พิมพ์หน้านี้
|
ความที่เป็นคนชอบเดินเที่ยวซื้อของก็เลยติดนิสัยชอบต่อราคาสินค้าแบบสุด ๆ เคยขนาดที่คนขายของประชดบอกว่าถ้าพี่ต่อราคาแบบนี้ผมให้พี่ฟรีไปเลยดีกว่า รู้ว่าเขาพูดแดกดันแต่ก็ยังหลุดปากออกไปว่า ไหน ๆ ก็จะให้พี่ฟรีแล้ว พี่ก็ขอเป็นสัก 2 อันก็แล้วกัน ลงได้พูดกันแบบนี้คงรู้ว่าวันนั้นไม่ได้ซื้อของอะไรติดมือกลับมา หลังจากผู้ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ได้พาไปทำความรู้จักกับปราสาทบันทายสรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหลือบดูเวลาเห็นเพิ่งจะสี่โมงเช้า ความไม่รู้จักพอช่วยทำให้ความเกรงใจหดหายไป ยอมเอ่ยปากขอให้เขาพาไปดูอีกสักปราสาทที่ใช้เวลาเดินดูใกล้เคียงกับปราสาทบันทายสรีคือประมาณ 1 ชั่วโมง เขาได้ยินแล้วก็ทำท่าอ้ำอึ้งแต่คงจะมีความเกรงใจอยู่มากกว่า เขาถามว่าอยากไปที่ปราสาทไหน คิดไว้ล่วงหน้าแล้วตามที่ได้หาอ่านหนังสือก่อนที่จะมาเสียมเรียบ ก็เลยตอบสวนไปได้ทันทีว่าอยากไปปราสาทตาพรหม
ปราสาทตาพรหมนั้นอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนครธม หรือที่มักเรียกกันว่า อังกอร์ธม โดยอยู่ห่างมาทางทิศตะวันออกประมาณ 1 กม. เจ้าบ้านขับรถพาไปส่งลงตรงประตูทางเข้า หรือทางโคปุระด้านทิศตะวันออก ที่มีร้านขายของอยู่ตรงลานจอดรถ นึกว่าเขาจะจอดรถแล้วเดินเข้าไปด้วยกัน ผิดคาดเพราะพอเขาส่งลงจากรถแล้วก็บอกว่าให้เดินไปเองตามทาง ส่วนเขาจะเอารถไปจอดรอที่ประตูฝั่งตรงข้าม หรือทางโคปุระด้านทิศตะวันตก แล้วก็ย้ำว่าหากเดินเข้าไปถึงบริเวณตัวปราสาทแล้วก็ให้พยายามเดินตามกรุ๊ปทัวร์ที่เขามีไกด์นำทาง ยังนึกในใจว่าคงอยากจะให้เราได้ฟังสิ่งที่ไกด์บรรยายเพื่อเป็นความรู้
มองผ่านจากกำแพงชั้นนอกเห็นพื้นที่ภายในที่กว้างขวาง นึกถึงยุคสมัยของการก่อสร้างปราสาทตาพรหมเมื่อ 800 กว่าปีก่อน ที่นี่เป็นเสมือนพุทธอาณาจักรของดินแดนเขมร ในช่วงของการเปลี่ยนถ่ายจากยุคสมัยของลัทธิความเชื่อตามศาสนาฮินดู ความต่างคงทำให้คนที่คิดต่างต้องมารวมกันอยู่ในสถานที่ที่มีขอบเขตเฉพาะ เพื่อที่จะได้ทำกิจทางศาสนาตามลัทธิความเชื่อ ก็เลยจำเป็นต้องมีพื้นที่ที่มีบริเวณกว้างขวางสามารถรองรับคนเหล่านั้นได้อย่างพอเพียง
ทางเดินเข้าสู่ตัวปราสาทตาพรหมเป็นทางดิน ระยะทางประมาณ 500 เมตร สองข้างทางเป็นผืนป่าธรรมชาติ และเหมือนกับสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งที่เมืองเสียมเรียบ ที่จะได้เจอกับวงดนตรีพื้นเมืองของผู้พิการ ซึ่งมาบรรเลงและขายแผ่นซีดีแลกกับเงินบริจาคจากนักท่องเที่ยว
ปราสาทตาพรหมสร้างขึ้นเมื่อปี 1729 (พ.ศ.) โดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งทรงนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายาน แทนการนับถือศาสนาฮินดูและลัทธิพราหมณ์ซึ่งสืบทอดกันมาอย่างยาวนานผ่านกษัตริย์เขมรหลายพระองค์ในสมัยก่อนหน้า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ครองแผ่นดินเขมรอยู่ในช่วงปี 1724-1762 (พ.ศ.) และเป็นผู้ที่สถาปนาเมืองพระนครหลวง หรือ เมืองนครธมขึ้นเป็นราชธานี โดยมีปราสาทบายนที่มียอดปราสาทเป็นรูปหน้าพระโพธิสัตว์จำนวนมากเป็นศูนย์กลาง
เคยได้ยินคนแปลความหมายของคำว่า มหายาน ไว้ว่า ยานมาก มาคิดตามดูแล้วก็ได้ความหมายที่น่าจะไม่ต่างกันมากนัก เพราะคิดได้ว่าน่าจะหมายถึง ยานใหญ่ เพราะสามารถพาผู้คนข้ามมหาสมุทรแห่งสังสารวัฏไปได้พร้อม ๆ กันคราวละมาก ๆ ขณะที่หินยานนั้นยานน่าจะเล็กกว่ามากเพราะไปได้ก็แต่เฉพาะตน สำหรับพระโพธิสัตว์นั้นมหายานก็ว่ามีอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นผู้ที่มีฤทธิ์มีอำนาจซึ่งจะช่วยคุ้มครองปกปักรักษาและนำทางผู้คนไปสู่นิพพาน
ลักษณะเด่นที่ทำให้นึกถึงชื่อของปราสาทตาพรหมก็คือ ภาพของต้นไม้ยักษ์และรากไม้ขนาดใหญ่จำนวนมากที่ขึ้นปกคลุมเหนือตัวปราสาท ซึ่งแม้จะได้ดูหนัง ลารา ครอฟท์ ทูม เรเดอร์ ซึ่งมีบางฉากที่มาถ่ายทำกันที่นี่ ผ่านมานานถึง 6-7 ปี แล้วก็ตาม แต่บางวันก็ยังอดหยิบ แองเจลินา โจลี มาฝันหาไม่ได้ ก็ผู้หญิงที่เป็นสาวมั่น มีทั้งความเก่ง ความฉลาดเฉลียว และมากด้วยอารมณ์ขัน รวมอยู่ในตัวคนคนเดียวนั้นหากันใช่ได้ง่าย ใครได้ไปก็เหมือนเหมาไปทั้งแพ็คเกจ
ต้นไม้ยักษ์ต้นนี้มีป้ายบอกชื่อเรียกภาษาเขมรที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า ต้น Spung ออกเสียงฟังว่าเป็นต้นสะปง ที่เมืองไทยก็มีอยู่ทั่วไปขนาดความสูงใหญ่ก็ไม่ต่างกันนัก คนไทยเรียกว่า ต้นสมพง ต้นกะพง ต้นงุ้น ต้นสะพุง ฯลฯ เป็นไม้เนื้ออ่อน ที่เอาไปใช้ทำไม้จิ้มฟัน และก้านไม้ขีดไฟ
ต้นไม้ยักษ์ที่เข้ามาครอบครองเหนือปราสาทตาพรหมแห่งนี้ หนึ่งนั้นก็น่าจะเป็นต้นสะปงที่ว่า แต่ไปพลิกตำราฝรั่งบางเล่มพูดถึงต้น Silk Cotton Tree หรือ Kapok ซึ่งน่าจะหมายถึง ต้นนุ่น ก็เลยไม่รู้ว่าจะหมายความถึงต้นไม้ต้นเดียวกันหรือไม่
ต้นไม้ขนาดย่อมลงมาที่เข้ามายึดครองปราสาทนี้เอาไว้ก็คือต้นไทร เห็นคำฝรั่งผ่านตาว่า Strangler Fig
พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงให้สร้างปราสาทตาพรหม ใช้เป็นศาสนสถานและเป็นสถานที่ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เพื่ออุทิศถวายแด่พระนางชัยราชจุฑามณี ซึ่งเป็นพระมารดา โดยสร้างรูปเคารพที่เป็นสัญญลักษณ์แทนพระมารดาเป็นรูปของนางปรัชญาปารมิตา ที่ได้ชื่อว่าเป็นเทพีแห่งความเฉลียวฉลาด ผู้เป็นพระมารดาแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวงตามความเชื่อในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน รูปเคารพที่ว่านี้เดิมอยู่ในปราสาทประธาน แต่ตอนหลังได้ข่าวว่าเดินทางไปอยู่ที่ฝรั่งเศส คนไปที่หลังก็เลยไม่ได้เจอรูปเคารพนี้
เมื่อแรกสร้างปราสาทแห่งนี้มีชื่อเรียกตามจารึกว่า ราชวิหาร ฝรั่งใช้ว่า Rajavihara แต่ถ้าจะออกสำเนียงให้เป็นเขมรหน่อยก็ต้องว่า เรียชวิเหียร มีเรื่องเล่าว่าตอนที่คนฝรั่งเศสมาเจอสถานที่แห่งนี้ มาเจอเข้ากับผู้เฒ่าผู้แก่ที่ชื่อ พรหม บ้างว่าเป็นคนเฝ้าปราสาท บ้างก็ว่ายืนกวาดลานปราสาทอยู่ ก็เลยคว้าเอาชื่อ ตาพรหม ไปเรียกเป็นชื่อของปราสาท เหมือนกับชื่อ พนมเปญ ก็เคยมีคนเล่าให้ฟังว่า เปญ เป็นชื่อของยายเปญ พนมเปญก็เลยได้มีที่มาจากความหมายว่า ภูเขาของยายเปญ ผิดถูกอย่างไรเรื่องนี้ต้องขออนุญาตไม่ยืนยัน เพราะเรื่องเหล่านี้มักจะเป็นเรื่องเล่าที่ใช้แกล้มเหล้าให้มีอรรถรส
มุมมองนี้นักท่องเที่ยวรอคิวเข้ากล้องถ่ายภาพกันยาว เพราะเป็นหนึ่งในฉากขายของหนังลารา ครอฟท์ ทูม เรเดอร์ สิ่งก่อสร้างและลวดลายต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ที่ปราสาทตาพรหมนี้ เป็นศิลปเขมรโบราณที่เรียกกันว่า แบบบายน (Bayon) มีอายุอยู่ในช่วงปี 1724-1780 (พ.ศ.) ปราสาทที่เมืองเสียมเรียบซึ่งจัดอยู่ในศิลปกรรมยุคสมัยเดียวกันก็เช่น ปราสาทบายน ที่เมืองพระนครหลวง ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทนาคพัน ปราสาทบันทายกุฎี ปราสาทบันทายฉมาร์ เป็นต้น หลังการสิ้นสุดลงของรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 อาณาจักรเขมรก็เริ่มเสื่อมลง ขณะที่อาณาจักรสุโขทัยก็เริ่มมีอำนาจมากขึ้น
การที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงนับถือพุทธศาสนา ภาพสลักต่าง ๆ ที่ปราสาทตาพรหมจึงเป็นภาพที่เกี่ยวข้องกับพุทธประวัติ แทนภาพมวลหมู่เทพเจ้าและเทวดาตามความเชื่อในศาสนาฮินดู
ลวดลายสลักภาพเทพี เทพธิดา หรือนางอัปสรา มีทรงผมและผ้านุ่ง เป็นประติมากรรมศิลปะสมัยบายน
บางรูปลายสลักก็ถูกซ่อนบังอยู่หลังรากไม้ เปิดช่องเพียงเล็ก ๆ ไว้ให้แย้มมองนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนหน้ากันไปแวะทักทายถ่ายภาพกันอยู่มากหน้าหลายตาทุกวี่วัน
รูปบูชาที่บอกถึงความเป็นพุทธซึ่งยังคงสภาพสมบูรณ์มีอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะมีร่องรอยของการถูกทำลายหรือเปลี่ยนสภาพ เนื่องจากสังคมในยุคสมัยนั้นและกษัตริย์ในยุคสมัยต่อมาก็ยังคงนับถือศาสนาพราหมณ์อยู่ แต่คำบอกเล่าถึงเหตุผลเหล่านี้ ไม่ได้อธิบายถึงการเดินทางไปอยู่กรุงปารีสของโบราณวัตถุจำนวนมากจากปราสาทเขมรที่เมืองเสียมเรียบ และเมืองอื่น ๆ ในช่วงที่มีเหตุรักสามเส้าระหว่างสยาม เขมร และฝรั่งเศส
การบูรณะปราสาทตาพรหมแบบที่ยังคงปล่อยให้ต้นไม้ขึ้นตามธรรมชาติ แม้ว่าส่วนหนึ่งรากไม้จะชอนไชทำลายตัวปราสาท แต่บางส่วนก็น่าจะช่วยยึดมัดให้ตัวปราสาทยังยืนรูปอยู่ได้
และกลายเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเฉพาะของปราสาทตาพรหมแห่งนี้
เดินเข้าในภายในบริเวณปราสาทชั้นในถึงได้เข้าใจคำเตือนของเจ้าของพื้นที่ที่พาไปส่งเข้าดูปราสาทตาพรหม แต่ไม่ยอมลงไปเดินด้วยกัน ก็ที่เขาบอกว่าให้พยายามเดินตามกรุ๊ปทัวร์ที่มีไกด์นำทางนั่นแหละ ก็เส้นทางข้างในดูจะวกวนไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก ถ้ามัวแต่เดินวนไปมาก็คงจะไปได้ไม่ถึงไหน
ตัวปราสาทประธานสร้างขึ้นบนพื้นราบ ดูแล้วก็ไม่ค่อยได้เห็นความงดงามยิ่งใหญ่ สัดส่วนก็ยังดูแปลก ไม่ค่อยเหมือนปราสาทหินที่เคยเห็นมา เหมือนเอาหินก้อนมาวางซ้อน ๆ กัน โดยไม่เน้นเนื้อหาทางด้านศิลปกรรมมากนัก
หากย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ไทยในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 4 ความสัมพันธ์แบบรักสามเส้าของสยาม เขมร และฝรั่งเศส เกือบจะทำให้ปราสาทตาพรหมแห่งนี้ และปราสาทพระขรรค์ ได้ย้ายเข้ามาตั้งอยู่ในเมืองไทย
คงไม่ใช่เรื่องที่ไทยอยากจะได้ปราสาทหินมาเพิ่ม เพราะเท่าที่มีอยู่ก็ไม่เรียกว่าน้อย แต่ความที่กษัตริย์ของแผ่นดินในปกครองแอบไปมีความสัมพันธ์ลับกับฝรั่งเศส หนึ่งในบรรดาประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตกที่กำลังแข่งขันกันเข้ามาครอบครองแผ่นดินในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การที่จะทรงนิ่งเฉยนั้นก็คงจะกระไรอยู่
มาตรการที่พอจะแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้ที่ปกครองอยู่เหนือก็คือ ทรงให้ขุนนางไทยที่ปกครองดูแลเมืองพระตะบองไปสำรวจปราสาทนครวัดเพื่อที่จะรื้อถอนย้ายเข้ามาประกอบขึ้นใหม่ไว้ในแผ่นดินสยาม คณะสำรวจคงดูแล้วเห็นท่าจะย้ายไม่ไหว คนที่เคยไปนครวัดมาก็คงจะเห็นกันแล้วว่าใหญ่โตขนาดไหน การรื้อและการขนย้ายก็คงจะทำไม่ได้ง่าย ท่านก็เลยทรงสั่งให้ย้ายปราสาทเล็ก ๆ สัก 2 แห่ง ซึ่งก็คือปราสาทตาพรหม และปราสาทพระขรรค์ เอามาไว้ที่เขามหาสวรรค์ และวัดปทุมวัน ซึ่งเขามหาสวรรค์เท่าที่รู้เป็นชื่อเรียกของเขาวังที่ จ.เพชรบุรี ในสมัยนั้น ไม่แน่ใจว่าจะมีที่อื่นอีกหรือไม่ ส่วนวัดปทุมวัน ก็น่าจะเป็นวัดปทุมวนาราม ราชวรวิหาร ที่กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน
คราวนี้ไม่ใช่แค่การสำรวจแล้ว แต่ถึงกับลงมือรื้อกันเลย จับความตามพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ได้ว่าเป็นปี 2403 (พ.ศ.) แต่ตอนรื้อมีทหารเขมรป่าบุกเข้าไปยิงไปฟันพวกที่ไปรื้อปราสาท จนทำให้ขุนนางไทย และเหล่าทหาร ต้องเสียชีวิตไปส่วนหนึ่ง
ขณะเดียวกันบรรดาขุนนางผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ ก็กราบทูลให้ทรงทบทวน เพราะเป็นการยากที่จะรื้อปราสาททั้งหลัง หรือถึงรื้อได้ขนย้ายมาแล้วจะประกอบกลับเข้าไปให้เป็นปราสาทเหมือนเดิมก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากมากกว่า ในที่สุดรัชกาลที่ 4 ท่านก็ได้ทรงสั่งให้ระงับการดำเนินการดังกล่าว ต่อมา เมื่อปี 2410 เมื่อท่านทรงเห็นว่าคงจะรักษาเขมรไว้ในปกครองอีกไม่ได้นานแล้ว ก็ได้ทรงสั่งให้ผู้เกี่ยวข้องไปทำการถ่ายแบบนครวัดมาสร้างจำลองไว้เพื่อให้คนไทยที่ไม่ได้มีโอกาสไปเมืองเขมรได้เห็นกัน ที่ทุกวันนี้ปรากฏให้เห็นอยู่ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) บริเวณด้านหลังพระมณฑป
ที่บริเวณผนังใกล้กับปากประตูหรือโคปุระชั้นในด้านทิศตะวันตก มีรูปสลักเป็นแถวแนวตั้ง มีอยู่รูปหนึ่งที่หลายคน รวมทั้ง ฝรั่งที่เอาไปเขียนหนังสือขาย บอกว่าเป็นรูปของไดโนเสาร์กลุ่มสเตโกซอร์ (Stegosaur) ซึ่งมีครีบหลัง เดินสี่เท้า แต่อีกหลายคนบอกว่าเป็นภาพแรด ที่เห็นเป็นครีบหลังคือลวดลายประดับรูปใบไม้ อีกหลายคนเห็นรูปหูใหญ่ ๆ ว่าน่าจะเป็นเขามากกว่าหูแรด เลยว่าน่าจะเป็นควาย แต่ก็อีกหลายคนเห็นเจ้าสัตว์ที่ว่ามีงวงและมีหางใหญ่ ก็ว่าน่าจะเป็นสัตว์หิมพานต์ที่เรียกว่า ระมาด แต่พลิกเปิดพจนานุกรมดูแล้ว ระมาด ก็คือ แรด นั่นเอง ภาษาเขมรก็เรียกแรดว่า ระมาด เหมือนกัน ก็เลยได้ศัพท์ภาษามาไว้ใช้อีกคำ เผื่อจะใช้ต่อปากต่อคำกับใคร ๆ ว่า ฉันน่ะ..ไม่ใช่นังระมาดนะยะ
ว่าแต่ว่าดูรูปสลักแถว ๆ บริเวณนี้แล้ว ดูสภาพสมบูรณ์และใหม่ ๆ ไร้คราบชอบกล แต่ก็อย่างที่มีคนว่าไว้ว่า อย่าให้ความสงสัยมาทำลายความศรัทธาของท่าน คงเดินเที่ยวชมปราสาทโบราณไม่สนุกเป็นแน่ ถ้ามัวแต่สงสัยนู่นสงสัยนี่อยู่
การบูรณะปราสาทตาพรหมยังทำกันอยู่ต่อเนื่อง ล่าสุดกัมพูชาได้รับความร่วมมือให้การสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดียในการบูรณะ
ปราสาทตาพรหมมีขนาดพื้นที่ที่กว้างขวาง เดินจากประตูกำแพงชั้นนอกด้านทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก ระยะทางประมาณ 1 กม. ตัวปราสาท สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ จะอยู่ช่วงกลาง ซึ่งความกว้างของประสาทตาพรมอยู่ที่ประมาณ 650 เมตร รวมระยะทางที่จะต้องเดินจึงมากกว่า 1 กม. ใช้เวลาเดินอย่างไม่ต้องดูละเอียดนักก็ประมาณ 1 ชั่วโมง
เดินกลับออกทางประตูหรือโคปุระด้านทิศตะวันตกของกำแพงชั้นนอกปราสาทตาพรหม ซุ้มประตูขนาดใหญ่ มียอดคล้ายปราสาทเป็นรูปสลักพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร 4 หน้า ความกว้างใหญ่ของพื้นที่ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าตอนที่ฝรั่งเศสมาเจอปราสาทแห่งนี้เข้า ทำไมถึงเจอแต่ตาพรหมคนเดียว จนเอาชื่อไปตั้งเป็นชื่อของปราสาท
มีคนเคยชวนว่าถ้าอยากจะดูวัตถุโบราณจากปราสาทเขมรแล้ว นอกจากจะเดินทางไปดูที่กัมพูชาแล้ว ก็ให้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์กิเมต์ (Guimet) ที่กรุงปารีส หรือบางทีอาจจะได้ดูชิ้นส่วนที่ขาดหายไปจากที่ได้ไปดูมาจากเมืองเสียมเรียบ ประตูมีไว้เพื่อใช้เข้า-ออก แต่สิ่งของมากคุณค่าในอดีตของหลายแผ่นดินที่ถูกประเทศผู้มีอำนาจเหนือปล้นสดมภ์ออกไป คงยากที่จะทวงหาแม้แต่โอกาสของการที่จะได้กลับคืน !!! ชาร / 19 มีนาคม 2551 |
| The Hague 05 | ||
เมืองตุ๊กตา Madurodam กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ |
||
|
View All |
||
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||