว่า วัดพ่อตา เป็นวัดที่พระยาพานได้สร้างขึ้นแข่งกับ วัดลูกเขย ของท้าวบารส และลานหินหน้าวัดพ่อตา เป็นลานหินกว้าง ซึ่งน่าจะเคยถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา

 

ตรงส่วนกลางของลานหินนี้มีรอยสลักพื้นหินเป็นรูปสี่เหลี่ยม เชื่อว่าเคยถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานของรูปเคารพในการทำพิธีกรรมทางศาสนา

  

กู่นางอุสา เป็นก้อนหินทรายที่เทินซ้อนกันอยู่ บริเวณช่วงล่างของหินก้อนล่างมีร่องรอยการสกัดพื้นให้เป็นห้องขนาดเล็ก ผนังเหนือห้องมีภาพเขียนสี ตามเรื่องเล่าพื้นบ้านว่าเป็นที่บรรจุกระดูกของนางอุสา แต่บางแห่งเรียกว่า กี่นางอุสา โดยเล่าว่าเป็นสถานที่ที่นางอุสาใช้นั่งทอผ้า

 

บ่อน้ำลึกประมาณ 5 เมตร ที่คนสมัยก่อนขุดลึกลงในหิน มีน้ำอยู่ตลอดปี เรียกชื่อว่า บ่อน้ำนางอุสา ตามเรื่องเล่าบอกว่าเป็นสถานที่ที่ท้าวบารสมาพบรักกับนางอุสาก่อนจะไปลักลอบผูกสัมพันธ์กันต่อที่หอนางอุสา

 

คอกม้าท้าวบารส ที่เรื่องเล่าพื้นบ้านบอกว่าเป็นที่ผูกม้าของท้าวบารสก่อนที่จะไปพบนางอุสาที่บ่อน้ำ และคอกม้าน้อย ที่ผูกม้าและนั่งรอของบรรดาข้ารับใช้

เพิงหินนกกระทา ที่ชื่อเรียกน่าจะมาจากลักษณะของเพิงหินที่มองจากด้านข้างแล้วมีรูปคล้ายกับนกกระทา

เพิงหินที่อยู่สูงต่างระดับ สามารถเข้าไปนั่งพักได้ ชาวบ้านเคยใช้เป็นที่ดักยิงสัตว์ และเล่ากันว่าเคยมีคนเจอข้าวเปลือกทิ้งไว้อยู่ เลยเรียกชื่อกันว่า ฉางข้าวนายพราน

 

ผาเสด็จ เป็นหน้าผาสูงที่ใช้เป็นจุดชมวิวมองเห็นเทือกเขาภูพานอยู่ข้างหน้า คนที่อยู่เย็นได้มักจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ตรงนี้

   

ภาพเขียนสีของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถ้าสังเกตภาพคนจะเห็นว่ามีการแบ่งแยกเพศกันด้วย ผู้ชายจะเห็น หมากต่องแต่ง อยู่ชัดเจน

 

กลับออกจากอุทยานฯ จนถึงถนนปากทางเข้า อย่าเพิ่งรีบเลี้ยวซ้ายกลับออกไป ให้เลี้ยวขวาเลยลึกเข้าไปอีกไม่ไกล จะเจอวัดพระพุทธบาทบัวบก ซึ่งมีโบราณสถานสำคัญคือ เจดีย์พระพุทธบาทบัวบก

เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส สร้างเมื่อประมาณปี 2460 โดยสร้างเลียนแบบพระธาตุพนมองค์เดิม ครอบรอยพระพุทธบาทไว้ บนยอดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดเจออยู่ในรอยพระพุทธบาท

คำว่า บัวบก เป็นชื่อของพันธุ์ไม้ป่าที่มีหัวและใบคล้ายบัว ชาวบ้านมักจะเรียกว่า ผักหนอก พบว่าขึ้นอยู่มากในบริเวณที่พบรอยพระพุทธบาท จึงเป็นที่มาของชื่อพระพุทธบาทบัวบก รอยพระพุทธบาทที่นี่มีลักษณะนิ้วพระบาททุกนิ้วยาวเสมอกัน ตรงกลางมีรูปธรรมจักรล้อมรอบไปด้วยรูปสัตว์ ประมาณว่าสร้างขึ้นในสมัยล้านช้าง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23

ภายในวัดยังมีก้อนหินและเพิงหินธรรมชาติรูปทรงแปลกที่มีเรื่องเล่าพื้นบ้านต่อเนื่องมาจากภูพระบาท รวมทั้ง สิ่งก่อสร้างอย่างพระธาตุพนมจำลอง

 

ไปที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทมา 2 ครั้ง เดินอยู่ครั้งละกว่า 2 ชั่วโมง ไม่ค่อยได้เจอคนไปเดินเที่ยวมากนัก แล้วที่เห็นหน้าส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนต่างชาติ เจอกับคนไทยอยู่ไม่มาก ปีนี้ (2551) ได้ข่าวว่าที่นี่จะได้รับการประกาศจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ตามอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่เผลอปล่อยให้เป็นแต่มรดกโลก จนลืมฐานรากไปว่านี่แหละคือมรดกของคนไทย !!!

ชาร / 6 กุมภาพันธ์ 2551


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4
siampatriot วันที่ : 14/02/2008 เวลา : 09.19 น.
http://www.oknation.net/blog/siampatriot
แวะมาเยี่ยมคร๊าบบบบ

ยังไม่เคยไปเลยอ่ะ...

"ปฏิมากรรมสลักนูนสูง พระพุทธรูปทั้งนั่งและยืน อายุสมัยทวารวดี - ลพบุรี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16"
สนใจตรงนี้แหละครับ อยากไปดูจัง..
ความคิดเห็นที่ 3
Ch.Minivet วันที่ : 07/02/2008 เวลา : 16.46 น.
http://www.oknation.net/blog/ChMinivet
ลงชื่อคัดค้านการเปิดสัมปทานให้เอกชนเข้าไปจัดการในพื้นที่บริการของอุทยานแห่งชาติ http://www.oknation.net/blog/vickie/2008/09/23/entry-2

เห็นแล้ว นึกถึง ภูสะมุย ที่เคยไปมาเมื่อ สิงหาปีที่แล้วค่ะ..

... ... ...
จินตนาการหิน ตลอดเส้นทางโรย..สวยดี..ค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
ลูกเสือหมายเลข9 วันที่ : 06/02/2008 เวลา : 13.07 น.
http://www.oknation.net/blog/chai
<<==แวะไปทัก..แล้วคุณจะรักหนุ่มคนนี้

ถ้าดีขึ้น..ประกาศเลยครับ
ความคิดเห็นที่ 1
ทิวสน วันที่ : 06/02/2008 เวลา : 09.58 น.
http://www.oknation.net/blog/tewson
ทิวสน ชลนรา

ไม่เคยไปครับ สวยงาม และควรค่าเทียมเท่ากับ
มรดกโกลหลายแห่ง

ขอบคุณที่นำภาพและเรื่องมาแบ่งปันครับ
แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< กุมภาพันธ์ 2008 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29  



เรื่องกิน กับ เรื่องเที่ยว คุณชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน
เรื่องกิน
1550 คน
เรื่องเที่ยว
763 คน

  โหวต 2313 คน