พิมพ์หน้านี้
|
มาถึงตัวเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อตอนเย็น ๆ เข้าพักโรงแรมชื่อฝรั่งซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่าดอกบัวคู่ ในห้องน้ำก็มีสบู่ แชมพู ยาสีฟัน ยี่ห้อเดียวกันนี้จัดไว้ให้ อาบน้ำอาบท่าให้สดใสชื่นใจเสร็จ ท้องก็ชวนออกตามล่าหาของกิน ไปตามต่างจังหวัดติดนิสัยชอบหากินตามตลาดท้องถิ่น ไม่ได้ขี้เหนียวแต่ไม่ค่อยชอบอาหารโรงแรมที่มักจะติดกลิ่นฝรั่ง แหล่งเสาะหาอาหารลงท้องตอนเย็นที่เมืองนครฯ นั้น อยู่แถว ๆ ตลาดเทศบาล ที่ถนนปากนคร ตกเย็นจะเริ่มมีรถเข็นทะยอยออกมาขายของชวนให้กินมากมาย
อีกตลาดหนึ่งอยู่ที่ถนนราชดำเนิน จากตลาดเทศบาลเลี้ยวซ้ายเข้าถนนที่จะไปวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ชื่อว่าตลาดท่าม้า อยู่ทางซ้ายมือก่อนถึงศาลากลางจังหวัด ถึงจะเล็กกว่าตลาดแรกแต่ของกินก็เยอะ มีป้ายบอกโซนประเภทอาหารไว้ชัดเจน ถูกใจขนมหวานขายถุงละ 5 บาท ซื้อกลับไปกินที่โรงแรมแบบโน่นก็อยากนี่ก็อยากซะหลายถุง
ไปเมืองนครฯ ครั้งไหน ถ้าไม่ได้ไปแวะไปไหว้พระบรมธาตุที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ก็ดูเหมือนจะขาด ๆ อะไรไป เช้าวันใหม่หลังจากลงไปจัดการกับอาหารเช้าของโรงแรมให้อิ่มท้อง ก็เก็บของเช็คเอาท์ออกจากโรงแรม ก่อนจะเดินทางออกจากเมืองนครฯ ก็แวะไปวัดก่อนเพื่อความเป็นสิริมงคล
บริเวณพื้นลานก่อนประตูทางเข้าพระบรมธาตุเจดีย์ มีรูปจำลองของพระแม่เจ้าเหมชาลา และพระทนทกุมาร และเรือสำเภา ตามเรื่องเล่ามีว่าทั้งคู่เป็นพระราชธิดาและพระราชโอรสของพระเจ้าโคสีหราช และพระนางมหาเทวี ผู้ครองนครทันทบุรี ในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นผู้ที่อัญเชิญองค์พระธาตุ ส่วนที่เป็นพระทันตธาตุ (ฟัน) ของพระพุทธเจ้า ลงเรือสำเภามาจากประเทศอินเดีย เพื่อหลบหนีภัยจากกษัตริย์เมืองอื่นที่จะมาขอแบ่ง แต่เรือถูกพายุซัดจนแตกพัดมาเกยขึ้นฝั่งที่บริเวณหาดทรายแก้ว เมื่อปี พ.ศ.854 จึงได้นำพระบรมธาตุฝังทรายไว้ เมื่อทั้งคู่ได้กลับไปยังแผ่นดินเกิดก็ไม่ได้นำพระบรมธาตุกลับไปด้วย
ในส่วนของวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ถนนราชดำเนิน ตำบลในเมือง อำเภอเมืองฯ จังหวัดนครศรีธรรมราชนี้ ก็มีเรื่องเล่าต่อว่าบริเวณหาดทรายแก้วนั้นภายหลังสันดอนทรายชายฝั่งได้ทับถมจนเป็นแผ่นดิน เมื่อพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช (หรือบางแห่งเรียกว่า พระเจ้าจันทรภาณุ) มาตั้งเมืองนครฯ อยู่ที่นี่ ก็ได้มาพบพระบรมธาตุ จึงได้สร้างพระมหาเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1098 เดิมนั้นว่าเป็นเจดีย์แบบศรีวิชัย ซึ่งเป็นเจดีย์ทรงมณฑป มีหลังคาเป็นสถูปห้ายอด แบบพระบรมธาตุไชยา ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเรื่องเล่าก็พูดถึงแต่เรื่องของการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์ ไม่ได้พูดถึงเรื่องการสร้างวัด จึงไม่ปรากฏหลักฐานที่พอจะระบุถึงปีที่สร้างวัดได้
แต่ที่ได้ดูกันจากสิ่งก่อสร้างเก่า ๆ ภายในวัดแล้ว ก็เห็นกันว่าเป็นงานสถาปัตยกรรมแบบกรุงศรีอยุธยาเสียเป็นส่วนใหญ่ มีเป็นบางส่วนที่น่าจะก่อสร้างขึ้นในสมัยธนบุรี และรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ส่วนพระบรมธาตุเจดีย์ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้เป็นแบบลังการูประฆังคว่ำ มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 ก็เล่ากันว่าเป็นการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.1770 ซึ่งเป็นการสร้างพระมหาเจดีย์องค์ใหม่ขึ้นครอบพระมหาเจดีย์องค์เก่าที่ชำรุดเสียหายมาก
ปลียอดของพระบรมธาตุเจดีย์ที่เห็นเป็นสีทองอร่าม คือแผ่นทองคำแท้น้ำหนักกว่า 200 กิโลกรัม และที่ถ้าไม่มีคนบอกก็จะไม่ได้รู้ถึงความเป็น UNSEEN ของพระบรมธาตุเจดีย์แห่งนี้ก็คือ ไม่ว่าแดดจะจัดจ้าแรงหรือเบาแค่ไหน ก็จะไม่มีโอกาสได้เห็นเงาขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ เรื่องแบบนี้ต้องไปพิสูจน์กันด้วยตนเอง แต่ก็มีเรื่องเล่าที่เชื่อกันว่าหากได้เห็นเงาของพระบรมธาตุเจดีย์ทอดตกไปทางทิศไหน ก็จะเกิดเหตุไม่ดีขึ้นทางทิศนั้น
เจดีย์รายรอบพระบรมธาตุเจดีย์ที่มีอยู่มากถึง 158 องค์
บริเวณระเบียงคดมีพระพุทธรูปตั้งแถวอยู่เป็นแนวยาว ด้านหลังเป็นภาพเขียนสีที่น่าจะเป็นฝีมือของช่างสมัยใหม่
วิหารรอบฐานพระบรมธาตุเจดีย์ มีชื่อเรียกว่า วิหารทับเกษตร หรือ พระระเบียงตีนธาตุ มีพระพุทธรูปนั่งอยู่ทั้งสี่ด้าน 137 องค์ ด้านหลังเป็นซุ้มเรือนแก้วครอบพระพุทธรูปปางประทานอภัยอีก 22 ซุ้ม
วิหารพระมหาภิเนษกรมณ์ หรือ วิหารพระทรงม้า ซึ่งเรียกชื่อตามรูปปั้นที่ฝาผนัง เป็นเรื่องพุทธประวัติตอนที่พระพุทธเจ้าทรงม้าเสด็จออกบรรพชา
ภายในวิหารมีบันได 22 ขึ้น เป็นทางขึ้นไปไหว้พระบรมธาตุที่ลานประทักษิณ บริเวณโดยรอบบันไดจะมี พระพุทธสิหิงค์จำลอง ยักษ์หัวบันไดคือท้าวเวกุราช และท้าวเวชสุวรรณ พญาครุฑข้างบันไดคือท้าววิรุฬหก และท้าววิรุฬปักษ์ และสิงห์อยู่ราวข้างบันไดทั้งข้างซ้ายและขวาอีก 6 ตัว ตอนที่ไปนี้เขาปิดบันไดไม่ให้ขึ้นไปข้างบนแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าบันไดทรุด
ด้านบนสุดขั้นบันไดเป็นประตูไม้ที่จะออกสู่ลานประทักษิณ แกะสลักเป็นรูปพระอินทร์และพระพรหม สองข้างเป็นเทพเทวดา 2 องค์ ที่ทำหน้าที่รักษาพระบรมธาตุ คือ ท้าวขัดตุคาม และท้าวรามเทพ ได้รับการอัญเชิญมาประดิษฐานอยู่ที่นี่ตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อเรียกเป็น องค์จตุคาม ซึ่งเปรียบได้กับ พระเสื้อเมือง และองค์รามเทพ ที่เปรียบได้กับ พระทรงเมือง จนกระทั่งมีการนำมารวมกันให้เป็นหนึ่งเดียวคือ องค์จตุคามรามเทพ ซึ่งตามเรื่องเล่าก็เชื่อกันว่าเป็น พระเจ้าจันทรภาณุ อดีตกษัตริย์แห่งอาณาจักรนครศรีธรรมราช เมื่อแรกที่มีการอัญเชิญองค์จตุคามและองค์รามเทพมาประดิษฐานอยู่ที่นี่นั้น ว่ากันว่าผู้ที่ขึ้นไปไหว้พระบรมธาตุบนลานประทักษิณนั้น ก็ยังไม่ได้ให้ความสนใจกับองค์ท่านเท่าไรนัก แต่ในยุคสมัยที่กระแสองค์จตุคามรามเทพขึ้นสู่ความนิยมถึงขีดสุด ขนาดตัวเลขของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังว่ามีเงินหมุนเวียนกันสูงถึง 2.2 หมื่นล้านบาท จนทำให้จีดีพีของประเทศโตขึ้นร้อยละ 0.1-0.2 ว่ากันว่ามีคนไปไหว้องค์จตุคามและองค์รามเทพมากกว่าที่ไปไหว้พระบรมธาตุ ถึงวันนี้กระแสลดน้อยลงแล้ว การเข้าไปที่วิหารพระทรงม้าเลยไม่ต้องแน่นเบียดเสียดกันมาก
ออกจากบริเวณพระบรมธาตุเจดีย์เดินเลี้ยวมาทางขวา เป็นวิหารธรรมศาลา ด้านหน้าวิหารเป็นพระพุทธรูปยืนปางประทานอภัยทรงเครื่องกษัตริย์ เรียกว่า พระทนทกุมาร มีการทำกระจกครอบแล้วนังมีแผงรั้วเหล็กกั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง เห็นผู้ศรัทธานำพวงมาลัยไปและนำทองคำเปลวไปปิดไว้ที่แผงรั้วเหล็กที่ว่านี้
ถัดมาอีกนิดเป็นรูปจำลองของสมเด็จพระเจ้าตากสิน ที่คนนครฯ ไม่ค่อยจะเชื่อว่าท่านสิ้นพระชนม์ที่กรุงธนบุรีอย่างที่ได้เรียนประวัติศาสตร์กันมา มีเรื่องเล่าว่าครั้งนั้นท่านได้หนีมาหลบซ่อนตัวเป็นพระภิกษุอยู่ที่เขาขุนพนม ตอนนี้เป็นบ้านหมู่ที่ 3 ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพรหมคีรี ห่างจากตัวเมืองนครฯ ประมาณ 26 กม. จนกระทั่งท่านสิ้นพระชนม์ที่นี่ พระอัฐิของท่านเล่ากันว่าส่วนหนึ่งอยู่ที่เขาขุนพนม อีกส่วนหนึ่งนำมารวมไว้กับอัฐิของเจ้าพระยานครฯ (น้อย) พระราชโอรสของท่าน ที่เจดีย์ซึ่งเห็นอยู่ทางด้านหลังรูปจำลองของท่าน
ใกล้กันเป็นรูปจำลองของ สมเด็จสมณเจ้าสิน พรหมปัญโญ วิสุทธิเทพ ภิกขุ ตามที่เล่ากันว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินท่านเสด็จหนีมาบวชอยู่ที่เมืองนครฯ แห่งนี้
ถัดมาไม่ไกลกันคือ วิหารหลวง ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการบูรณะ เลยไม่มีโอกาสเข้าไปดูข้างใน เห็นแต่ตรงด้านหน้าของวิหารที่มีการแกะสลักไม้เป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ซึ่งเป็นของเก่าที่ดูสวยงามวิจิตรดี
สุดท้ายปลายทางเป็นร้านค้าขายของฝาก ของที่ระลึก สินค้าพื้นเมือง อาหาร และเครื่องดื่ม
มีทั้งร้านขายเครื่องไม้ เครื่องหวาย เครื่องประดับ เครื่องเงิน สร้อยสามกษัตริย์
ขนมพื้นเมือง โดยเฉพาะขนมลาที่ทำกันแบบใหม่ ๆ สด ๆ ใช้แป้งข้าวเจ้าร่วนไปคลุกกับน้ำผึ้ง พอให้รสดีและโรยเป็นเส้นได้ ตั้งกระทะไฟอ่อน ใช้น้ำมันมะพร้าวผสมไข่แดงทาให้ทั่วกระทะ พอร้อนได้ที่ก็ตักแป้งภาชนะเจาะก้นเป็นรูเล็ก ๆ โรยวนไปมาให้ทั่วทั้งกระทะ พอสุกใช้ไม้ปลายแหลมเขี่ยพับทบเอามาวางให้สะเด็ดน้ำมัน
เสร็จแล้วบรรจุถุงออกมาเป็นหลายหน้าตา มีทั้งแบบสูตรดั้งเดิม มีทั้งสูตรใหม่หลายสี หลายรสชาติ หลายรูปทรง ที่คนขายก็พยายามคิดเพื่อที่จะให้ดึงดูดใจลูกค้า
มาไหว้พระบรมธาตุเมืองนครฯ หนนี้ ได้ฟังเรื่องเล่าเยอะแยะไปหมด รวมถึงเรื่องข่าวลือที่ว่าพระบรมธาตุเจดีย์มีอาการทรุดเอียง จากการสั่นสะเทือนที่ก่อนหน้านี้มีรถบรรทุกวัตถุมงคลวิ่งเข้าออกวัดกันมาก เล่าแล้วเห็นคนฟังทำท่าไม่ค่อยจะเชื่อถือ เขาเลยพาเดินไปดูรอยแตกยาวที่กระถางต้นไม้เป็นกรณีตัวอย่าง เห็นกับตาแล้วก็ยังทำใจได้แค่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะคุ้นกับนิสัยของคนเล่าค่อนข้างดี หลายเรื่องที่พอแกเล่าจบ แกก็ออกอาการ ฮาแตก ส่วนคนฟังก็ต้องคอยเก็บอาการที่โดน แหกตา !!! ชาร / 11 มิถุนายน 2551 |
| The Hague 05 | ||
เมืองตุ๊กตา Madurodam กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ |
||
|
View All |
||
| << | มิถุนายน 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 |
| 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 |
| 15 | 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 |
| 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 |
| 29 | 30 | |||||