พิมพ์หน้านี้
|
พระธาตุดอยเวาอยู่ที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย อยู่เกือบสุดปลายถนนพหลโยธินตรงด่านแม่สายที่จะมีสะพานข้ามแม่น้ำสายไปเมืองท่าขี้เหล็กของพม่า ตรงข้าง ๆ มีป้ายเหนือสุดยอดในสยาม ที่ชอบไปถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกกัน ก็คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่าเป็นพระธาตุที่อยู่เหนือสุดยอดในสยาม ส่วนที่ว่าเป็นพระธาตุเก่าก็ด้วยตามตำนานว่าเป็นพระธาตุในแผ่นดินล้านนาที่มีอายุน้อยกว่าก็แต่เพียงพระธาตุดอยตุงเท่านั้น
ถูกพาไปรู้จักกับแม่สายและท่าขี้เหล็กมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังเป็นเด็ก สมัยที่รถโดยสารยังไม่มีแอร์ติด จนโตขึ้นมาไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเอง ก็ได้ไปแม่สายและเที่ยวเขาเที่ยวดอยที่เมืองเชียงรายอยู่อีกหลายครั้ง แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่เคยได้ขึ้นดอยเวา ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีดอยเวา หรือว่าดอยเวาอยู่ตรงไหน มารู้ก็เมื่อไม่กี่ปีมานี่เอง
ไปแม่สายถ้าไม่ได้ข้ามไปท่าขี้เหล็ก ก็มักจะนั่งกินดื่มอยู่ที่ร้านอาหารแถว ๆ ริมแม่น้ำสาย หรือไม่ก็เดินใช้จ่ายเงินหาซื้อของอยู่ที่ตลาดฝั่งแม่สาย จนหลัง ๆ ราคาขายของชักจะผิดราคากันมากขึ้น ของบางอย่างได้มาราคาแพงกว่าหาซื้อที่กรุงเทพฯ ของบางอย่างทำไปจากโรงงานที่กรุงเทพฯ ซื้อของที่นั่นต้องขยันเดินขยันถามราคาแล้วก็ต้องกล้าต่อ เพราะบางร้านยืนต่อราคากันตั้งนานกว่าจะได้ พอไปถามอีกร้านหนึ่งยังไม่ทันต้องต่อ ราคาเริ่มต้นที่ให้มาก็ได้ราคานั้นแล้ว ไปครั้งหลัง ๆ ไม่ค่อยได้ซื้ออะไร เพราะเริ่มรู้ตัวว่าของบางอย่างซื้อไปแล้วก็ไม่ได้เอาไปใช้ทำอะไรสักที
ถ้าเดินซื้อของอยู่ฝั่งตลาดสายลมจอยก็ให้เดินย้อนเลาะถนนพหลโยธินที่มีร้านขายของอยู่ตลอดทางไปจนถึงตลาดดอยเวา จะมีซอยทางเข้าวัดพระธาตุดอยเวาซึ่งก็มีร้านขายของตลอดทางเหมือนกัน ซอยก็เลยดูแคบและมีรถวิ่งเข้าออกดูเหมือนจะมากกว่าซอยอื่น ก็รถของนักท่องเที่ยวนั่นแหละ ร้านค้าแถวนี้คนขายหน้าตาจะออกทางจีน ๆ มากหน่อย ข่าวว่าผู้ค้าคนจีนมาเหมาจับจองพื้นที่ค้าขายไว้ก่อนที่จะเซ้งต่อให้ผู้ค้าคนไทยในราคาที่สูงขึ้น ถ้าเป็นเรื่องจริงต้นทุนค่าเช่าก็ต้องเอาไปบวกอยู่ในราคาขายของ เดินไปจนถึงวัดพระธาตุดอยเวาแล้วจะแวะไหว้พระในโบสถ์ก่อนก็ได้ พระประธานเป็นองค์พระพุทธชินราชจำลอง ส่วนองค์พระธาตุจะอยู่บนดอยเวา มีบันไดนาคขึ้นไปประมาณ 200 ขั้น ตรงทางขึ้นสังเกตได้จากองค์พระสังกัจจายน์ ถ้าไม่อยากเอารถขึ้นไปเองเพราะทางขึ้นค่อนข้างชัน หรือไม่อยากเดินขึ้น ก็มีรถจักรยานยนต์รับจ้างจอดคอยให้บริการคนละ 10 บาท
เวา หรือ แมงเวา ถ้าเป็นภาษากลางก็คือ แมงป่อง ชื่อดอยเวา ว่ากันว่ามาจากชื่อของพระองค์เวา หรือขุนควัก กษัตริย์พระองค์ที่ 10 ในราชวงศ์สิงหนวัติ ผู้ครองนครโยนกนาคพันธุ์ หรือเมืองเชียงแสนโบราณ บ้างก็ว่าที่ท่านได้ชื่อนี้เพราะสมัยเป็นเด็กคงจะชอบขุดรูแมงป่องเล่น แต่มีเรื่องในตำนานเชียงแสนเล่าไว้ว่า ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ ได้เสด็จมาที่ดอยน้อยบนฝั่งแม่น้ำสายพร้อมกับพระสารีบุตร แล้วมีแมงเวาออกจากโพรงมากราบไหว้ พระสารีบุตรเกิดความสงสัย พระพุทธองค์ได้ทรงบอกว่า ดอยแห่งนี้ต่อไปจะได้ชื่อว่าดอยเวา แมงป่องตัวนี้จะได้ไปเกิดเป็นลูกพญา และจะเป็นผู้มาสร้างพระเจดีย์ขึ้นบนดอยนี้
ตำนานพระธาตุดอยเวาจึงพูดถึงผู้สร้างพระธาตุแห่งนี้ก็คือพระองค์เวานี่เอง ส่วนปีที่สร้างเท่าที่เห็นคนเขียนถึง ก็มีทั้งปี 296 บ้างว่าปี 364 บ้างก็ว่าเป็นปี 2364 ซึ่งถ้าเชื่อว่าเป็นพระธาตุที่มีความเก่าแก่เป็นรองพระธาตุดอยตุง ที่เชื่อว่าสร้างขึ้นเมื่อปี 1454 ก็ต้องสร้างหลังจากปีนี้ และน่าจะต้องสร้างก่อนปี 1805 เพราะเป็นปีที่พระเจ้าเม็งรายมาสร้างเมืองเชียงรายแล้ว พระเจดีย์องค์เดิมว่าสร้างขึ้นเพื่อใช้บรรจุพระเกศาธาตุ ส่วนพระธาตุองค์ปัจจุบันที่เห็นกันอยู่เป็นองค์ที่บูรณะสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี 2489 ระหว่างขุดแต่งพระเจดีย์องค์เดิมพบพระบรมสารีริกธาตุในผอบหินดำจำนวน 5 องค์ จึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานที่พระธาตุองค์ใหม่นี้ด้วย
ใกล้ ๆ กับองค์พระธาตุบนดอยเวา ยังมีวิหารเล็ก ๆ เรียกว่า ไพชยนต์ปราสาท ประดิษฐานพระแก้วมรกตจำลอง เพื่อเป็นเครื่องสักการะบูชาพระอินทร์
มีรูปปั้นแมงป่องขนาดใหญ่ เพื่อเป็นเครื่องรำลึกถึงพระองค์เวา
ข้าง ๆ รูปปั้นแมงป่อง เป็นหอชมทิวทัศน์ที่ชมเมืองแม่สายและเมืองท่าขี้เหล็กได้ทั่ว
เมืองแม่สายกับเมืองท่าขี้เหล็กที่วันนี้ถ้าดูแต่ความเจริญของตึกรามบ้านช่องแล้วก็คงแทบจะแยกความแตกต่างกันไม่ออก ต้องใช้สังเกตดูแม่น้ำสายและสะพานข้ามแม่น้ำสายตรงจุดข้ามแดน
แม่น้ำสาย ที่ในอดีตกาลเรียกกันเสียงสั้นกว่านี้ว่า แม่น้ำใส แนวพรมแดนระหว่างไทย-พม่า ที่แยกแบ่งแผ่นดินเดิมซึ่งเป็นดินแดนแห่งสามพี่น้องทางชาติพันธุ์ คือ ไทยโยน หรือ ไทยล้านนา ไทยเขิน หรือไทยใหญ่ และไทยลื้อ ริมสายน้ำนี้เคยได้ยินคนพูดถึง สินค้าลอยน้ำ มารู้ความหมายในตอนหลังว่า หมายถึงการแอบขนสินค้าเดินข้ามฝั่งแม่น้ำสาย โรงแรมขนาดใหญ่ริมแม่น้ำสายที่ข้างในมีการละเล่น หลายคนเดินทางข้ามแดนไปเพื่อตามหาโชค
เจดีย์สีทองอร่ามเรืองเห็นอยู่ไกลตา สร้างจำลองมาจากมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง ที่เมืองย่างกุ้ง ใกล้ ๆ กันแถวนั้น มีโรงแรมอีกแห่งซึ่งข้างในก็เปิดให้มีการละเล่นเช่นเดียวกัน ไม่ต้องกลัวจะเดินทางไม่สะดวก เพราะมีรถบริการรับส่งถึงชายแดน
อาคารก่อสร้างเห็นอยู่บนยอดดอย และกลางขุนเขา ในฝั่งพม่า ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่ดูแล้วถ้าไม่ใช่เป็นของทางการพม่า ก็ต้องเป็นของคนมีสตางค์
บนดอยเวายังมีหอพระประวัติของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และมีพระบรมรูปของพระองค์ท่าน สมเด็จพระเอกาทศรถ และพระสุพรรณกัลยา ทรงยืนหันพระพักตร์ไปทางฝั่งพม่า
พระบรมรูปของทั้งสามพระองค์ที่นี่สร้างขึ้นตามนิมิตของหลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ซึ่งเล่ากันว่าท่านได้เคยแยกกายแฝงสนทนาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยกับพระนางสุพรรณกัลยา จนเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ในภาพที่เห็นคือภาพยันต์ดวงพระราชสมภพสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ที่เป็นความรู้ใหม่อีกอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการทำยุทธหัตถี ที่สมัยก่อนจะเรียกกันสั้น ๆ ว่า การชนช้าง ก็เลยคิดแบบเด็กว่าคือการที่คนสามคนนั่งอยู่บนช้างแล้วพาช้างไปชนกัน แล้วคนบนช้างก็ใช้อาวุธต่อสู้กัน แต่ไม่เคยนึกถึงว่าการบังคับช้างที่จะเข้าต่อสู้กันนั้นก็ต้องมีกระบวนท่าที่เป็นวิชาการเฉพาะ ซึ่งที่ได้เห็นจากภาพที่จัดแสดงไว้ที่นี่ มีอยู่ด้วยกัน 12 ท่า เรียกว่าลีลาคชยุทธ มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป บางชื่อก็ฟังดูคล้ายชื่อเชิงมวย เริ่มจากท่าแรกเรียกว่า นาคีพันหลัก ตามด้วย หักด่านลมกรด แล้วก็ องคตควงพระขรรค์
ท่าที่สี่เรียกว่า คชสารสะบัดงวง ถัดมาเรียกว่า ทะลวงประจัญบาน แล้วก็ คชสารประสานงา
ท่าต่อมาเรียกว่า บาทารูปพักตร์ ถัดมาเรียกว่า หักคอเอราวัณ แล้วก็ท่า โค่นเขาพระสุเมรุ
ท่าที่สิบเรียกว่า เถรกวาดลาน แล้วเป็นท่า บั่นเศียรทศกัณฑ์ และสุดท้ายเรียกว่า ประหารราชสีห์ การทำยุทธหัตถีนี้เรื่องช้างก็เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าช้างตัวใหญ่กำลังเยอะก็ได้เปรียบ เพราะอย่างน้อยช้างที่ตัวเล็กกว่าก็ฝ่อใจไปบ้างแล้ว ช้างตัวที่ถูกดันเสยขึ้นจะเสียหลัก คนบนช้างที่ถูกเสยยกขึ้นจะเสียเปรียบ และมักจะจบลงด้วยการถูกอาวุธของฝ่ายตรงข้าม
ออกจากแม่สายวิ่งรถไปทางอำเภอแม่จันผ่านข้างทางยังมีสตรอเบอรีให้แวะซื้อ แต่น้ำสตรอเบอรีออกจะหวานจนแสบคอ
จำได้ว่าตอนที่ไปเกาะสอง หรือวิคตอเรียพอยท์ ของพม่า บนเขาที่นั่นทางการพม่าก็สร้างอนุสาวรีย์ของพระเจ้าบุเรงนองหันพระพักตร์มาทางฝั่งจังหวัดระนองของไทย ได้ความคิดขึ้นมาว่า ถ้าคนสองประเทศต่างก็หันหน้าเข้าหากันได้แบบอนุสาวรีย์ ปัญหาความวุ่นวายจนต้องปิดชายแดนกันบ่อย ๆ ก็ไม่น่าจะต้องเกิดขึ้น !!! ชาร / 20 กุมภาพันธ์ 2551 |
| The Hague 05 | ||
เมืองตุ๊กตา Madurodam กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |