พิมพ์หน้านี้
|
เรื่องที่สอง ลมปราณเจ็ดร้อยปี
๑ เมื่อฉันเดินขึ้นบนชั้นสองของเหลาแห่งนี้ ก็มองเห็นโต๊ะตัวนั้น
มันเป็นโต๊ะตัวใหญ่ นั่งได้สิบคน อยู่ริมระเบียงในตำแหน่งที่เห็นวิวสวยที่สุดของเหลาแห่งนี้ คือมองเห็นแม่น้ำสายใหญ่ แต่มันเป็นโต๊ะที่มีคนนั่งอยู่เพียงคนเดียว ข้างกายของเขามีกระบี่โบราณเล่มหนึ่งวางอยู่
ท่ามกลางเสียงเอะอะอึกทึก เหลียวมองไปรอบ ฉันเห็นทุกโต๊ะมีคนนั่งเต็มไปหมด เช่นเดียวกับชั้นล่างที่ไม่มีที่ว่างให้นั่งแม้แต่ที่เดียว เมืองลกเอี๊ยงยามนี้คับคั่งไปด้วยผู้คนทั้งชาวเมืองลกเอี๊ยงเองและแขกต่างเมือง ส่วนใหญ่ในนั้นเป็นชาวยุทธจักร
แม้จะรู้ว่าโต๊ะนี้ไม่ธรรมดา เพราะชนชาวยุทธจักรมากมายบนเหลานี้ ล้วนไม่มีใครกล้าเข้าไปนั่ง มันเหมือนมีกำแพงไร้สภาพบางอย่างปกป้องโต๊ะตัวนี้ไว้ อาจเป็นรัศมีจากเขาคนนั้น แต่ฉันรู้สึกหิวข้าว และเหนื่อยล้าจากการเดินมาทั้งวัน ฉันเดินตรงไปที่โต๊ะว่างนั้น แล้วประสานมือคำนับเขา พี่ท่านรังเกียจหรือไม่ หากข้าพเจ้าจะขอนั่งด้วยคน
ฉันรู้สึกทันทีว่าบรรยากาศโดยรอบเงียบลงนิดหนึ่งทันที ยามนั้นฉันตกเป็นเป้าสายตาของคนเป็นร้อย ผู้คนคงสงสัยว่าฉันเป็นใครกันจึงบังอาจมาขอนั่งกับเขา
ที่จริงฉันเป็นเพียงเด็กบ้านนอก เพิ่งออกเดินทางมาท่องเที่ยวในโลกกว้างได้เพียงครึ่งปี เจ็ดวันก่อนฉันมาถึงเมืองลกเอี๊ยง นครใหญ่ทางเหนือ ตั้งใจจะท่องเที่ยวให้สนุกสักหลายวัน แต่เมื่อมาถึงก็พบว่านครนี้กำลังจะมีเหตุการณ์ใหญ่ นั่นคือในคืนขึ้นสิบห้าค่ำเดือนนี้ จะมีการนัดดวลของสองสุดยอดฝีมือแห่งยุคนี้ ดาบเหนือเคียวเฮาะกับกระบี่ใต้น่ำเก็งแชฮุ้น
ฉันจึงเปลี่ยนใจอยากรอดูการดวลของพวกเขาสองคน เพราะฉันอยากรู้ว่าสุดยอดฝีมือแห่งยุคแท้จริงมีบุคลิกหน้าตาเป็นอย่างไร และมีพลังฝีมือมากน้อย
ด้วยความหน้าหนาของฉัน ที่กล้าเข้ามาขอเขานั่งด้วย ไม่เพียงสร้างความแปลกใจให้กับผู้คนบนเหลานี้ รวมทั้งตัวเขาเองก็มองฉันอย่างสนใจ
ฉันนึกในใจว่าหากเขาตอบปฏิเสธฉันจะเดินไปหาอาหารกินที่อื่น แต่ผิดความคาดหมาย ใบหน้าคมสันของเขายามนี้มีรอยยิ้มน้อยๆ เขาพยักหน้า
ฉันนึกไม่ถึงว่าวันนี้ฉันจะได้นั่งกับกระบี่ใต้ น่ำเก็งแชฮุ้น
๒ ฉันทรุดตัวลงนั่ง ดวงตากลมโตอดจ้องมองใบหน้างดงามของเขาไม่ได้ จนรู้สึกตัวว่าเสียมารยาท ฉันรีบแนะนำตัวว่า ผู้น้องคือเซียวเต๊กยี้ จากป้อมตระกูลเซียว ในมณฑลฮุ้นน้ำ
เขาคงเดาไม่ถูกว่าฉันเป็นใคร เพราะป้อมตระกูลเซียวที่จริงก็ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังอะไร พวกเราเป็นเพียงนักเลงท้องถิ่น ยังห่างชั้นกับเขา ซึ่งถูกยกย่องเป็นหนึ่งในสองสุดยอดฝีมือยุคนี้ แต่ท่าทางเป็นธรรมชาติที่ไม่ได้หวั่นเกรงบารมีของเขา ทำให้เขามองฉันด้วยความสนใจ แม้แต่ผู้คนรอบข้างก็เงียบลง คงมีคนหลายคนอยากรู้ว่าเราจะคุยอะไรกัน
ที่จริงฉันไม่ชอบตกเป็นเป้าสายตาคนมากๆเลย แต่หากจำเป็นฉันก็ไม่สนใจ
ฉันสั่งอาหารกลางวันมาทาน แล้วเราสองคนก็คุยกับเรื่องทั่วไป ฉันเล่าเรื่องป้อมตระกูลเซียวของฉัน และพูดคุยถึงดินฟ้าอากาศและทัศนียภาพรอบกาย แต่คนเราคุยกันได้เพียงไม่กี่ประโยคก็จะรู้สึกได้ว่าเราสัมพันธ์กันหรือไม่ มันปรากฏขึ้นในความละเอียดอ่อนของสิ่งที่เราพูด เราอาจพูดถึงเหยี่ยวที่บินบนฟ้า แต่เหยี่ยวนั้นมีชีวิตน่าสนใจ
ปีนี้เขาอายุประมาณสามสิบปี ซึ่งนับว่าน้อย เมื่อเทียบกับชื่อเสียงของเขา ส่วนตัวฉันเพิ่งมีอายุได้สิบเก้าปี
เขาอายุมากกว่าฉันไม่มาก แต่ประสบการณ์ทางโลกกว้างใหญ่กว่าฉันมาก และมีสติปัญญาไหวพริบน่าทึ่ง ส่วนตัวฉันนั้นที่จริงแทบไม่มีความรู้อะไรพูดคุยกับเขาเลย เพราะวันเวลาที่ผ่านมาฉันใช้ชีวิตอยู่กับป้อมตระกูลเซียวของฉันกับละแวกใกล้เคียง แต่ฉันก็คุยกับเขาได้ ด้วยการคาดเดา เหมือนคนรู้น้อยแต่ก็เหมือนคนรู้มาก ฉันสามารถคาดเดาสิ่งต่างๆได้อย่างแม่นยำ เหมือนในตัวของฉันมีผู้มีสติปัญญาคอยให้คำแนะนำ
ฉันรู้สึกถึงรัศมีแห่งกระบี่รอบตัวของเขา เหมือนเป็นแสงอาทิตย์เจิดจ้า มันคงแหลมคมและทิ่มตำคนอื่น แต่สำหรับฉันกลับรู้สึกอบอุ่นสบายดี ฉันไม่กลัวความร้อน
เรานั่งคุยกันในเรื่องต่างๆ จนเวลาผ่านไปสองชั่วยาม แทบไม่รู้สึกตัว
แท้จริงน่ำเก็งแชฮุ้นก็ไม่ใช่คนถือตัวอะไร คิดแล้วฉันอดปลื้มใจไม่ได้ ข่าวลือที่ได้ยินมักไม่ตรงกับความเป็นจริง
ยามนั้นอกของฉันมีความรู้สึกอบอุ่นบางอย่าง และรุ่มร้อนขึ้นทีละน้อย ฉันเพิ่งรู้สึกตัวว่ามีบางสิ่งที่ฉันอยากได้ และบัดนี้ได้มาพบแล้ว ฉันโพล่งออกไปว่า เป็นบุญที่ได้มารู้จักพี่ท่าน พี่ท่านรังเกียจที่จะรับข้าพเจ้าเป็นน้องร่วมสาบานสักคนไหม สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแปลง คล้ายหนึ่งเขาไม่ได้ยินสิ่งที่ฉันพูด ยังคงการสนทนาของเราต่อไปด้วยการพูดเรื่องอื่น ทันใดนั้นฉันรู้สึกหน้าแดง มีความละอาย และรู้สึกเสียใจอย่างประหลาด ในตอนนั้นตาของฉันคงแดงๆ ฉันรู้ว่าเขาไม่ยอมรับฉัน
แม้ฉันจะมาจากตระกูลที่มีลูกพี่ลูกน้องหลายคน แต่ก็มักรู้สึกโดดเดี่ยวเสมอ อยากได้พี่ชายร่วมสาบานที่รู้ใจสักคน ยามนั่งใกล้เขา ฉันรู้สึกตัวว่าหากได้เขาเป็นพี่ชายร่วมสาบานคงน่าภาคภูมิเหลือเกิน แต่ที่จริงเราเพิ่งรู้จักกัน และได้พูดคุยกันเพียงเล็กน้อย การปฏิเสธของเขาก็สมเหตุผล ฉันเป็นฝ่ายผิดเอง ช่างไร้เดียงสา น่าขัน
เด็กบ้านนอกคนหนึ่ง อยู่ๆจะหาญมาขอเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับหนึ่งในสองสุดยอดฝีมือ ดูเป็นความทะเยอทะยานมากเกินไป
ทันใดนั้นฉันรู้สึกฉันกินอิ่มแล้ว หมดธุระ ฉันควรเดินลงจากเหลานี้ได้แล้ว
ยามนั้นหน้าตาของฉันคงดูไม่ได้ เพราะฉันมักไม่เก็บความรู้สึก และไม่มีอะไรจะพูดอีก ขณะที่ฉันขยับกายจะขอลาเขา ก็มีเสียงฝีเท้าทุ้มหนักเดินขึ้นมาบนชั้นสอง และความเงียบสงัดที่ครอบงำทั่วทั้งเหลา
แทบไม่ต้องหันกายไปดู ฉันก็รู้ว่าใครกำลังเดินขึ้นมา
เขาคือเคียวเฮาะ ดาบเหนือ
๓ ฉันเปลี่ยนใจนั่งต่อ เฝ้ามองเรือนร่างสูงใหญ่ของเคียวเฮาะที่เดินขึ้นมา
คนผู้นี้เป็นลูกครึ่ง หน้าตาไม่เรียกว่าหล่อเหลา แต่ก็ดูมีสง่าไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดา เรือนร่างสูงใหญ่กำยำ เขาไว้ผมเปียแบบชาวนอกกำแพงใหญ่ ดาบเก่าดูซอมซ่อหนึ่งเล่มสะพายอยู่ด้านหลัง
แต่วันนี้ยังห่างจากคืนขึ้นสิบห้าค่ำสามวัน การมาเจอกันของพวกเขาสองคนคงเป็นไปด้วยความบังเอิญ แม้กระนั้นก็สร้างความตื่นเต้นแก่ชาวยุทธจักรมากมายในเหลานี้ ทุกคนคงคาดหมายไม่ถูกว่าจะเกิดอะไรขึ้น
บนเหลานี้มีที่ว่างก็เพียงโต๊ะนี้เท่านั้น เขาเดินตรงเข้ามา
โดยไม่ได้ตั้งใจฉันพบตัวเองนั่งอยู่กึ่งกลางระหว่างสองสุดยอดฝีมือ ความรู้สึกสนุกทำให้ความน้อยใจของเมื่อครู่จางหายไป ถึงอย่างไรฉันก็ยังเด็ก
ฉันเพิ่งพบว่าวันนี้พวกเขามาเจอหน้ากันเป็นครั้งแรก ถ้าเช่นนั้นทำไมพวกเขาจึงมีนัดดวลกัน มันคงไม่ใช่เรื่องของบุญคุณและความแค้น แต่คงเนื่องมาจากสาเหตุอื่น อาจมาจากคำถามว่าระหว่างดาบเหนือและกระบี่ใต้ใครจะเหนือกว่ากัน
เคียวเฮาะแม้จะมีท่าทางหยาบกร้าน แต่เพียงพูดคุยได้ไม่กี่ประโยค ฉันก็พบว่าเขาเป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยนอย่างสูงสุด แท้จริงอ่อนโยนยิ่งกว่าน่ำเก็งแชฮุ้น เป็นคนมากรักมากน้ำใจ
ฉันอ่านออกว่าสองคนนี้มีพลังฝีมือใกล้เคียงกัน ทั้งสติปัญญาและประสบการณ์ การดวลนี้ดูไม่จำเป็นเลย เพราะมันจะพิสูจน์อะไรได้ มันคงพิสูจน์เพียงว่าใครโชคดีกว่ากันเท่านั้น
เมื่อเคียวเฮาะมาถึง ฉันรู้สึกบุคลิกของน่ำเก็งแชฮุ้นเปลี่ยนไป ไม่ได้น่าคบเหมือนแต่แรก เขาร้ายขึ้น ว่องไวขึ้น นี้คงเป็นธรรมชาติของชาวยุทธ เต็มไปด้วยความหวาดระแวง การรักษาหน้า และการชิงดีชิงเด่น การพูดคุยของพวกเขาเหมือนการดวลกันเล็กๆ ไม่มีใครยอมใคร แม้จะเต็มไปด้วยความสุภาพ
ฉันนึกชอบเคียวเฮาะ อาจมากกว่าน่ำเก็งแชฮุ้นนิดหน่อย ใจคิดว่าหากได้เขามาเป็นพี่ชายร่วมสาบาน ฉันคงพอใจอย่างสูงสุด แต่ยามนี้ไม่กล้าพูด เพราะเมื่อกี้ฉันเพิ่งถูกปฏิเสธมาหยกๆ ฉันไม่กล้าทำความผิดซ้ำสอง มิเช่นนั้นคงตลกน่าดู ฉันคงเหมือนตัวแมลงวันที่เที่ยวบินไปเกาะคนนั้นทีคนนี้ที
คิดแล้วความเสียใจก็กลับมาอีก เหมือนฝนตกละลอกสอง คราวนี้เพราะฉันคิดว่าโอกาสได้นั่งคุยกับพวกเขาสองคนคงมีเพียงบ่ายวันนี้เท่านั้น หนึ่งในนั้นก็ไม่ยอมรับฉันแล้ว อีกคนหนึ่งฉันก็ไม่กล้าพูด
เวลานั้นฉันตัดสินใจลากลับ ฉันคำนับพวกเขาสองคนแล้วลุกขึ้นยืน คิดว่าหมดธุระของฉันแล้ว ไม่สนใจว่าวินาทีข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น
ฉันมาอย่างไม่ได้รับเชิญ และจากไปอย่างคาดไม่ถึง หากคิดดูให้ดีน่าประหลาดใจ มีประกายบางอย่างเกิดขึ้นในดวงตาของเขาสองคน เหมือนมีความรู้สึกรับรู้อะไรบางอย่างในตัวฉัน แต่ก็เพียงวูบเดียว เพราะยามนี้พวกเขากำลังรวมสมาธิรับมือกับคู่ปรับที่นั่งอยู่ข้างหน้า มากกว่าเด็กบ้านนอกที่ไม่มีชื่อเสียงอย่างฉัน
ฉันค่อยๆเดินลงจากชั้นบน ด้วยความระมัดระวังในทุกย่างก้าว
๔ จำได้สมัยเด็ก ตอนนั้นฉันอายุสิบสามปี
วันหนึ่ง ฉันกับอาคนเล็ก และซือหูอีกสองคน เราสี่คนขี่ม้าออกไปล่าสัตว์ในหุบเขา วันนั้นเราหลงทางอยู่ภายในหุบเขา น่าประหลาด เพราะหุบเขานั้นเราก็เคยมาหลายครั้ง แต่หุบเขาย่านนั้นกว้างใหญ่ซับซ้อน มีทางแยกที่คล้ายคลึงกันหลายสาย พวกเราคงแยกผิดทาง อันเนื่องมาจากความเหนื่อยล้า กว่าจะรู้ตัวก็เกือบเย็นแล้ว
เราอาศัยแม่น้ำเล็กๆเป็นเครื่องนำทาง ตามลำน้ำนั้นไปเรื่อย จนมาถึงแอ่งน้ำใหญ่แห่งหนึ่งในก้นหุบเขา มันลึกเย็น น่าสบายแต่ก็น่ากลัว ยามนั้นเรามาถึงส่วนที่ลึกที่สุดของหุบเขา แอ่งน้ำนั้นใหญ่คล้ายทะเลสาบ เราเห็นกระท่อมไม้เล็กๆหลังหนึ่ง มีชายชราผมขาวคนหนึ่งนั่งตกปลาอยู่หน้ากระท่อม ตอนนั้นเราทั้งหงุดหงิดและหิว
พวกเราเดินเข้าไปถึงหน้ากระท่อม อาของฉันมองเห็นปลาตัวใหญ่ที่ตกขึ้นมาได้สองตัว เขาก็เดินเข้าไปถามว่า ตาเฒ่า ปลาสองตัวนี้ขายเท่าไหร่ แต่ชายชราคนนั้นคล้ายเป็นคนหูหนวก เขาไม่แม้แต่จะหันมามอง
แม้หุบเขานี้จะใหญ่ แต่อาของฉันก็ถือว่ามันยังคงอยู่ในเขตอิทธิพลของป้อมตระกูลเซียว เขาจึงแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เหมือนหนึ่งเขาเป็นราชาแห่งหุบเขานี้ เขาตวาดออกไปว่า ตาเฒ่า หูหนวกหรือไง ข้าจะซื้อปลาของเจ้า นับเป็นบุญเท่าไรแล้ว
เหตุการณ์ต่อมาเกิดขึ้นรวดเร็วมาก แต่ฉันจำได้ไม่รู้ลืมตลอดชีวิต มีเสียงแหลมแหวกอากาศดังขึ้น ฉันเห็นกระบี่ที่เอวของอาคนเล็กของฉันหลุดออกจากฝักแล้วพุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนมีชีวิต ฉันตกตะลึง ทำไมกระบี่เล่มนี้บินได้เหมือนนก มันบินไปจนถึงหน้าผาที่ห่างออกไปมาก และปักตรึงอยู่บนนั้น มองจากที่ฉันยืนอยู่ เหลือแต่เพียงด้ามเล็กๆโผล่ออกมาให้เห็นเป็นจุด
ยังไม่ทันที่ซือหูทั้งสองของฉันจะขยับตัว คันธนูทั้งสองเล่มที่สะพายอยู่บนหลังของพวกเขา ขาดผึงและร่วงหล่นลงสู่พื้น ดาบใหญ่สองเล่มของพวกเขาก็หักสะบั้นลงทั้งที่ยังไม่ทันชักออกมาจากเอว
แม้แต่ตัวฉันที่ยืนอยู่ตรงนั้น คล้ายโดนแส้เฆี่ยนที่ด้านสีข้าง มันร้อนวูบเจ็บแสบ ทั้งที่มองไม่เห็นแส้สักเล่ม มันเป็นเพียงลมที่แหลมคมกรีดผ่านอากาศ หลังจากนั้นเมื่อกลับป้อม ฉันถอดเสื้อออกมาดู เห็นแนวแดงเป็นเส้นกรีดผ่านสีข้างของฉัน แผลนั้นคงอยู่นานหลายเดือนกว่าจะหาย
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพริบตาเดียว และฉันไม่เห็นชายชราคนนั้นกระดิกตัวทำอะไรเลย หากเขาทำอะไร คงรวดเร็วมากจนตาของฉันมองไม่เห็น มันอาจเป็นเพียงอากาศรอบตัวที่ถูกบังคับให้มีพลังงานเช่นนั้น
ที่รู้คือพวกเราหนีกลับป้อมอย่างทุลักทุเล เหมือนโดนผีหลอก
หลังจากนั้น ฉันแปลกใจที่พบว่าไม่มีใครสักคนพูดถึงเรื่องนี้อีก ไม่มีใครพูดถึงการล้างแค้น ปกติอาคนเล็กของฉันจะเสียงดัง วางอำนาจ แม้แต่ซือหูสองคนของฉันนั้นก็ถือตัวว่าเป็นผู้มีฝีมือแห่งป้อม ยามนั้นคล้ายหนึ่งพวกเขาจะสงบเสงี่ยมขึ้น แต่ก็เป็นเช่นนั้นอยู่เพียงไม่กี่วัน จากนั้นพวกเขาก็ทำตัวเหมือนเดิม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพียงอุบัติเหตุในความทรงจำ
ที่เปลี่ยนไปคือตัวฉัน จากวันนั้นฉันจึงรู้ว่าใครคือผู้ทรงฝีมือที่แท้จริงในโลก พวกเรานั้นแท้จริงเป็นเพียงนักเลงท้องถิ่น ที่ไม่อาจต้านทานแม้เพียงการบิดหนึ่งข้อมือของใครคนหนึ่งเลย ฉันนอนคิดอยู่หลายคืน แล้วในที่สุดฉันตัดสินใจว่าคนผู้นี้เองที่ฉันควรขอฝากตัวเป็นศิษย์
หลังจากนั้นประมาณหนึ่งอาทิตย์ เช้าวันหนึ่งฉันขี่ม้าคนเดียวเข้าไปในหุบเขา มาจนถึงกระท่อมหลังนั้นอีกครั้ง เพื่อคุกเข่าที่หน้ากระท่อม ขอให้เขารับฉันเป็นศิษย์
ฉันคุกเข่าอยู่เช่นนั้นทั้งวัน จนฟ้ามืด เขาก็ไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง จนฉันต้องกลับป้อมด้วยความอาย คิดดูฉันคงไม่ดีพอที่เขาจะรับเป็นศิษย์
หลังจากนั้นมีหลายครั้งที่ฉันคิดจะกลับเข้าไปอีก เพื่ออ้อนวอนขอให้เขารับฉัน แต่ฉันก็รู้สึกอับอายและหวาดกลัว มีอะไรบางอย่างทำให้ฉันกลัวเขา
ในที่สุดฉันคิดว่าที่ผ่านมาความประพฤติของคนในตระกูลของฉันไม่ถูกต้อง รวมทั้งของตัวเอง ฉันจึงปรับปรุงตัวเสียใหม่ ไม่กล้าอวดเก่ง ไม่กล้าเกเรกับใคร ในส่วนลึกฉันคิดว่าฉันควรทำตัวให้ดีเผื่อวันหนึ่งเขาอาจรับฉันเป็นศิษย์ มันเป็นเพียงการแอบหวัง
ป้อมตระกูลเซียวของฉันแท้จริงเป็นคอกปศุสัตว์ใหญ่ เลี้ยงสัตว์หลายชนิด มีม้า แกะ แพะ และวัว ฯลฯ เรามีคนงานหลายร้อย มีฐานะร่ำรวย ประมุขแห่งป้อมนี้มีห้าคน คือห้าพี่น้องตระกูลเซียว พ่อของฉันเป็นประมุขคนที่สาม ฉันเป็นลูกคนเดียว แต่มีลูกพี่ลูกน้องสิบกว่าคน ฉันกลายเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัวที่สุดในป้อม รู้สึกตัวถึงความอ่อนด้อยของตัวเอง ผิดกับพวกเขาซึ่งแต่ละคนเชื่อว่าตัวเองเป็นผู้ทรงฝีมือ
เวลาผ่านไป เมื่อฉันอายุได้สิบห้าปี ถึงคืนเทศกาลตงชิว ที่ป้อมมีการจัดพิธีไหว้พระจันทร์ใหญ่โต เรามีขนมมากมายราวภูเขา คืนนั้นฉันเบิกบานใจเป็นพิเศษ และคงเพราะดวงจันทร์คืนนั้นสว่างจ้า ส่งแสงนวลจับตา ฉันเกิดความกล้าบ้าบิ่น คิดไปหาท่านผู้เฒ่าคนนั้นอีกครั้ง ในเวลานั้นฉันไม่กล้าไปวิงวอนให้เขารับฉันเป็นศิษย์ คิดเพียงว่าฉันจะเอาขนมไปให้ ในฐานะเด็กไปคารวะผู้ใหญ่ ท่านคงไม่ว่าอะไร คิดแล้วกลางดึกคืนนั้นฉันก็ขี่ม้าเข้าไปในหุบเขาคนเดียว พร้อมกับขนมหนึ่งกล่อง
แม้เวลาจะผ่านไปสองปี ฉันก็จำทางไปกระท่อมหลังนั้นได้ ฉันมาถึงกระท่อมหลังนั้นในยามดึกสงัด ฉันรู้สึกดีใจที่ได้มา ความรู้สึกเหมือนเดินเข้าไปในบ้านของตัวเอง ในเวลานั้นความกลัวได้ลดถอยจนเกือบหมด แต่ฉันมองไม่เห็นตัวเขา ไม่รู้คืนนั้นเขาไปไหน ฉันถือวิสาสะเดินเข้าไปข้างใน เหลียวมองโดยรอบ มันเป็นกระท่อมเรียบง่าย ที่ไม่มีของมีค่าอะไร มีเพียงเตียงไม้เล็กๆ เก้าอี้หนึ่งตัว โต๊ะหนึ่งตัว และของใช้จุกจิกเก่าๆไม่กี่ชิ้น แต่ฉันก็รู้สึกว่าเขายังอาศัยอยู่ที่นี่ เพียงคืนนี้เขาไม่อยู่บ้าน
ฉันรู้สึกผิดหวังที่มาแล้วไม่ได้เจอ แต่ใจหนึ่งก็โล่งอก เพราะความเจ็บปวดที่สีข้างของฉันยังคงอยู่ในความทรงจำ และคิดว่าหากเขาเห็นฉันเขาอาจเอ็ดฉัน หรือไล่ตะเพิดฉันกลับไปก็เป็นได้ ยามนั้นฉันวางขนมกล่องนั้นไว้ที่โต๊ะ แล้วเขียนชื่อของฉันบนแผ่นกระดาษเล็กๆว่า เซียวเต็กยี้
จากนั้นฉันก็รีบกลับป้อมด้วยความสบายใจ
คืนวันไหว้พระจันทร์ของปีที่ฉันอายุสิบหกปี ฉันกลับไปใหม่อีกครั้ง พร้อมด้วยขนมกล่องใหม่ แต่ครั้งนี้ฉันพบเขานั่งอยู่ริมแอ่งน้ำเดิมนั้นเหมือนวันแรกที่ฉันเห็นเขา
ฉันคุกเข่าลงตรงนั้นแล้วบอกว่า เชียวเต็กยี้ขอกราบคารวะท่านผู้เฒ่า ในตอนนั้นเอง ที่ฉันเพิ่งได้ยินเสียงของท่านเป็นครั้งแรก ท่านบอกว่า ทำไมเพิ่งมา
จากคืนนั้น ท่านรับฉันเป็นศิษย์
๕ ปกติฉันจะไปหาท่านเดือนละสี่หรือห้าครั้ง ท่านจะเป็นผู้กำหนดว่าคืนไหนให้ไปหาท่าน และให้ความสัมพันธ์ของเรานั้นถือเป็นความลับ
ตอนแรกฉันปลื้มใจจนนอนไม่หลับ คิดว่าอนาคตของฉัน แม้จะฝึกวิชาได้เพียงสักเสี้ยวนิดเดียวของท่าน ฉันคงเป็นยอดฝีมือในแผ่นดิน แต่พอเรียนกับท่านผลผิดกับสิ่งที่ฉันคิดไว้
วิชาเพลงดาบ กระบี่ หรือฝ่ามือ ที่ท่านสอนฉันนั้นล้วนเรียบง่าย จะว่าไปก็ไม่แตกต่างกับที่ฉันเรียนกับซือหูของฉันในป้อมตระกูลเซียว ความแตกต่างเป็นเพียงว่ากระบวนท่าของท่านเรียบง่ายกว่า
สองปีผ่านไป ฝีมือของฉันไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นเลย อาจจะเรียกได้ว่าถอยหลัง เพราะวิชาที่ท่านสอน เอาไปใช้จริงไม่ได้ เพราะท่านสอนแต่เคล็ดวิชาเดินลมปราณ แต่ไม่เคยให้ฉันปฏิบัติจริงเลย
ฉันรู้สึกผิดหวังและอยากถาม แต่แล้วก็เปลี่ยนใจ เพราะฉันรู้สึกเลื่อมใสท่านอย่างที่สุด คิดว่าการได้อยู่ใกล้ชิดเท่านี้ก็ดีเหลือเกินแล้ว วิชาการต่อสู้กลับไม่สำคัญ ฉันจึงเรียนตามที่ท่านสอน โดยไม่กล้าบ่น
ฉันสังเกตว่าท่านสอนฉันแบบคนดึกดำบรรพ์ คือท่านจะพูดน้อยมาก และแสดงให้ฉันรู้ได้ด้วยความรู้สึก ว่าสิ่งใดที่ท่านเห็นด้วย และสิ่งใดที่ท่านไม่เห็นด้วย ฉันจะรับรู้จากการสังเกต ในกิริยาเล็กๆน้อยๆ ในการพยักหน้า ในแววตา ในบรรยากาศรอบกาย แม้มันจะน้อย แต่ละเอียดอ่อน ฉันเรียนรู้ผ่านอากาศ มันทำให้ฉันกลายเป็นคนละเอียด และได้เรียนรู้ผ่านดวงจิต เพียงเท่านี้ก็มีค่ามากแล้ว
ท่านเรียกตัวท่านเองว่า ผู้เฒ่านิรนาม
จวบจนวันหนึ่ง เมื่อฉันอายุได้สิบแปดปี คืนหนึ่งท่านบอกกับฉันว่าคืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่ท่านจะสอนฉัน เพราะมันเป็นคืนสุดท้ายในชีวิตของท่าน
๖ ท่านคือเจ้าสำนักนิรนามคนที่สิบเอ็ด ตามกฎแห่งสำนักของเรานั้นจะรับลูกศิษย์เพียงคนเดียว ฉันจึงเป็นเจ้าสำนักนิรนามคนที่สิบสอง
ก่อนที่ท่านจะดับขันธ์ ท่านจะถ่ายทอดพลังลมปราณเจ็ดร้อยปีในร่างของท่านให้กับฉัน มันเป็นพลังลมปราณที่สั่งสมกันมาตั้งแต่ปรมาจารย์คนแรกแห่งสำนัก ผ่านมาสิบรุ่นถึงตัวท่าน
ไม่ต้องสงสัยว่าคืนนั้นฉันตกตะลึงและเสียใจมากเพียงไหน ที่อาจารย์ผู้มีพระคุณของฉันจะจากไป แต่ท่านก็บอกให้ฉันไม่ต้องร้องไห้ เพราะอาจารย์ทั้งสิบเอ็ดรุ่นจะไม่ไปไหน จะยังคงอยู่กับฉันจนวันตาย
แล้วคืนนั้นก่อนจะดับขันธ์ ท่านได้ถ่ายทอดพลังลมปราณของท่านเข้ามาในร่างของฉัน
เมื่อได้รับพลังลมปราณเหล่านั้น วิชาที่ท่านเคยสอนฉัน จากตายกลายเป็นเป็น พริบตานั้นฉันก็เข้าใจหมด ว่าพวกมันมีความหมายใด จากเดิมที่จำไว้สักแต่เพียงการท่องจำ บัดนี้มันกลายเป็นวิชาวิทยายุทธสุดยอด
กระบวนท่าเหล่านั้นแม้จะเรียบง่าย แต่หากใช้ด้วยลมปราณเจ็ดร้อยปี มันไร้เทียมทาน ฉันมั่นใจว่าด้วยหนึ่งกระบวนท่า ฉันสามารถล้มดาบเหนือกระบี่ใต้ได้ พวกเขามีพลังลมปราณใกล้เคียงกัน รวมกันคงประมาณแปดสิบปี หากฉันกรีดกระบี่เป็นวงกลมเพียงวงเดียว พวกเขาก็ไม่อาจรับได้ แต่ฉันจะไม่มีวันทำเช่นนั้น เพราะอาจารย์ของฉันสอนว่า วิชาวิทยายุทธมิได้มีมาเพื่อการเข่นฆ่า การชิงดีชิงเด่น หากแต่มีมาเพื่อเป็นวิถีแห่งการดำรงชีวิตเท่านั้น
จุดอ่อนของสำนักเราคือ หากมีใครคนหนึ่งพลาด หมายถึงสำนักของเรามาถึงจุดดับสูญ เพราะเรามีเพียงทายาทคนเดียวเท่านั้น ฉันรู้สึกไม่เพียงต้องถนอมตัวเองเท่านั้น แต่ฉันยังมีหน้าที่ต้องถนอมลมปราณอาจารย์ของฉันสิบเอ็ดรุ่น ที่ฝากไว้ในตัวฉัน มันเป็นความระมัดระวังอันสูงสุด เหมือนฉันถือไข่เปราะบางสิบเอ็ดใบ
ไม่เพียงพลังฝีมืออันไร้เทียมทานของอาจารย์ฉันเท่านั้น แต่ดวงจิตของพวกเขาคล้ายอยู่ในนั้นด้วย ฉันรู้สึกได้ เพราะฉันสามารถคาดเดาสิ่งต่างๆได้อย่างแม่นยำ ทั้งที่จริงฉันมีประสบการณ์นิดเดียว คล้ายมีผู้ปรึกษาข้างใน มีเสียงกระซิบเล็กๆอยู่ในใจของฉัน
เมื่อฉันเดินจากเหลา ฉันสามารถได้ยินเสียงพูดคุย เสียงฮือฮา ความตื่นเต้น ความตึงเครียด ฯลฯ แต่เสียงเหล่านั้นไม่มีความหมาย ฉันอยากได้ยินเสียงของใครคนหนึ่งที่ตามหาพี่ชายหรือน้องชายร่วมสาบานสักคน แต่คงมีเพียงฉันคนเดียวที่คิดเช่นนั้น
ครึ่งปีมานี้ที่ฉันออกเดินทางท่องเที่ยวในโลก เพราะฉันยังเด็ก ฉันยังต้องเรียนรู้หาประสบการณ์อีกมาก ยังต้องพบปะผู้คนอีกมากมาย ทั้งคนดีและคนชั่ว
แม้แต่ชื่อเซียวเต็กยี้ของฉัน ก็เป็นเพียงชื่อชั่วคราว สักวันหนึ่งเมื่อฉันอายุมากกว่านี้ ฉันก็จะกลายเป็นชายนิรนาม เช่นเดียวกับอาจารย์ของฉัน
แล้ววันหนึ่งเมื่อฉันอายุมากขึ้น ฉันคงจะพบเด็กคนหนึ่งที่น่าพอใจ แล้วฉันก็จะถ่ายทอดพลังลมปราณเจ็ดร้อยกว่าปีนี้ให้กับเขา ก่อนที่ฉันจะดับขันธ์
มองย้อนอดีต ภาพที่เห็นให้ความรู้สึกไม่เหมือนในตอนนั้น บ่ายวันที่พวกเราหลงทางในหุบเขา ก็คล้ายเป็นเจตนา แม้แต่คืนวันไหว้พระจันทร์ ก็เหมือนมีเสียงเรียกฉันโดยเฉพาะ นี้คือความละเอียดอ่อนของชีวิต หากเราเงี่ยหูฟังดีๆ ทุกสิ่งเหมือนมีการวางตำแหน่งของมัน ในความไม่มีเจตนา ก็มีเจตนา
เมื่อฉันเดินออกมาข้างนอกเหลา ฉันอดมองท้องฟ้ากว้างไม่ได้ มันสวยงามจับใจ กว้างใหญ่และลึกล้ำ
ใครบอกว่าท้องฟ้าไม่มีเส้นผม หมู่เมฆคือเส้นผมของท้องฟ้า
|
| << | มีนาคม 2008 | >> | ||||
| อา | จ | อ | พ | พฤ | ศ | ส |
| 1 | ||||||
| 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 |
| 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |
| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 |
| 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 |
| 30 | 31 | |||||