พิมพ์หน้านี้
|
ข่าวคราวเรื่องราวที่ประเทศเพื่อนบ้านทั้งผลักทั้งดันให้เขาพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยที่ไม่รอเพื่อนให้ได้มีส่วนร่วม ช่วยให้นึกขึ้นได้ว่ายังมีสถานที่อยู่อีก 2 แห่ง ของบ้านเรา ที่เดินหน้ากันมาตั้งแต่ปี 2547 และจัดทำเอกสารส่งไปให้ศูนย์มรดกโลกเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว แห่งแรกก็คือ เส้นทางวัฒนธรรมปราสาทหินพิมาย ปราสาทหินพนมรุ้ง และปราสาทเมืองต่ำ เชื่อมต่อกับโบราณสถานที่เกี่ยวข้อง ส่วนแห่งที่สองก็คือ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ซึ่งเมื่อปีที่แล้วยูเนสโกก็ยังไม่ได้ประกาศให้เป็นมรดกโลก ถึงวันนี้ของปีนี้ก็ยังคงเป็นวันนี้ที่รอคอย โดยหวังใจว่าปีนี้จะได้ให้ความสนใจดินแดนแถบนี้บ้าง ซึ่งเมื่อปีที่แล้วดูเหมือนว่ายูเนสโกจะให้ความสนใจกับพื้นที่ส่วนอื่นของโลกมากกว่า
ชื่อของ ภูพระบาท โดยส่วนตัวยอมรับว่าไม่ได้คุ้นหน้าคุ้นตากันมาก่อน มารู้จักกันก็เมื่อปี 2548 ตอนที่ได้ลาพักไปลัดเลาะตระเวนเที่ยวเมืองอิสาน ปีนี้มีโอกาสได้ผ่านไปอีกครั้ง สอบถามคนร่วมทางที่หอบหิ้วงานไปทำด้วยกันครบถ้วนทุกคนแล้ว ได้ความว่าไม่มีใครรู้จักคุ้นเคยกับที่นี่มาก่อน ก็เลยถือสิทธิประสาคนเคยมายกตัวเป็นผู้นำทางเข้าไปเที่ยวชม
ภูพระบาทเป็นชื่อของอุทยานประวัติศาสตร์ ที่อยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2535 อยู่ที่บ้านติ้ว หมู่ที่ 6 ตำบลเมืองพาน อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี การเดินทางถ้าเริ่มต้นจากตัวจังหวัดอุดรธานี ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ที่จะไปหนองคาย ขับมาประมาณ 13 กม. ที่บ้านดงไร่จะมีทางแยกด้านซ้าย เข้าทางหลวงหมายเลข 2021 ไปอำเภอบ้านผือ ระยะทาง 43 กม. เลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2438 จับเส้นทางที่จะไปอำเภอน้ำโสม ไปได้อีกประมาณ 8 กม. จะถึงสามแยกบ้านติ้ว มองหาป้ายทางไปอุทยานฯ เจอแล้วตรงไปอีกประมาณ 4 กม. ก็จะถึงปากทางเข้าอุทยานฯ มีเจ้าหน้าที่รอเก็บค่าธรรมเนียมอยู่แล้ว
การเดินทางมาภูพระบาทถนนลาดยางขับสะดวกและรถก็เข้าได้ถึงตัวอุทยานฯ แต่เข้ามาข้างในแล้วการเที่ยวชมต้องใช้การเดินเท้าแต่อย่างเดียว อรรถรสที่ได้ความแตกต่างจากอีกหลายสถานที่ก็คือการได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของคนกลางผืนป่าธรรมชาติในพื้นที่วนอุทยานภูพระบาทบัวบก ทางเดินถูกจัดทำไว้ให้สะดวกแก่การเดิน บางช่วงอาจมีความลาดชันให้พอได้บรรยากาศของการเดินป่าบ้าง แต่ก็ไม่เกินกำลังที่คนหลากหลายวัยจะเดินไหว
ด้วยความที่คนมีเวลาเท่ากันแต่ใช้เวลาได้ไม่เท่ากัน เส้นทางจึงถูกออกแบบให้คนเดินเท้าได้เลือกตามความพอใจ วงรอบสั้น ๆ ที่ใช้เวลา 40 นาที เที่ยวชมเพิงหินธรรมชาติพอเพลิน วงรอบกลางที่เลือกมาแล้วทั้ง 2 ครั้ง ที่ไปเยือน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ที่ไปได้เห็นภาพเขียนสีโบราณ และจุดชมวิวผาเสด็จ วงรอบใหญ่ ที่ต้องเดินรวมเอาวงรอบเดินอีกซีกด้านหนึ่งเข้าไปด้วย ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และวงรอบสุดท้ายเป็นวงรอบที่ใหญ่กว่า เหมาะสำหรับผู้ที่พร้อมจะนอนค้างคืน แต่ที่นี่ไม่มีบริการบ้านพัก มีเพียงสถานที่ไว้ให้กางเต๊นท์ที่ติดตัวไปนอนได้ เวลาที่ได้ว่ามานี้เป็นแค่ประมาณการสำหรับใช้เดินชมเท่านั้น ยังไม่รวมเวลาสำหรับการเพ่งพิศ ดื่มด่ำ และการนั่งพัก เอาไว้ด้วย
ถ้าพูดถึงภูพระบาทแล้วจะนึกถึงอะไรดี ข้อมูลที่หาได้ทางธรณีวิทยาบอกว่าเมื่อหลายล้านปีมาแล้วดินแดนแถบนี้ยังปกคลุมไปด้วยธารน้ำแข็ง แต่เมื่อธารน้ำแข็งละลายเคลื่อนตัวลงแล้วเกิดการกัดกร่อนทางธรรมชาติ ก็เลยเกิดเป็นเพิงหิน โขดหิน รูปร่างหน้าตาแปลกประหลาดขึ้นมากมาย เรื่องราวแบบนี้มีให้เห็นได้อยู่ในหลายที่ ไม่ว่าจะเป็นภูผาเทิบที่มุกดาหาร ผาแต้มที่อุบลราชธานี หรือสวนหินผางามที่ชัยภูมิ ฯลฯ
ความต่างที่เกิดขึ้นกับภูพระบาทก็คือ ข้อมูลทางด้านโบราณคดีที่บอกว่า เมื่อประมาณ 2,500 3,000 ปี คนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ได้ขึ้นมาล่าสัตว์และหาของป่าในดินแดนแห่งนี้ และทิ้งร่องรอยเป็นภาพเขียนสีแดงรูป ฝ่ามือ คน สัตว์ รูปทรงเรขาคณิต ไว้ตามผนังเพิงหินทรายที่นี่ จวบจนเวลาล่วงเลยผ่านเข้าสู่สมัยประวัติศาสตร์แล้วในช่วงพุทธศตวรรษที่ 14-16 ก็มีคนเข้ามาที่นี่แล้วทำการดัดแปลงเพิงหินทรายให้เป็นที่ประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนาพุทธและฮินดู แบบศิลปะมีตั้งแต่ยุคทวารวดี - ลพบุรี เรื่อยมาจนถึงศิลปะแบบล้านช้าง แล้วก็เกิดมีเรื่องเล่าพื้นบ้านที่อ้างอิงถึงและตั้งเป็นชื่อเรียกของเพิงหินทรายเหล่านี้
ที่ดูจะรู้จักคุ้นเคยกันมากหน่อยก็คือ หอนางอุสา ที่แสตมป์ชุดอนุรักษ์มรดกไทยเมื่อปี 2549 เลือกให้เป็นแสตมป์ดวงเอกในชุด 4 ดวง ตีราคาไว้ที่ 15 บาท ขณะที่ดวงอื่นมีราคาเพียง 3 บาท การที่จะให้ออกรสชาติในการไปเที่ยวชมเพิงหินที่ภูพระบาทก็คือการได้รู้เรื่องเล่าพื้นบ้านไว้บ้าง ซึ่งมีอยู่ว่า นางอุสาเป็นสาวสวยที่มีกลิ่นตัวหอม พระยาพานเจ้าเมืองพานไปขอจากพ่อแม่มาเลี้ยงเป็นพระธิดาตั้งแต่ยังเด็ก ความที่ยิ่งโตยิ่งสวย นับวันพระยาพานก็ยิ่งหวงลูกสาว นอกจากใครมาขอก็ไม่ให้แล้ว ยังสร้างหอให้นางอุสาอยู่อย่างที่เห็น
วันหนึ่งนางอุสาลงเล่นน้ำในลำธาร เก็บดอกไม้มาร้อยมาลัยแล้วปล่อยลอยน้ำไป ท้าวบารสเจ้าชายเมืองปะโคเวียงงัวเก็บได้จึงออกตามหาเจ้าของ จนมาเจอนางอุสาพบรักกันแล้วก็ลักลอบได้เสียกัน พระยาพานรู้เรื่องเข้าก็โกรธจะประหาร แต่มีคนขอไว้ก็เลยใช้วิธีท้าท้าวบารสสร้างวัดให้เสร็จใน 1 วัน คนแพ้ต้องถูกตัดหัว แต่พระยาพานก็กลับเป็นฝ่ายแพ้เสียเอง ท้าวบารสจึงได้พานางอุสากลับเมือง ซึ่งก็มีชายาอยู่ก่อนแล้ว นางอุสาโดนกลั่นแกล้งจนทนไม่ไหวหนีกลับมาตรอมใจตายที่เมืองพาน ท้าวบารสตามมาเจอจึงนำศพนางอุสาไปฝังไว้ที่หินก้อนหนึ่ง จากนั้นก็ตรอมใจตายตาม และศพก็ถูกฝังไว้เคียงข้างกับนางอุสา ฟังจบเรื่องแล้วก็คิดประมาณไปว่าเป็นโรมีโอกับจูเลียตฉบับอิสานของไทย หินรูปดอกเห็ดที่เรียกว่าหอนางอุสานี้ถ้าไปดูด้วยตาจะเห็นว่าไม่ได้เป็นธรรมชาติเสียทั้งหมด มีร่องรอยของการสกัดหินของคนสมัยก่อน และการเอาหินมาผสมกับดินก่อเป็นผนัง แล้วยังมีการสร้างใบเสมาไว้ล้อมรอบ ซึ่งเป็นลักษณะของพุทธสถาน
เพิงหินที่มีชื่อเรียกตามเรื่องเล่าพื้นบ้านว่า หีบศพพ่อตา หีบศพท้าวบารส และหีบศพนางอุสา ตามลำดับ
ถ้ำพระที่มีร่องรอยภาพเขียนสีรูปทรงเรขาคณิตของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ และภาพปฏิมากรรมสลักนูนสูง พระพุทธรูปทั้งนั่งและยืน อายุสมัยทวารวดี - ลพบุรี ประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16
ส่วนพระในถ้ำนี้และสิ่งบูชาเป็นของคนสมัยปัจจุบัน
เพิงหินที่มีชื่อเรียกว่า วัดพ่อตา เป็นวัดที่พระยาพานได้สร้างขึ้นแข่งกับ วัดลูกเขย ของท้าวบารส และลานหินหน้าวัดพ่อตา เป็นลานหินกว้าง ซึ่งน่าจะเคยถูกใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา
ตรงส่วนกลางของลานหินนี้มีรอยสลักพื้นหินเป็นรูปสี่เหลี่ยม เชื่อว่าเคยถูกใช้เป็นสถานที่ประดิษฐานของรูปเคารพในการทำพิธีกรรมทางศาสนา
กู่นางอุสา เป็นก้อนหินทรายที่เทินซ้อนกันอยู่ บริเวณช่วงล่างของหินก้อนล่างมีร่องรอยการสกัดพื้นให้เป็นห้องขนาดเล็ก ผนังเหนือห้องมีภาพเขียนสี ตามเรื่องเล่าพื้นบ้านว่าเป็นที่บรรจุกระดูกของนางอุสา แต่บางแห่งเรียกว่า กี่นางอุสา โดยเล่าว่าเป็นสถานที่ที่นางอุสาใช้นั่งทอผ้า
บ่อน้ำลึกประมาณ 5 เมตร ที่คนสมัยก่อนขุดลึกลงในหิน มีน้ำอยู่ตลอดปี เรียกชื่อว่า บ่อน้ำนางอุสา ตามเรื่องเล่าบอกว่าเป็นสถานที่ที่ท้าวบารสมาพบรักกับนางอุสาก่อนจะไปลักลอบผูกสัมพันธ์กันต่อที่หอนางอุสา
คอกม้าท้าวบารส ที่เรื่องเล่าพื้นบ้านบอกว่าเป็นที่ผูกม้าของท้าวบารสก่อนที่จะไปพบนางอุสาที่บ่อน้ำ และคอกม้าน้อย ที่ผูกม้าและนั่งรอของบรรดาข้ารับใช้
เพิงหินนกกระทา ที่ชื่อเรียกน่าจะมาจากลักษณะของเพิงหินที่มองจากด้านข้างแล้วมีรูปคล้ายกับนกกระทา
เพิงหินที่อยู่สูงต่างระดับ สามารถเข้าไปนั่งพักได้ ชาวบ้านเคยใช้เป็นที่ดักยิงสัตว์ และเล่ากันว่าเคยมีคนเจอข้าวเปลือกทิ้งไว้อยู่ เลยเรียกชื่อกันว่า ฉางข้าวนายพราน
ผาเสด็จ เป็นหน้าผาสูงที่ใช้เป็นจุดชมวิวมองเห็นเทือกเขาภูพานอยู่ข้างหน้า คนที่อยู่เย็นได้มักจะไปดูพระอาทิตย์ตกดินที่ตรงนี้
ภาพเขียนสีของคนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถ้าสังเกตภาพคนจะเห็นว่ามีการแบ่งแยกเพศกันด้วย ผู้ชายจะเห็น หมากต่องแต่ง อยู่ชัดเจน
กลับออกจากอุทยานฯ จนถึงถนนปากทางเข้า อย่าเพิ่งรีบเลี้ยวซ้ายกลับออกไป ให้เลี้ยวขวาเลยลึกเข้าไปอีกไม่ไกล จะเจอวัดพระพุทธบาทบัวบก ซึ่งมีโบราณสถานสำคัญคือ เจดีย์พระพุทธบาทบัวบก
เป็นเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส สร้างเมื่อประมาณปี 2460 โดยสร้างเลียนแบบพระธาตุพนมองค์เดิม ครอบรอยพระพุทธบาทไว้ บนยอดบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ขุดเจออยู่ในรอยพระพุทธบาท
คำว่า บัวบก เป็นชื่อของพันธุ์ไม้ป่าที่มีหัวและใบคล้ายบัว ชาวบ้านมักจะเรียกว่า ผักหนอก พบว่าขึ้นอยู่มากในบริเวณที่พบรอยพระพุทธบาท จึงเป็นที่มาของชื่อพระพุทธบาทบัวบก รอยพระพุทธบาทที่นี่มีลักษณะนิ้วพระบาททุกนิ้วยาวเสมอกัน ตรงกลางมีรูปธรรมจักรล้อมรอบไปด้วยรูปสัตว์ ประมาณว่าสร้างขึ้นในสมัยล้านช้าง ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 23
ภายในวัดยังมีก้อนหินและเพิงหินธรรมชาติรูปทรงแปลกที่มีเรื่องเล่าพื้นบ้านต่อเนื่องมาจากภูพระบาท รวมทั้ง สิ่งก่อสร้างอย่างพระธาตุพนมจำลอง
ไปที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทมา 2 ครั้ง เดินอยู่ครั้งละกว่า 2 ชั่วโมง ไม่ค่อยได้เจอคนไปเดินเที่ยวมากนัก แล้วที่เห็นหน้าส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นคนต่างชาติ เจอกับคนไทยอยู่ไม่มาก ปีนี้ (2551) ได้ข่าวว่าที่นี่จะได้รับการประกาศจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก ตามอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกโลก ก็ได้แต่หวังว่าจะไม่เผลอปล่อยให้เป็นแต่มรดกโลก จนลืมฐานรากไปว่านี่แหละคือมรดกของคนไทย !!! ชาร / 6 กุมภาพันธ์ 2551 |
| The Hague 05 | ||
เมืองตุ๊กตา Madurodam กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |