พิมพ์หน้านี้
|
ได้ยินไกด์เขานัดหมายลูกทัวร์ที่โรงแรมเมื่อตอนกลางคืน เลยได้เคล็ดลับของการมาเที่ยวเมืองเสียมเรียบว่าต้องใช้สูตร 5-6-7 คือตื่นตอนตี 5 ลงมากินข้าวตอน 6 โมง แล้วก็ล้อเคลื่อนออกจากโรงแรมตอน 7 โมงเช้า
เช้าวันใหม่นี้ไม่ได้ดิ้นรนว่าจะต้องไปหาสถานที่ที่มีบรรยากาศเพื่อเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้น เพราะทำตัวให้ตรงตามสูตร 5-6-7 ที่ว่า ก็เลยได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นอยู่ทางด้านหลังของโรงแรม
บนถนนด้านหน้าโรงแรมที่พัก เป็นช่วงเวลาเร่งรีบของผู้คนที่เมืองเสียมเรียบ ส่วนหนึ่งกำลังมุ่งหน้าออกจากตัวเมืองเสียมเรียบ แต่อีกส่วนหนึ่งกำลังมุ่งหน้าเข้าเมือง พาหนะที่ใช้เป็นรถจักรยานและรถจักรยานยนต์ ชีวิตที่ไหน ๆ ก็ต่างต้องดิ้นรนกันทั้งนั้น
เด็กนักเรียนตัวน้อยกับจักรยานสีหวาน โรงเรียนที่นี่เขาเปิดสอนเป็นสองช่วงเวลาให้เลือกเรียน เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสช่วยเหลืองานในครอบครัว เด็กที่เรียนรอบเช้า ช่วงบ่ายก็ไปช่วยพ่อแม่ค้าขาย ทำไร่ทำนา หรือช่วยทำงานบ้านได้ เด็กที่เรียนรอบบ่ายก็ช่วยงานเสียให้เสร็จก่อนไปโรงเรียน
มาเมืองเสียมเรียบไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีโรงแรมให้พัก เพราะว่ามีอยู่ให้เลือกได้มากมายไม่ว่าจะเป็นระดับ 3 ดาว 4 ดาว หรือ 5 ดาว มีทั้งที่ตั้งอยู่ในเมืองและนอกเมือง สิ่งอำนวยความสะดวกก็ตามมาตรฐานโรงแรมทั่วไป มีเครื่องทำน้ำอุ่น มีตู้เย็น มีทีวี มีอาหารเช้า โรงแรมที่ไปพักก็ดูทีวีของเมืองไทยได้ การพูดจาสื่อสารใช้ภาษากัมพูชา กับภาษาอังกฤษ พูดไทยไปเขาก็ไม่รู้เรื่อง ใช้จ่ายในโรงแรมที่นี่จ่ายกันด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กาสิโนเล็ก ๆ ในโรงแรมก็ยังใช้เงินดอลลาร์
โรงแรมระดับ 5 ดาว ของคนไทยที่ไปเปิดอยู่ที่เมืองเสียมเรียบ ได้ยินมาอยู่ 2 โรงแรม แห่งแรกคนท้องถิ่นที่พาเที่ยวบอกว่าชื่อ เมอริเดียน อังกอร์ แล้วก็เล่นมุขขำว่าโรงแรมนี้เข้าไปแล้วเป็นต้องเมา ก่อนที่จะเฉลยว่า เจ้าของเป็นเจ้าของเดียวกับเบียร์ช้างของไทย ส่วนอีกโรงแรมหนึ่งชื่อ โซฟิเทล รอยัล อังกอร์ โรงแรมนี้คนที่เจ็บป่วยเป็นไข้เข้าไปแล้วจะหายอาการ แล้วก็เฉลยว่า เจ้าของเป็นเจ้าของเดียวกับยาทิฟฟี่ที่เมืองไทย
สิ่งที่เจ้าถิ่นได้พาไปดูเพื่อเป็นการเริ่มต้นวันที่เมืองเสียมเรียบก็คือ บารายตะวันตก ที่ออกไปจากตัวเมืองเสียมเรียบประมาณ 9 กม. คำว่า บาราย หรือ Baray ก็คืออ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มนุษย์ได้สร้างขึ้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ ที่เรียกว่าบารายตะวันตกก็เพราะตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของนครธม ส่วนบารายตะวันออกไม่มีคนพาไปดู ได้ยินว่าน้ำแห้งไปแล้ว
ความมหัศจรรย์ของบารายแห่งนี้ก็คือ เป็นอ่างน้ำที่มีขนาดความกว้างประมาณ 2.1 กม. มีความยาวประมาณ 8 กม. และมีระดับความลึกของน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ 7 เมตร สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 มาเสร็จเอาในสมัยของลูกชายที่ชื่อ พระเจ้าอุทยาทิตยวรมันที่ 2 ซึ่งเห็นบางที่ก็เรียกว่า พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 คิดดูแล้วก็ย้อนไปเมื่อประมาณ 1,000 ปี ที่แล้ว ซึ่งสมัยนั้นเครื่องจักรหนัก หรือเครื่องขุดเจาะ ก็คงจะไม่มีอยู่
ที่กลางบารายตะวันตกจะมีเกาะกลางน้ำ บนเกาะนี้มีปราสาทโบราณที่สร้างในยุคเดียวกันกับบารายก็คือ ปราสาทที่เรียกกันว่า แม่บุญ (Mabon) ตะวันตก ต้องนั่งเรือออกไปถึงจะได้ดู ได้ยินมาอีกเหมือนกันว่าตัวปราสาทนั้นได้พังลงมาหมดแล้ว ด้วยว่าดินบนเกาะกลางน้ำคงจะอ่อนเกินไป ส่วนตัวเลยไม่ได้ลงเรือไปดู เห็นมีแต่นักท่องเที่ยวเกาหลีที่เดินเรียงแถวลงเรือไป
วันนี้ของบารายตะวันตกจึงเป็นแหล่งที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่แวะมาชมโดยใช้ระยะเวลาเพียงสั้น ๆ ถ้าพอมีเวลาหน่อยก็ลงเรือไปเที่ยวทางน้ำกลางบาราย ส่วนคนเสียมเรียบเองก็ใช้ประโยชน์บารายตะวันตกเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือมาเล่นน้ำ นอกเหนือไปจากการเป็นแหล่งของการทำประมงน้ำจืด
นอกจากนี้ ทางการเขมรยังใช้บารายเป็นแหล่งต้นน้ำของระบบการชลประทานเพื่อการเกษตรของเมืองเสียมเรียบ
ย้อนกลับขึ้นมาบนสันอ่างเก็บน้ำจะมีร้านขายของที่ระลึกตั้งอยู่เรียงราย แผงขายผลไม้ที่มีสินค้าคุ้นหน้าคุ้นตาเหมือนที่บ้านเรา ที่จะถูกตามอ้อนก็คือเด็ก ๆ ที่เอาสร้อยข้อมือถักหรือร้อยลูกปัดมาขาย ในราคา 4-5 เส้น 20 บาท แล้วแต่ฝีมือการต่อราคา ซื้อน้อยกว่านี้ก็ไม่มีเงินทอน บางคนก็ส่งเงินให้เปล่า ๆ เพราะอาจจะคิดสงสารแต่ยังไม่โดนใจในตัวสินค้า
ส่วนที่ไม่ค่อยจะได้เห็นเหมือนที่บ้านเราก็คือการเอาหอยน้ำจืดดิบ ๆ หน้าตาออกไปทางหอยจุ๊บ ถ้าดูไม่ผิดก็น่าจะเป็นหอยที่บ้านเราเรียกกันว่า หอยเล็บม้า เคยเห็นตอนที่ไปแถว ๆ จังหวัดสุรินทร์เขาเอามาทำแกงคั่ว แล้วเรียกว่า คุกะเจา แต่ที่นี่เขาเอาหอยดิบมาคลุกกับเกลือ พริกป่น แล้วก็ผงชูรส กินจิ้มกับน้ำมะขามใส่พริกตำ รสชาติเป็นอย่างไรไม่รู้เพราะยังไม่กล้าลอง ที่บ้านเราก็เคยเห็นมีคนเอาไปขายอยู่ที่ตลาดโรงเกลือเหมือนกัน
กลับเข้าตัวเมืองเสียมเรียบผ่านตลาดชาวบ้านเล็ก ๆ ริมทาง ประสาคนชอบเดินตลาดหาของกินที่หน้าตาดี ๆ ชวนให้ลิ้มลอง แต่ไม่เจออะไรที่โดนใจ แวะไปดูข้าวแกงและไปยืนสูดกลิ่นไก่ย่างที่เห็นหน้าตาพอใช้ได้อยู่พักหนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจเก็บท้องไปหาน้ำเอาบ่อหน้าก็แล้วกัน
ได้ข้อยุติเรื่องอาหารมื้อกลางวันกันที่ร้าน Sampheap ที่เคยผ่านตาจากเว็บไซต์ของหมึกแดง ได้ยินคนไทยที่ไปกินข้าวที่นั่นออกเสียงว่า ร้านสมาเพียบ อีกคนช่วยเสริมว่าสำเนียงไทย ๆ ก็คือ เสมอภาพ ส่วนคนท้องถิ่นที่พาไปแนะนำว่าเป็นร้านอาหารที่ขายอาหารเขมรควรจะได้ไปลอง
ในร้านตกแต่งดูหรูหราพอประมาณ ฝ้าเพดานเป็นแผ่นไม้ ลูกค้าค่อนข้างแน่นส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยว การสื่อภาษากับบริกรต้องใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งก็ฟังกันรู้เรื่องมั่งไม่รู้เรื่องมั่ง ถามคนหนึ่งก็ต้องไปตามหาอีกคนหนึ่งมาตอบ เจ้าของพื้นที่เรียกอาหารมาให้ลองโดยไม่ต้องถามความในใจ มีปลาเนื้ออ่อนทอดกรอบ ต้มยำไก่ที่ไม่ค่อยจะได้เห็นเนื้อไก่ ผัดผักรวมกับเนื้ออะไรสักอย่างที่ไม่ใช่เนื้อหมู ไข่เจียวที่ข้างในใส่อะไรมาซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเป็นเนื้อหมูหรือปลาร้า และที่ออกจะขึ้นหน้าขึ้นตาก็คือปลาร้าทรงเครื่องสูตรเฉพาะ ปิดท้ายด้วยสับปะรดกับแตงโม มื้อนี้เจ้าถิ่นคงดูแปลกใจเล็ก ๆ ที่ดูเหมือนว่าคนต่างถิ่นจะไม่ค่อยจะเจริญอาหารสักเท่าไร
บ่าย ๆ จึงได้มีโอกาสไปเดินเลือกหาซื้อของฝากคนที่เมืองไทย คนที่พาไปเขาบอกว่ามีตลาดอยู่หลายแห่ง แต่ก็ทำหน้าที่ตัดสินใจให้เสร็จเลือกที่จะพาไปตลาดปซาจ๊ะ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นตลาดขายของที่ระลึก และอีกส่วนหนึ่งเป็นตลาดสด ชอบใจกับอาคารสองชั้นย่านนี้ที่เป็นสไตล์ยุโรปแบบเก่า น่าจะสร้างกันในสมัยที่ฝรั่งยังเข้ามามีอิทธิพลอยู่มาก ได้ความรู้จากคนที่นี่ว่าถ้าอยากจะซื้อปลาแห้งไปก็ให้ซื้อไปจากที่นี่ เพราะยาฆ่าแมลงน่าจะไม่มีหรือมีน้อยกว่าปลาแห้งที่ส่งไปขายที่ชายแดนทางปอยเปต
ซื้อของที่นี่ใช้ได้ทั้งเงินบาทไทย และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไม่มีสูตรตายตัว แต่ให้ดูราคาของเป็นหลัก เพราะที่นี่เขาไม่ค่อยชอบทอนเงิน คิดอะไรเป็นแบบถ้วน ๆ ไปหมด ของที่ซื้อได้ด้วยเงิน 20 บาท ก็อาจกลายเป็น 1 ดอลลาร์ และของที่ซื้อได้ด้วยเงิน 1 ดอลลาร์ ก็อาจกลายเป็น 40 บาท ที่สำคัญก็คือต้องขยันต่อราคา และใจแข็งพอ ส่วนตัวได้เสื้อยืดคอตตอนคอกลม MADE IN CAMBODIA มาฝากเพื่อนพ้องญาติพี่น้องกันหลายตัว ก็ขายกันอยู่ที่ตัวละ แค่ 1 ดอลลาร์ หรือขายเป็นเงินไทยก็ 3 ตัวร้อย เงินดอลลาร์ควรแลกมาจากเมืองไทย มาแลกที่นี่ราคาจะอยู่ที่ 40-45 บาท เดินซื้อของแถวนี้ถ้าเกินทนจะต้องเข้าห้องน้ำ แนะนำให้ไปขอเข้าที่โรงแรมตาพรหมซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ขึ้นไปบนชั้น 3 เจ้าของโรงแรมเป็นคนเมืองตราดใจดี ที่คนเขมรเรียกว่า พระยาไม วุฒที
เห็นรถสามล้อ (หรือต้องเรียกรถสี่ล้อ ถึงจะถูก) ที่นี่แล้วก็แปลกไปอีกแบบหนึ่ง เขาทำเป็นรถสองล้อใช้พ่วงท้ายกับรถจักรยานยนต์ ถ้าจะเอารถจักรยานยนต์ไปใช้ ก็แค่ถอดสลักยึดออกจอดส่วนที่เป็นสองล้อทิ้งไว้ ราคาขี่พานั่งเที่ยวแวะไปนู่นไปนี่ รวมเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง คิด 200 บาท
กลางคืนเจ้าถิ่นมารับที่โรงแรมบอกว่าจะพาไปกินข้าวแล้วชมนางอัปสรา ก็เลยใจง่ายเดินตามขึ้นรถไป เขาพาไปที่ร้านอาหารโตนเลแม่โขง คนเต็มไปหมดส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์มาลง โชคดีที่ไปถึงเร็วหน่อยเพราะเขาจัดเป็นอาหารบุฟเฟต์ สไตล์อาหารเป็นแบบนานาชาติแต่ออกไปทางจีนและไทย มีไลน์อาหารทั้งคาวหวาน แล้วก็ซุ้มอาหาร ที่จำได้ก็มีก๋วยเตี๋ยว ขาหมู ส้มตำ ไก่ย่าง กูช่ายทอด ต้มยำกุ้ง ปอเปี๊ยะญวน ขนมจีนหมูย่าง ปอเปี๊ยะทอด ฯลฯ ของหวานมีผลไม้หลายอย่าง แล้วก็ไอศกรีมกะทิใส่เครื่อง
ระหว่างที่กินข้าวไปบนเวทีเขาก็มีการแสดงนาฏศิลป์และการละเล่นพื้นบ้าน ดูการแต่งกาย เครื่องทรง ท่วงท่าต่าง ๆ แล้วก็คล้าย ๆ กับการแสดงที่บ้านเรา ที่ดูจะแตกต่างก็คงเป็นเรื่องของคนแสดง คนไทยหลายคนที่นั่งดูอยู่ถึงกับหลุดปากฟันธงว่า สวยใสสู้ของไทยไม่ได้
การแสดงชุดรามเกียรติ์ ดูเหมือนว่าตัวแสดงจะถูกใช้งานอย่างคุ้มค่า การแสดงแต่ละชุดต้องเว้นระยะว่างเพราะต้องรอให้ตัวแสดงเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเพื่อออกแสดงในชุดใหม่ บทบรรยายและบทร้องใช้ภาษาเขมรล้วน
ชุดสุดท้ายเป็นไฮไลท์คือการรำนางอัปสรา มาที่เมืองเสียมเรียบนี่ไปไหนมาไหนก็มักจะเจอสถานที่ที่เอาคำว่า Apsara มาใช้ตั้งเป็นชื่อ กำเนิดของนางอัปสราตามตำนานความเชื่อนั้นบอกว่า เกิดมาจากการกวนเกษียรสมุทรของเหล่ายักษ์และเทวดา
ก่อนที่จะได้น้ำอมฤตมานั้นก็ได้นางอัปสรามาก่อนถึง 35,000,001 ตน (หรือจะเรียกว่า องค์ ไม่รู้ว่าจะใช้ลักษณะนามเป็นอะไรดี) มีเพียงหนึ่งเดียวที่ถูกเลือกไปเป็นพระชายาของพระนารายณ์ ก็คือ พระนางลักษมีเทวี ส่วนที่เหลืออาจจะถูกกวนแรงไปหน่อยก็เลยไม่โดนเลือก แต่ที่เห็นร่ายรำกันอยู่นั้นดูผิวพรรณแล้วก็ไม่น่าเชื่อว่าจะมาจากทะเลน้ำนม
จิตไม่ทันแตกซ่านได้ที่ดี เขาก็จบการแสดงแล้วให้แขกขึ้นไปถ่ายรูปกับนักแสดง เผลอตัวปีนเวทีขึ้นไปถ่ายรูปคู่กับนางอัปสราเป็นคนแรก แต่ไม่กล้าเอาภาพมาออกแสดง เกรงจะถูกวิจารณ์ว่าน่าจะเป็นพวกอสูรมากกว่าที่จะเป็นเทวดา ออกจากร้านอาหารระหว่างทางกลับโรงแรม เจ้าของพื้นที่แวะรถเข้าปั๊มเติมน้ำมัน ซึ่งราคาขายก็ยังเป็นดอลลาร์สหรัฐฯ เห็นควักเงินจ่ายไป 44 ดอลลาร์ ได้แต่นึกอยู่ในใจว่าเงิน เรียล หายไปไหน หมดเวลาไปสองวัน หมดเงินไปก็อีกหลายบาท แล้วก็ยังรู้สึกว่า ยังไม่ได้เจอตัวตนของเมืองเสียมเรียบที่เป็นจริง !!! ชาร / 28 กุมภาพันธ์ 2551 |
| The Hague 05 | ||
เมืองตุ๊กตา Madurodam กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ |
||
|
View All |
||
| << | กุมภาพันธ์ 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | |||||
| 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 |
| 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 | 16 |
| 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 |
| 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | |