• ชาร
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : khaohom007@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2007-04-23
  • จำนวนเรื่อง : 111
  • จำนวนผู้ชม : 47995
  • จำนวนผู้โหวต : 5635
  • ส่ง msg :
เอ็กซิท
ภาพสวยสวยเรียงร้อยไว้กับคำคิดของคนแสวงหา ในยุคการเมืองไร้ราก
Permalink : http://www.oknation.net/blog/exit
วันพุธ ที่ 19 มีนาคม 2551
ตาพรหมคนเฝ้าราชวิหารแห่งอังกอร์ธม ปราสาทซึ่งครั้งหนึ่งเคยจะย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ
Posted by ชาร , ผู้อ่าน : 699 , 09:27:04 น.  
พิมพ์หน้านี้


 

ความที่เป็นคนชอบเดินเที่ยวซื้อของก็เลยติดนิสัยชอบต่อราคาสินค้าแบบสุด ๆ เคยขนาดที่คนขายของประชดบอกว่าถ้าพี่ต่อราคาแบบนี้ผมให้พี่ฟรีไปเลยดีกว่า รู้ว่าเขาพูดแดกดันแต่ก็ยังหลุดปากออกไปว่า ไหน ๆ ก็จะให้พี่ฟรีแล้ว พี่ก็ขอเป็นสัก 2 อันก็แล้วกัน ลงได้พูดกันแบบนี้คงรู้ว่าวันนั้นไม่ได้ซื้อของอะไรติดมือกลับมา

หลังจากผู้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ได้พาไปทำความรู้จักกับปราสาทบันทายสรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือบดูเวลาเห็นเพิ่งจะสี่โมงเช้า ความไม่รู้จักพอช่วยทำให้ความเกรงใจหดหายไป ยอมเอ่ยปากขอให้เขาพาไปดูอีกสักปราสาทที่ใช้เวลาเดินดูใกล้เคียงกับปราสาทบันทายสรีคือประมาณ 1 ชั่วโมง เขาได้ยินแล้วก็ทำท่าอ้ำอึ้งแต่คงจะมีความเกรงใจอยู่มากกว่า เขาถามว่าอยากไปที่ปราสาทไหน คิดไว้ล่วงหน้าแล้วตามที่ได้หาอ่านหนังสือก่อนที่จะมาเสียมเรียบ ก็เลยตอบสวนไปได้ทันทีว่าอยากไปปราสาทตาพรหม

ปราสาทตาพรหมนั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนครธม หรือที่มักเรียกกันว่า อังกอร์ธม โดยอยู่ห่างมาทางทิศตะวันออกประมาณ 1 กม. เจ้าบ้านขับรถพาไปส่งลงตรงประตูทางเข้า หรือทางโคปุระด้านทิศตะวันออก ที่มีร้านขายของอยู่ตรงลานจอดรถ นึกว่าเขาจะจอดรถแล้วเดินเข้าไปด้วยกัน ผิดคาดเพราะพอเขาส่งลงจากรถแล้วก็บอกว่าให้เดินไปเองตามทาง ส่วนเขาจะเอารถไปจอดรอที่ประตูฝั่งตรงข้าม หรือทางโคปุระด้านทิศตะวันตก แล้วก็ย้ำว่าหากเดินเข้าไปถึงบริเวณตัวปราสาทแล้วก็ให้พยายามเดินตามกรุ๊ปทัวร์ที่เขามีไกด์นำทาง ยังนึกในใจว่าคงอยากจะให้เราได้ฟังสิ่งที่ไกด์บรรยายเพื่อเป็นความรู้

มองผ่านจากกำแพงชั้นนอกเห็นพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง นึกถึงยุคสมัยของการก่อสร้างปราสาทตาพรหมเมื่อ 800 กว่าปีก่อน ที่นี่เป็นเสมือนพุทธอาณาจักรของดินแดนเขมร ในช่วงของการเปลี่ยนถ่ายจากยุคสมัยของลัทธิความเชื่อตามศาสนาฮินดู ความต่างคงทำให้คนที่คิดต่างต้องมารวมกันอยู่ในสถานที่ที่มีขอบเขตเฉพาะ เพื่อที่จะได้ทำกิจทางศาสนาตามลัทธิความเชื่อ ก็เลยจำเป็นต้องมีพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างขวางสามารถรองรับคนเหล่านั้นได้อย่างพอเพียง

 

ทางเดินเข้าสู่ตัวปราสาทตาพรหมเป็นทางดิน ระยะทางประมาณ 500 เมตร สองข้างทางเป็นผืนป่าธรรมชาติ และเหมือนกับสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่เมืองเสียมเรียบ ที่จะได้เจอกับวงดนตรีพื้นเมืองของผู้พิการ ซึ่งมาบรรเลงและขายแผ่นซีดีแลกกับเงินบริจาคจากนักท่องเที่ยว

ปราสาทตาพรหมสร้างขึ้นเมื่อปี 1729 (พ.ศ.) โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งทรงนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน แทนการนับถือศาสนาฮินดูและลัทธิพราหมณ์ซึ่งสืบทอดกันมาอย่างยาวนานผ่านกษัตริย์เขมรหลายพระองค์ในสมัยก่อนหน้า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ครองแผ่นดินเขมรอยู่ในช่วงปี 1724-1762 (พ.ศ.) และเป็นผู้ที่สถาปนาเมืองพระนครหลวง หรือ เมืองนครธมขึ้นเป็นราชธานี โดยมีปราสาทบายนที่มียอดปราสาทเป็นรูปหน้าพระโพธิสัตว์จำนวนมากเป็นศูนย์กลาง

 

เคยได้ยินคนแปลความหมายของคำว่า มหายาน ไว้ว่า ยานมาก มาคิดตามดูแล้วก็ได้ความหมายที่น่าจะไม่ต่างกันมากนัก เพราะคิดได้ว่าน่าจะหมายถึง ยานใหญ่ เพราะสามารถพาผู้คนข้ามมหาสมุทรแห่งสังสารวัฏไปได้พร้อม ๆ กันคราวละมาก ๆ ขณะที่หินยานนั้นยานน่าจะเล็กกว่ามากเพราะไปได้ก็แต่เฉพาะตน สำหรับพระโพธิสัตว์นั้นมหายานก็ว่ามีอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นผู้ที่มีฤทธิ์มีอำนาจซึ่งจะช่วยคุ้มครองปกปักรักษาและนำทางผู้คนไปสู่นิพพาน

 

ลักษณะเด่นที่ทำให้นึกถึงชื่อของปราสาทตาพรหมก็คือ ภาพของต้นไม้ยักษ์และรากไม้ขนาดใหญ่จำนวนมากที่ขึ้นปกคลุมเหนือตัวปราสาท ซึ่งแม้จะได้ดูหนัง ลารา ครอฟท์ ทูม เรเดอร์ ซึ่งมีบางฉากที่มาถ่ายทำกันที่นี่ ผ่านมานานถึง 6-7 ปี แล้วก็ตาม แต่บางวันก็ยังอดหยิบ แองเจลินา โจลี มาฝันหาไม่ได้ ก็ผู้หญิงที่เป็นสาวมั่น มีทั้งความเก่ง ความฉลาดเฉลียว และมากด้วยอารมณ์ขัน รวมอยู่ในตัวคนคนเดียวนั้นหากันใช่ได้ง่าย ใครได้ไปก็เหมือนเหมาไปทั้งแพ็คเกจ

ต้นไม้ยักษ์ต้นนี้มีป้ายบอกชื่อเรียกภาษาเขมรที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ต้น Spung ออกเสียงฟังว่าเป็นต้นสะปง ที่เมืองไทยก็มีอยู่ทั่วไปขนาดความสูงใหญ่ก็ไม่ต่างกันนัก คนไทยเรียกว่า ต้นสมพง ต้นกะพง ต้นงุ้น ต้นสะพุง ฯลฯ เป็นไม้เนื้ออ่อน ที่เอาไปใช้ทำไม้จิ้มฟัน และก้านไม้ขีดไฟ

 

ต้นไม้ยักษ์ที่เข้ามาครอบครองเหนือปราสาทตาพรหมแห่งนี้ หนึ่งนั้นก็น่าจะเป็นต้นสะปงที่ว่า แต่ไปพลิกตำราฝรั่งบางเล่มพูดถึงต้น Silk Cotton Tree หรือ Kapok ซึ่งน่าจะหมายถึง ต้นนุ่น ก็เลยไม่รู้ว่าจะหมายความถึงต้นไม้ต้นเดียวกันหรือไม่

 

ต้นไม้ขนาดย่อมลงมาที่เข้ามายึดครองปราสาทนี้เอาไว้ก็คือต้นไทร เห็นคำฝรั่งผ่านตาว่า Strangler Fig

 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงให้สร้างปราสาทตาพรหม ใช้เป็นศาสนสถานและเป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เพื่ออุทิศถวายแด่พระนางชัยราชจุฑามณี ซึ่งเป็นพระมารดา โดยสร้างรูปเคารพที่เป็นสัญญลักษณ์แทนพระมารดาเป็นรูปของนางปรัชญาปารมิตา ที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพีแห่งความเฉลียวฉลาด ผู้เป็นพระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวงตามความเชื่อในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน รูปเคารพที่ว่านี้เดิมอยู่ในปราสาทประธาน แต่ตอนหลังได้ข่าวว่าเดินทางไปอยู่ที่ฝรั่งเศส คนไปที่หลังก็เลยไม่ได้เจอรูปเคารพนี้

เมื่อแรกสร้างปราสาทแห่งนี้มีชื่อเรียกตามจารึกว่า ราชวิหาร ฝรั่งใช้ว่า Rajavihara แต่ถ้าจะออกสำเนียงให้เป็นเขมรหน่อยก็ต้องว่า เรียชวิเหียร มีเรื่องเล่าว่าตอนที่คนฝรั่งเศสมาเจอสถานที่แห่งนี้ มาเจอเข้ากับผู้เฒ่าผู้แก่ที่ชื่อ พรหม บ้างว่าเป็นคนเฝ้าปราสาท บ้างก็ว่ายืนกวาดลานปราสาทอยู่ ก็เลยคว้าเอาชื่อ ตาพรหม ไปเรียกเป็นชื่อของปราสาท เหมือนกับชื่อ พนมเปญ ก็เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า เปญ เป็นชื่อของยายเปญ พนมเปญก็เลยได้มีที่มาจากความหมายว่า ภูเขาของยายเปญ ผิดถูกอย่างไรเรื่องนี้ต้องขออนุญาตไม่ยืนยัน เพราะเรื่องเหล่านี้มักจะเป็นเรื่องเล่าที่ใช้แกล้มเหล้าให้มีอรรถรส

 

มุมมองนี้นักท่องเที่ยวรอคิวเข้ากล้องถ่ายภาพกันยาว เพราะเป็นหนึ่งในฉากขายของหนังลารา ครอฟท์ ทูม เรเดอร์

  

สิ่งก่อสร้างและลวดลายต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ที่ปราสาทตาพรหมนี้ เป็นศิลปเขมรโบราณที่เรียกกันว่า แบบบายน (Bayon) มีอายุอยู่ในช่วงปี 1724-1780 (พ.ศ.) ปราสาทที่เมืองเสียมเรียบซึ่งจัดอยู่ในศิลปกรรมยุคสมัยเดียวกันก็เช่น ปราสาทบายน ที่เมืองพระนครหลวง ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทนาคพัน ปราสาทบันทายกุฎี ปราสาทบันทายฉมาร์ เป็นต้น หลังการสิ้นสุดลงของรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาณาจักรเขมรก็เริ่มเสื่อมลง ขณะที่อาณาจักรสุโขทัยก็เริ่มมีอำนาจมากขึ้น

 

การที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนา ภาพสลักต่าง ๆ ที่ปราสาทตาพรหมจึงเป็นภาพที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ แทนภาพมวลหมู่เทพเจ้าและเทวดาตามความเชื่อในศาสนาฮินดู

  

ลวดลายสลักภาพเทพี เทพธิดา หรือนางอัปสรา มีทรงผมและผ้านุ่ง เป็นประติมากรรมศิลปะสมัยบายน

บางรูปลายสลักก็ถูกซ่อนบังอยู่หลังรากไม้ เปิดช่องเพียงเล็ก ๆ ไว้ให้แย้มมองนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนหน้ากันไปแวะทักทายถ่ายภาพกันอยู่มากหน้าหลายตาทุกวี่วัน

 

รูปบูชาที่บอกถึงความเป็นพุทธซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์มีอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะมีร่องรอยของการถูกทำลายหรือเปลี่ยนสภาพ เนื่องจากสังคมในยุคสมัยนั้นและกษัตริย์ในยุคสมัยต่อมาก็ยังคงนับถือศาสนาพราหมณ์อยู่ แต่คำบอกเล่าถึงเหตุผลเหล่านี้ ไม่ได้อธิบายถึงการเดินทางไปอยู่กรุงปารีสของโบราณวัตถุจำนวนมากจากปราสาทเขมรที่เมืองเสียมเรียบ และเมืองอื่น ๆ ในช่วงที่มีเหตุรักสามเส้าระหว่างสยาม เขมร และฝรั่งเศส

 

การบูรณะปราสาทตาพรหมแบบที่ยังคงปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นตามธรรมชาติ แม้ว่าส่วนหนึ่งรากไม้จะชอนไชทำลายตัวปราสาท แต่บางส่วนก็น่าจะช่วยยึดมัดให้ตัวปราสาทยังยืนรูปอยู่ได้

 

และกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะของปราสาทตาพรหมแห่งนี้

  

เดินเข้าในภายในบริเวณปราสาทชั้นในถึงได้เข้าใจคำเตือนของเจ้าของพื้นที่ที่พาไปส่งเข้าดูปราสาทตาพรหม แต่ไม่ยอมลงไปเดินด้วยกัน ก็ที่เขาบอกว่าให้พยายามเดินตามกรุ๊ปทัวร์ที่มีไกด์นำทางนั่นแหละ ก็เส้นทางข้างในดูจะวกวนไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก ถ้ามัวแต่เดินวนไปมาก็คงจะไปได้ไม่ถึงไหน

ตัวปราสาทประธานสร้างขึ้นบนพื้นราบ ดูแล้วก็ไม่ค่อยได้เห็นความงดงามยิ่งใหญ่ สัดส่วนก็ยังดูแปลก ไม่ค่อยเหมือนปราสาทหินที่เคยเห็นมา เหมือนเอาหินก้อนมาวางซ้อน ๆ กัน โดยไม่เน้นเนื้อหาทางด้านศิลปกรรมมากนัก

 

หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ไทยในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ความสัมพันธ์แบบรักสามเส้าของสยาม เขมร และฝรั่งเศส เกือบจะทำให้ปราสาทตาพรหมแห่งนี้ และปราสาทพระขรรค์ ได้ย้ายเข้ามาตั้งอยู่ในเมืองไทย

 

คงไม่ใช่เรื่องที่ไทยอยากจะได้ปราสาทหินมาเพิ่ม เพราะเท่าที่มีอยู่ก็ไม่เรียกว่าน้อย แต่ความที่กษัตริย์ของแผ่นดินในปกครองแอบไปมีความสัมพันธ์ลับกับฝรั่งเศส หนึ่งในบรรดาประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตกที่กำลังแข่งขันกันเข้ามาครอบครองแผ่นดินในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่จะทรงนิ่งเฉยนั้นก็คงจะกระไรอยู่

 

มาตรการที่พอจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ที่ปกครองอยู่เหนือก็คือ ทรงให้ขุนนางไทยที่ปกครองดูแลเมืองพระตะบองไปสำรวจปราสาทนครวัดเพื่อที่จะรื้อถอนย้ายเข้ามาประกอบขึ้นใหม่ไว้ในแผ่นดินสยาม คณะสำรวจคงดูแล้วเห็นท่าจะย้ายไม่ไหว คนที่เคยไปนครวัดมาก็คงจะเห็นกันแล้วว่าใหญ่โตขนาดไหน การรื้อและการขนย้ายก็คงจะทำไม่ได้ง่าย  ท่านก็เลยทรงสั่งให้ย้ายปราสาทเล็ก ๆ สัก 2 แห่ง ซึ่งก็คือปราสาทตาพรหม และปราสาทพระขรรค์ เอามาไว้ที่เขามหาสวรรค์ และวัดปทุมวัน ซึ่งเขามหาสวรรค์เท่าที่รู้เป็นชื่อเรียกของเขาวังที่ จ.เพชรบุรี ในสมัยนั้น ไม่แน่ใจว่าจะมีที่อื่นอีกหรือไม่ ส่วนวัดปทุมวัน ก็น่าจะเป็นวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ที่กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน

 

คราวนี้ไม่ใช่แค่การสำรวจแล้ว แต่ถึงกับลงมือรื้อกันเลย จับความตามพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ได้ว่าเป็นปี 2403 (พ.ศ.) แต่ตอนรื้อมีทหารเขมรป่าบุกเข้าไปยิงไปฟันพวกที่ไปรื้อปราสาท จนทำให้ขุนนางไทย และเหล่าทหาร ต้องเสียชีวิตไปส่วนหนึ่ง

 

ขณะเดียวกันบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ก็กราบทูลให้ทรงทบทวน เพราะเป็นการยากที่จะรื้อปราสาททั้งหลัง หรือถึงรื้อได้ขนย้ายมาแล้วจะประกอบกลับเข้าไปให้เป็นปราสาทเหมือนเดิมก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากมากกว่า ในที่สุดรัชกาลที่ 4 ท่านก็ได้ทรงสั่งให้ระงับการดำเนินการดังกล่าว ต่อมา เมื่อปี 2410 เมื่อท่านทรงเห็นว่าคงจะรักษาเขมรไว้ในปกครองอีกไม่ได้นานแล้ว ก็ได้ทรงสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องไปทำการถ่ายแบบนครวัดมาสร้างจำลองไว้เพื่อให้คนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเมืองเขมรได้เห็นกัน ที่ทุกวันนี้ปรากฏให้เห็นอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) บริเวณด้านหลังพระมณฑป

 

ที่บริเวณผนังใกล้กับปากประตูหรือโคปุระชั้นในด้านทิศตะวันตก มีรูปสลักเป็นแถวแนวตั้ง มีอยู่รูปหนึ่งที่หลายคน รวมทั้ง ฝรั่งที่เอาไปเขียนหนังสือขาย บอกว่าเป็นรูปของไดโนเสาร์กลุ่มสเตโกซอร์ (Stegosaur) ซึ่งมีครีบหลัง เดินสี่เท้า แต่อีกหลายคนบอกว่าเป็นภาพแรด ที่เห็นเป็นครีบหลังคือลวดลายประดับรูปใบไม้ อีกหลายคนเห็นรูปหูใหญ่ ๆ ว่าน่าจะเป็นเขามากกว่าหูแรด เลยว่าน่าจะเป็นควาย แต่ก็อีกหลายคนเห็นเจ้าสัตว์ที่ว่ามีงวงและมีหางใหญ่ ก็ว่าน่าจะเป็นสัตว์หิมพานต์ที่เรียกว่า ระมาด แต่พลิกเปิดพจนานุกรมดูแล้ว ระมาด ก็คือ แรด นั่นเอง ภาษาเขมรก็เรียกแรดว่า ระมาด เหมือนกัน ก็เลยได้ศัพท์ภาษามาไว้ใช้อีกคำ เผื่อจะใช้ต่อปากต่อคำกับใคร ๆ ว่า ฉันน่ะ..ไม่ใช่นังระมาดนะยะ

 

ว่าแต่ว่าดูรูปสลักแถว ๆ บริเวณนี้แล้ว ดูสภาพสมบูรณ์และใหม่ ๆ ไร้คราบชอบกล แต่ก็อย่างที่มีคนว่าไว้ว่า อย่าให้ความสงสัยมาทำลายความศรัทธาของท่าน คงเดินเที่ยวชมปราสาทโบราณไม่สนุกเป็นแน่ ถ้ามัวแต่สงสัยนู่นสงสัยนี่อยู่

การบูรณะปราสาทตาพรหมยังทำกันอยู่ต่อเนื่อง ล่าสุดกัมพูชาได้รับความร่วมมือให้การสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดียในการบูรณะ

ปราสาทตาพรหมมีขนาดพื้นที่ที่กว้างขวาง เดินจากประตูกำแพงชั้นนอกด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ระยะทางประมาณ 1 กม. ตัวปราสาท สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ จะอยู่ช่วงกลาง ซึ่งความกว้างของประสาทตาพรมอยู่ที่ประมาณ 650 เมตร รวมระยะทางที่จะต้องเดินจึงมากกว่า 1 กม. ใช้เวลาเดินอย่างไม่ต้องดูละเอียดนักก็ประมาณ 1 ชั่วโมง

 

เดินกลับออกทางประตูหรือโคปุระด้านทิศตะวันตกของกำแพงชั้นนอกปราสาทตาพรหม ซุ้มประตูขนาดใหญ่ มียอดคล้ายปราสาทเป็นรูปสลักพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 หน้า ความกว้างใหญ่ของพื้นที่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าตอนที่ฝรั่งเศสมาเจอปราสาทแห่งนี้เข้า  ทำไมถึงเจอแต่ตาพรหมคนเดียว จนเอาชื่อไปตั้งเป็นชื่อของปราสาท

มีคนเคยชวนว่าถ้าอยากจะดูวัตถุโบราณจากปราสาทเขมรแล้ว นอกจากจะเดินทางไปดูที่กัมพูชาแล้ว ก็ให้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์กิเมต์ (Guimet) ที่กรุงปารีส หรือบางทีอาจจะได้ดูชิ้นส่วนที่ขาดหายไปจากที่ได้ไปดูมาจากเมืองเสียมเรียบ

ประตูมีไว้เพื่อใช้เข้า-ออก แต่สิ่งของมากคุณค่าในอดีตของหลายแผ่นดินที่ถูกประเทศผู้มีอำนาจเหนือปล้นสดมภ์ออกไป คงยากที่จะทวงหาแม้แต่โอกาสของการที่จะได้กลับคืน !!!

ชาร / 19 มีนาคม 2551


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 6
ย่าดา วันที่ : 21/03/2008 เวลา : 13.21 น.
http://www.oknation.net/blog/dada
วิญญานอิสระโบยบิ http://www.oknation.net/blog/freesoultofly

เคยไปครั้งหนึ่งนานแล้ว อยากไปอีกสักครั้ง
ความคิดเห็นที่ 5
manop26 วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 19.16 น.
http://www.oknation.net/blog/manop26
 

สวัสดีครับ...ผมได้มีเวลาผ่านเข้ามาอ่านใน blog ของคุณอีกครั้งหนี่ง รู้สึกว่าดีมีสาระเลยขอให้คะแนนอีก 1 คะแนน ว่าง ๆ มาชม blog ของผมบ้างน๊ะ.....ครับ
ความคิดเห็นที่ 4
สาริมา วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 17.19 น.
http://www.oknation.net/blog/sarima

เคยไปหลายครั้งแล้ว ตื่นตาตื่นใจทุกครั้ง แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสรู้ประวัติหรือเกร็ดความรู้ละเอียดๆ อย่างนี้ จะคอยตามอ่าน อ้อ รูปก็สวย
ความคิดเห็นที่ 3
spyone วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 16.23 น.
http://www.oknation.net/blog/spyone
  โลกหมุนด้วยความรัก


ชอบ..ระมาดมากค่ะ
ความคิดเห็นที่ 2
wullopp วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 10.42 น.
http://www.oknation.net/blog/health2you

โหวตให้อีก 1 คะแนน... // เราย้ายปราสาทมาไว้ที่กรุงเทพฯ หรือเมืองไทยได้ครับ... // วิธีไม่ยากคือ ทำพิพิธภัณฑ์ 3 มิติ โดยใช้เลเซอร์ halogram แล้วนำของดีๆ จากทั่วโลกมาไว้เมืองไทยให้หมด ...
ความคิดเห็นที่ 1
ศุภศรุต วันที่ : 19/03/2008 เวลา : 09.50 น.
http://www.oknation.net/blog/voranai
เรื่องราวหลากหลายในมุมมองของนักมานุษยวิทยา


8 - 11 พฤษภาคม เราจะกลับไปเยือนอีกครั้งครับ
คราวนี้เราจะไปบันทายฉมาร์ เบงมาลา มหาปิรามิดที่เกาะแกร์ เพิ่มจากเมืองนครธม นครวัด

ความยิ่งใหญ่แห่งศิลาและราชันย์ กำลังรอท่านอยู่ หากคิดจะสัมผัส ...สักครั้งในชีวิต

ปล. แอบมาโฆษณาซะเลย




แสดงความคิดเห็น

  เข้าสู่ระบบ   |   สมัครสมาชิก
ชื่อ:  
อีเมล์:  
เว็บไซต์:  
ความคิดเห็น:  
   

ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน

<< มีนาคม 2008 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30 31          



เรื่องกิน กับ เรื่องเที่ยว คุณชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน
เรื่องกิน
1550 คน
เรื่องเที่ยว
762 คน

  โหวต 2312 คน