พิมพ์หน้านี้
|
พาลูกเที่ยวก่อนสอบ โดย พ่อตี๋ ( 2 ) บรรยากาศบนเกาะหลีเป๊ะของเช้าวันใหม่ ท้องฟ้าแจ่มใส มีเมฆประปราย อากาศวันนี้คงจะดี เหมาะกับการดูปะการังน้ำตื้น เป้เคยดูหลายครั้งแล้ว แต่ที่นี่จะเป็นการดูปะการังครั้งแรกของฟางข้าว เด็กทั้งสองคนตื่นแล้ว เสียงของฟางข้าวดังออกจากบ้านพัก เพียงครู่เดียว สองพี่น้องออกจากห้องมาเดินเล่นริมหาด ลมพัดเย็นสบาย ผมนอนผูกเปลใต้ต้นสน พ่อจ๋า ขอนอนด้วยนะ ฟางมาอยู่ข้างตัวเมื่อไหร่ไม่รู้ ไม่พูดเปล่า ฟางยกขาขึ้นที่เปล ผมจับขาห้ามไว้ เดี๋ยวก่อนครับ รอพ่อลงก่อน เดี๋ยวจะตกนะลูก ทำไมละ ก็นอนด้วยกันสิ ไม่ได้ครับ เปลนี้มันเล็ก ถ้าหนักเกินไปเดี๋ยวเชือกจะขาดแล้วจะอดนอนกันทั้งคู่นะ ผมลงจากเปล อุ้มน้องฟางขึ้นเปล แกว่งไปมา น้องฟางหัวเราะชอบใจ เอาแรงๆ เอาแรงๆ เสียงฟางตะโกนออกจากในเปล แรงๆเดี๋ยวก็ตกหรอก คราวนี้เป็นเสียงของเป้ที่เดินอยู่แถวนั้น พี่น้องสองคนนี้ ทะเลาะเรื่องไม่เป็นเรื่องเสมอ ตามประสาเด็ก พ่อครับ เราจะไปเกาะหินงามกันตอนไหนครับ เป้ถามเหมือนจะทวงสัญญาที่ผมบอกไว้ว่าจะไปเมื่อตอนที่อยู่บนเกาะตะรุเตาเมื่อวานนี้ อ้าว แล้วไม่ไปดูปะการังกันแล้วเหรอ ? เป้ยิ้มเหมือนรู้ว่าผมหยอกเล่น ก่อนที่จะตอบผมว่า ก็ไปทั้งสองที่นั่นแหละ ------------ วันนี้เราจะต้องนั่งเรือกันทั้งวัน จากเกาะบุโหลนไปหมู่เกาะดง ต้องนั่งเรือกันนาน การนั่งเรือนานๆ ถ้าอยู่เฉยๆ อาจจะน่าเบื่ออยู่ การที่มีเด็กมาเที่ยวด้วยก็ดีไปอย่าง เพราะเด็กจะชวนคุยอยู่ตลอด หรือไม่ก็ตั้งคำถามรอบตัว คนที่ไปด้วยถ้าไม่เบื่อเสียงเด็กก็คงจะหัวเราะกับความไร้เดียงสาและความน่ารักของเด็กแทน ราวสองชั่วโมงเศษ เรือพาพวกเรามายังเกาะดงหรือเกาะบาตอง น้ำทะเลใสจนเห็นฝูงปลาและก้อนหินปะการัง ผมใส่หน้ากากลงน้ำไปก่อนเพื่อดูกระแสน้ำว่าแรงมากหรือไม่ จากนั้นคนอื่นๆค่อยตามลงไป เป้ไม่รอช้า สวมชูชีพแล้วกระโดดลงน้ำตามทันที ส่วนน้องฟางลงเป็นคนสุดท้าย ไม่มีอาการกลัวน้ำแต่ประการใด ฮู้ยยยย.. น้ำเย็นจังเลย น้องฟางพูดไปขยับแขนขาไป หน้ากากดำน้ำใหญ่เกินไปสำหรับฟาง จึงใช้แว่นตาที่ใช้ในสระว่ายน้ำแทน ส่วนการดูปะการัง น้องฟางใช้วิธีจุ่มใบหน้าลงน้ำ กลั้นหายใจเดี๋ยวเดียว ก็โผล่ขึ้นมา น้ำเค็มปี๋เลย คงเพราะฟางเผลออ้าปากขณะดำน้ำ น้ำจึงเข้าปากไปเต็มคำ คุณแม่รีบเปลี่ยนเรื่อง เป็นยังไง ?.. เห็นอะไรบ้างคะ ไม่เห็นอะไรเลย อ้าว..ทำไมละ ก็ตอนดำน้ำฟางหลับตา แล้วหนูหลับตาทำไม กลัวน้ำเข้าตา เท่านั้นแหละ เสียงหัวเราะจากผู้ใหญ่ที่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆก็ดังขึ้นพร้อมกัน ฟางลืมแล้วหรือ ฟางใส่แว่นอยู่นะ ฟางลืมไปคะ พูดพลางหัวเราะแบบเขินๆ เป้เคยเรียนว่ายน้ำมาแล้ว การได้ใช้ตีนกบ ทำให้ว่ายน้ำได้คล่องขึ้น ผมว่ายไปคู่กับเป้ไล่ดูปลาโนรีตัวใหญ่ 2 ตัว ที่มีครีบบนหลังยาวและลำตัวสีเขียวสลับดำ มันคงรู้ว่าถูกตามดูอยู่ จึงหลบเข้าไปในซอกหิน ผมกับเป้เปลี่ยนไปดูสิ่งอื่นแทน สิ่งมีชีวิตใต้น้ำทุกชนิดยามเมื่อแสงอาทิตย์สาดส่องยิ่งแรง ยิ่งดูสวยงาม เราสองคนว่ายมาดูกอดอกไม้ทะเลที่มีปลาการ์ตูนอาศัยอยู่ เป็นปลาที่น่ารักมาก น้ำทะเลอยู่ในเวลาที่กำลังลดลง ยิ่งดู ยิ่งเพลิน เวลาหมดไปเป็นชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว เมื้อย้อนกลับมาใกล้จุดเดิมที่มีปะการังสมองก้อนโตอยู่ ผมเห็นหอยเม่นอยู่ตรงนั้นมาก จึงพากลับขึ้นเรือ หอยเม่นเยอะแยะเลยนะพ่อ เป้คุยกับผมขณะอาบน้ำจืดอยู่ นั่นแหละ น้ำกำลังลง ยิ่งน้ำลงมาก บางทีเราอาจเผลอไปเหยียบหอยเม่นได้นะ ไม่เป็นไร เป้ใส่ตีนกบ ตีนกบก็เถอะ พ่อเคยโดนมาแล้ว มันตำทะลุแผ่นยางเลยนะ ไม่รู้มันตำได้ยังไงเหมือนกัน อีกอย่างเราก็ไม่ควรไปเหยียบมันไม่ใช่เหรอ เพราะมันไม่ได้ทำอะไรเราสักหน่อย จำไว้นะ คนที่ถูกหอยเม่นตำขานะ ไม่ใช่มันว่ายมาตำเรานะ แต่ขาของเราต่างหากที่ไปโดนมัน มันไม่ได้ทำอะไรเราเลย มันมีหนามไว้เพื่อป้องกันตัว เป้พยักหน้าแล้วเดินไปกินน้ำกับขนมคุ๊กกี้ เวลาที่ลงน้ำ เราใช้พลังงานมากแต่ไม่ค่อยรู้ตัวก็เพราะเราอยู่ในน้ำที่เย็นสบาย แม้จะเหนื่อยแต่ก็ไม่มีเหงื่อ แต่พอขึ้นจากน้ำแล้วจะรู้สึกหิว มีอะไรก็กินหมดได้ไม่ยาก เรือพาเรามาถึงเกาะหินงาม ที่นี่ไม่มีเวลาดูปะการัง แต่เรามาเพื่อชมหินกรวดที่มีลวดลายสวยงามทั้งเกาะ ยามเมื่อน้ำทะเลสาดเข้ากับกองกรวด จะเห็นเงาสะท้อนวับวาวของหิน เป้เก็บหินขึ้นมาดู สวยดีนะพ่อ มีทั้งเกาะเลย รู้แล้วว่าทำไมใครๆก็อยากได้ ใช่แล้วละ จำที่พ่อพูดเมื่อวานนี้ได้มั้ย ถ้ามีแต่คนชอบแล้วเก็บ ป่านนี้เป้คงไม่มีโอกาสได้เห็นแล้วละ หินเยอะขนาดนี้ ไม่น่าจะหมดนะ เป้แย้งคำพูดของผม ถ้าคนเราอยากได้กันหมด ต่อให้มีมากแค่ไหนมันก็ไม่พอหรอก ผมขยายความให้เป้คิด ที่เกาะหินงาม เราใช้เวลาไม่นานนัก ผมเก็บเอาก้อนหินมาเรียงเป็นชื่อเป้ แล้วให้เป้ไปนั่งข้างหินเพื่อถ่ายรูป น้องฟางก็เช่นเดียวกัน เราจะไปดูปะการังต่อไหมครับ เป้ถามเมื่อเรือเริ่มออกจากเกาะหินงาม ไปสิ เดี๋ยวเราไปดูปะการังอ่อนที่เกาะยางกัน ปะการังอ่อน เป็นปะการังก้อนเล็กๆ แต่มีสีสันจัดจ้าน โดยปกติจะเห็นในเขตน้ำลึก แต่ในบางแห่งสามารถของเห็นได้ในเขตน้ำตื้น ที่เกาะยางนี่ก็เช่นเดียวกัน ลมช่วงบ่ายแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเรามาถึงบริเวณเกาะยาง ผมลงไปดูก่อน ปรากฏว่าน้ำแรงและค่อนข้างขุ่น คนเรือบอกว่าไปดูปะการังที่แถวเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งเป็นเกาะที่เราจะพักกันคืนนี้ดีกว่า ดูเสร็จแล้วจะได้เข้าที่พักเร็ว อากาศดูจะไม่เป็นใจ ระหว่างเดินทางสู่เกาะหลีเป๊ะ เมฆดำทะมึนมาแทนที่แสงอาทิตย์แม้ว่าจะไม่มีฝน แต่ก็ดูปะการังไม่สวยแล้ว เป้ครับ เราเข้าที่พักกันดีกว่า ถ้าฝนตกจะขึ้นเรือลำบาก เป้มองด้วยความเสียดาย แต่ก็ยอมรับความจริง แม้ว่าบางครั้งเป้จะไม่ค่อยยอม แต่ครั้งนี้ เป้กลับเฉย บางครั้งสภาพแวดล้อมก็เป็นตัวอธิบายแทนคำพูดได้ เราเข้าบ้านพักบนเกาะหลีเป๊ะ ใกล้กับบ้านพัก เป็นชุมชนเล็กๆ เด็กนักเรียนกำลังเดินกลับบ้าน บางบ้าน เด็กกำลังไล่ต้อนไก่เข้าเล้า น้องฟางไปวิ่งไล่กับเขาด้วย ไก่วิ่งหนีพล่าน พอฟางจับไม่ได้ หันไปวิ่งไล่ลูกไก่แทน เด็กเจ้าของไก่ไม่ได้ว่าอะไร กลับสนุกด้วยกันแม้ไม่รู้จัก เด็กต่างถิ่น ต่างวัย แต่ก็เล่นกันได้ เป็นมิตรภาพแบบเด็กๆที่ไม่มีพรมแดน ผมเพียงคอยดูอยู่ห่างๆ ไม่ได้ก้าวล่วงไปในโลกของเด็ก อาหารเย็นเป็นปลาเก๋าตัวโต ผมหยอกกับน้องฟางว่าปลาตัวที่เรากินอยู่นี่เป็นตัวที่เราเห็นเมื่อเช้านี้เอง แล้วจับมันมาทำไม อย่าเพิ่งกินนะ เอามันไปปล่อยเถอะ น้องฟางพูดเมื่อเห็นปลาเก๋าราดพริกตัวเขื่องตั้งอยู่บนโต๊ะอาหารแล้ว แต่เป้รีบอธิบายให้น้องฟางแทนผม ไม่ใช่..พ่อพูดเล่น แถวนั้นจะจับปลาได้ยังไง เป็นเขตอุทยานนะ เขาห้ามจับ การมาเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ถ้าหากเด็กได้รู้ถึงประโยชน์ของการจัดตั้งอุทยาน เด็กจะซึมซับและรู้จักหวงแหนธรรมชาติมากขึ้น เห็นป้ายอะไรที่น่าสนใจก็อย่าผ่านเลยไป ลองอ่านให้เด็กฟัง บางสิ่งอาจไม่น่าสนใจสำหรับผู้ใหญ่ แต่สำหรับเด็กแล้วอาจสนใจอย่างจริงจังมากกว่าที่ผู้ใหญ่คิด คืนนั้น..ท้องฟ้าเป็นสีดำ เมฆฝนพัดผ่านมาจนกระทั่งถึงที่พักของเรา ฝนตกหนัก ไม่มีอะไรดีไปกว่าการอยู่ในบ้านพักเพื่อการพักผ่อน ทุกคนหลับสนิทเพราะเพลียจากการเล่นน้ำ แม้ว่าฝนจะตกแรงมากก็ตาม วันสุดท้าย . อากาศเช้าวันใหม่ไม่สดใส ยังคงมีเมฆมาก แต่ยังคงมีแสงแดดส่องถึง ผมผูกเปลนอนอยู่หน้าบ้านรับลมทะเล ส่วนคนอื่นกำลังเก็บสัมภาระเพื่อลงเรือกลับสู่ฝั่ง เป้เดินมาหาผม ถามผมว่า วันนี้มีไปดูปะการังอีกมั้ยครับ ไม่แล้วครับ เดี๋ยวเราต้องกลับเข้าฝั่งแล้ว ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวตกเครื่องบินนะ อ้อ นึกออกแล้ว เดี๋ยวเราแวะเที่ยวที่เกาะไข่ก่อน แต่ไม่ได้ดูปะการังนะ ไปถ่ายรูปกัน ไชโย เป้ร้องเหมือนจะบอกว่ายังดีที่ได้เที่ยวอีกหน่อย --------------- เรือมาถึงเกาะไข่ ซึ่งเป็นเพียงเกาะเล็กๆที่ตั้งอยู่ระหว่างเกาะตะรุเตาและเกาะอาดัง-ราวี แม้เกาะจะเล็กแต่ชื่อเสียงไม่เล็กเลย ถึงขนาดเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัดสตูล นั่นคือซุ้มประตูหินที่มองเห็นแต่ไกล และเมื่อลงเหยียบเกาะแล้วยิ่งไม่น่าผิดหวัง หาดทรายขาวละเอียดราวกับแป้ง ผมหยุดถ่ายรูปไปเรื่อย ปล่อยให้คนอื่นเดินไปก่อน แต่ผมก็ต้องแปลกใจนิด เมื่อเห็นน้องฟางกับคุณแม่หยุดดูบางสิ่งบางอย่าง ผมคาดเดาว่าน่าจะเป็นปูเสฉวน และเมื่อเดินไปใกล้ก็ไม่ผิดคาด คุณแม่กำลังนั่งดูปูเสฉวนที่เดินเล่นบนหาดทราย แต่น้องฟางกำลังเก็บหินก้อนเล็กๆมากองรวมกัน ก้อนหินที่น้องฟางเก็บมามีหลายสี แต่เมื่อนำมาอยู่ใกล้กันกลับดูสวยงามจนผมต้องถ่ายรูปเก็บไว้ ที่ซุ้มประตูหิน เป็นซุ้มที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ใครมาเที่ยวอุทยานแห่งนี้ เป็นต้องแวะมาถ่ายรูปที่เกาะนี้ ถ้าใครมีเวลามากหน่อยน่าจะเล่นน้ำด้วย น้องเป้เองก็ขอเล่นน้ำ แต่เวลาของเราไม่เพียงพอ ถ่ายรูปเสร็จแล้วต้องรีบกลับขึ้นเรือเพื่อเข้าสู่ท่าเรือให้เร็ว แต่อากาศไม่เป็นใจ ฝนตกลงมาเบาๆอีกครั้ง เรือต้องชลอความเร็ว เรือกลับเข้าถึงฝั่งเวลาเที่ยงเศษ ผิดเวลาจากที่กำหนดไว้ประมาณหนึ่งชั่วโมง เราต้องรีบขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางเข้าหาดใหญ่ อาหารมื้อเที่ยงจึงเหมือนกับมื้อเช้าขามา..ข้าวเหนียว ไก่ย่าง รถตู้พาพวกเราเข้าสู่หาดใหญ่ แต่ฝนตกต่อเนื่องมาตลอด ทำให้รถขับเร็วมากไม่ได้ ระหว่างทาง ผมโทรศัพท์ติดต่อกับทางสนามบินหาดใหญ่ตลอด ใจก็ภาวนาเข้าข้างตัวเองว่าเครื่องบินอาจจะเลื่อนเวลาออกเพราะอาจเจอกับพายุฝน ในที่สุด ..เราก็ไปไม่ทันจริงๆ ไม่มีทางเลือก นอกจากลูกและแม่ต้องกลับพร้อมรถ เป้กระวนกระวายไม่ต่างกับแม่ ผมได้แต่บอกปลอบใจ เป้อ่านหนังสือมาพร้อมแล้วนี่ กลับไปสอบน่าจะทำได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมห่วงอยู่ในใจไม่ใช่เรื่องทำข้อสอบ แต่ห่วงว่าเขาจะง่วงหลับในห้องสอบมากกว่า วิธีเดียวที่น่าจะเป็นไปได้คือกลับถึงบ้านให้เร็วขึ้นเพื่อจะได้มีเวลาพักผ่อน เราจึงกลับถึงบ้านช่วงตี 3 เป้มีเวลานอนได้อีก 3 ชั่วโมงเศษ เพราะโรงเรียนอยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก เมื่อถึงเวลาสอบ .ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี และเมื่อถึงวันฟังผลสอบ เป้สอบได้ที่ 13 จากนักเรียนในห้อง 45 คน ตั้งแต่นั้นมา ผมไม่ได้กังวลกับเรื่องการเรียนของลูกอีก เพราะนี่เป็นข้อพิสูจน์ได้ดีว่าถ้ามีการเตรียมพร้อมและเด็กทำตามสัญญาได้ ก็ไม่น่าเป็นปัญหา เป้เรียนเพียงชั้นประถมปีที่ 2 เท่านั้น ดูจากหนังสือเรียนแล้ว เกือบทุกเล่มพ่อแม่สอนเองได้ ประโยชน์จากการที่ลูกได้ไปสัมผัสโลกภายนอกโดยไปกับพ่อแม่คือการได้เรียนรู้ร่วมกัน และที่ผมรู้สึกได้คือลูกจะจำได้แม่นยำกว่าการท่องจำ และยังมีผลพลอยได้อีกมากมายเช่นการที่ลูกได้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง การได้เข้าสังคมกับคนอื่นๆโดยไม่แบ่งชนชั้น ทุกวันนี้ ถ้ามีช่วงไหนที่ผมคิดว่าเป็นโอกาสดีของลูกที่ไม่น่าพลาด ผมพร้อมที่จะให้ลูกลาหยุด ยกเว้นถ้าตรงกับวันสอบเท่านั้น มีใครคิดแบบผมบ้างมั้ยครับ ? ----------------------- หมายเหตุ : บทความนี้ เคยตีพิมพ์ลงในพ๊อคเก็คบุ๊ค ชื่อว่า "เพราะใส่ใจ จึงได้เรื่อง" เมื่อหลายปีมาแล้ว ตอนนี้ เด็กทั้ง 2 คน เรียนอยู่ชั้นมัธยมแล้ว หลายครั้ง ที่ผมเปิดอ่านหนังสือเล่มนี้ และพบว่ามีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่น่าจะมาแลกเปลี่ยนกันในวงกว้าง เลยขอนำมาลงในบล๊อคนี้ อ่านแล้ว ช่วยแสดงความเห็นด้วยครับ
|
| << | กรกฎาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | ||
| 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 |
| 13 | 14 | 15 | 16 | 17 | 18 | 19 |
| 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 |
| 27 | 28 | 29 | 30 | 31 | ||